Welcome to my blog!

Hi Everyone! Enjoy!

Monday, October 15, 2007

รวบแสดงสดผ่านเน็ตเยอรมันนายทุนใหญ่ใช้ไทยศูนย์แพร่ภาพ

รวบแสดงสดผ่านเน็ตเยอรมันนายทุนใหญ่ใช้ไทยศูนย์แพร่ภาพ

เมษายน 2549

ผบช.ประจำ สตช. นำกำลังเข้าตรวจค้นที่พักหรูเขตพัทยา หลังได้เบาะแสถูกใช้เป็นสถานที่เผยแพร่ภาพลามก-อนาจาร ทางเวบ ได้ผู้ต้องหาเป็นหญิงไทยขณะกำลังแสดงสด รวบทันควันพ่อ แม่ ลูก ชาวเยอรมัน ที่เป็นนายทุนว่าจ้าง สารภาพมีลูกค้าอยู่ทั่วโลก ระบุที่เยอรมนีชื่นชอบมาก ผกก.พัทยา ถูกหางเลข "จงรัก" สั่งช่วยราชการภาค 2

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นสถานที่ที่ใช้ในการถ่ายทำการแสดงลามกอนาจารเผยแพร่ผ่านทางเวบไซต์ให้ลูกค้าทั่วโลกที่สมัครเป็นสมาชิก เปิดเผยเมื่อเวลา 00.30 น. วันที่ 25 เมษายน พล.ต.ท.ถาวรศักดิ์ เทพชาตรี ผู้บัญชาการ (ผบช.) ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะหัวหน้าชุดปฏิบัติการสืบสวนปราบปรามผู้มีอิทธิพลเกี่ยวกับการกระทำผิดสถานบริการและอบายมุข และส่วนงานที่เกี่ยวข้อง ได้นำกำลังตำรวจกว่า 50 นาย พร้อมหมายค้นศาลจังหวัดพัทยา เข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 844/37 หมู่บ้านฮอลิเดย์พาราไดซ์ ซอย 17 พัทยา หมู่ 10 ต.หนองปรือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หลังชุดทำงานของจเรตำรวจแห่งชาติ ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี และตำรวจท้องที่ ร่วมกันสืบทราบว่า เป็นแหล่งเผยแพร่ภาพลามกอนาจารใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
ทั้งนี้ บ้านหลังดังกล่าวเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียว ปลูกสร้างอย่างหรูหรา มีกำแพงปูนกั้นอย่างแน่นหนา เจ้าหน้าที่ได้ปิดล้อมก่อนเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้าน เมื่อมีคนออกมาเปิดประตูตำรวจจึงนำหมายศาลแสดงเข้าตรวจค้น พบห้องพัก 2 ห้อง ซึ่งสร้างอยู่ติดกับสระว่ายน้ำ ภายในห้องมีหญิงสาวเปลือยกายกำลังแสดงท่าทางลามกอนาจรอยู่หน้าคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ ตำรวจจึงเข้าจับกุมตัว พร้อมกับตรวจค้นภายในบ้าน พบว่า มีอีก 1 ห้องติดกัน และมีหญิงสาวและกะเทยกำลังแสดงท่าลามกเปิดเผยร่างกายตัวเองอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เช่นกัน ตำรวจจึงตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งหมด รวมคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะ 9 เครื่อง คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค 2 เครื่อง กล้องแบบอินเเคม 8 ตัว อุปกรณ์ลามกอนาจารจำนวนมาก และสมุดเงินฝากธนาคารต่างๆ มีเงินหมุนเวียนในบัญชีนับ 5 ล้านบาท จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน
จากการสอบสวนทราบชื่อผู้แสดงคือ น.ส.สุภาพร ประทีปเมือง อายุ 22 ปี น.ส.ภัทธรา แก้วมาก อายุ 21 ปี และนายเกื้อกูล หรือแสงดาว ศิริจันทร์ อายุ 27 ปี จากการสอบสวนทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจาก นายแกร์ด คอร์นลิอัส อายุ 42 ปี ชาวเยอรมัน เจ้าของบ้านหลังดังกล่าว มาแสดงโชว์เปลือยกายและท่าทางลามกต่างๆ หน้าคอมพิวเตอร์ โดยจะมีกล้องวิดีโอและกล้องอินแคมบันทึกไว้ภาพ จากนั้นนายแกร์ดก็จะนำภาพไปเผยแพร่ผ่านทางเวบไซต์ ได้ค่าจ้างครั้งละ 1,000-2,000 บาท ก่อนจะมาถูกตำรวจจับกุมได้
ต่อมาตำรวจได้จับกุม นายแกร์ด คอร์นลิอัส เจ้าของบ้าน พร้อมกับภรรยาคือ นางทานยา คอร์นลิอัส อายุ 42 ปี และ น.ส.คาทยา คอร์นลิอัส อายุ 22 ปี ทั้งหมดเป็นชาวเยอรมัน อาศัยอยู่ในประเทศไทยนานกว่า 10 ปี จนสามารถพูดคุยภาษาไทยได้ ไม่ได้ประกอบอาชีพใดๆ และมีส่วนร่วมในการเผยแพร่ภาพลามกดังกล่าว
จากการสอบสวนของตำรวจ ผู้ต้องหาให้การว่า ลักลอบกระทำผิดดังกล่าวมานานแล้ว โดยจะเปิดเป็นเวบไซต์สามารถเข้ามาดูได้ทั่วโลก แต่จะมีข้อจำกัดว่าคนไทยไม่สามารถเข้าไปดูได้ มีเพียงชาวต่างชาติเท่านั้นที่มีสิทธิดู หากใครต้องการดูภาพลามกต่างๆ จะมีการเจรจาตกลงจ่ายค่าดูก่อนในรูปแบบการเป็นสมาชิก ซึ่งจะนัดจ่ายเงินผ่านทางบัญชีธนาคาร เมื่อมีการโอนเงินแล้วก็สามารถดูภาพได้ การเผยแพร่ภาพจะมีทั้งภาพนิ่งและการแสดงโชว์ภาพเคลื่อนไหว สามารถออนไลน์ไปได้ทั่วโลกจนกลายเป็นเวบไซต์ยอดนิยมที่สุดในประเทศเยอรมนี
พล.ต.ท.ถาวรศักดิ์ ผบช.ประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้มาจากนโยบายของ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส จเรตำรวจแห่งชาติ และนโยบายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรื่องการปราบปรามสิ่งอบายมุขต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกรณีใดๆ ทั้งสิ้น คดีนี้ถือว่าเป็นการกระทำอย่างหนึ่งในด้านการทำลายภาพลักษณ์ของประเทศไทย ตำรวจได้สืบสวนและติดตามพฤติกรรมมานานกว่า 1 เดือน โดยกลุ่มผู้ก่อเหตุจะลักลอบเผยแพร่ภาพลามกทางเวบไซต์ จนถือว่าเป็นเวบไซต์ลามกที่มีชาวต่างชาติให้ความสนใจมากที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีการแสดงท่าทางให้ดู ไม่ว่าจะเป็นท่าทางแบบใดก็ตาม กระทั่งถูกตำรวจไทยจับกุมได้ดังกล่าว เบื้องต้นตั้งข้อกล่าวหาจัดให้มีการแสดงลามกอนาจรและเผยแพร่โดยผิดกฎหมาย จากนั้นจะส่งให้พนักงานสอบสวน สภ.ต.พัทยา ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ท.จงรัก จุฑานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) เปิดเผยว่า กรณีที่มีตำรวจหน่วยอื่นเข้ามาจับกุมการแสดงสื่อลามกในพื้นที่ สภ.ต.พัทยา ตามหลักเกณฑ์สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะต้องดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงว่า ตำรวจท้องที่มีความบกพร่องหรือไม่ จึงได้แต่งตั้ง พล.ต.ต.พิทักษ์ จารุสมบัติ รอง ผบช.ภ.2 เป็นประธานกรรมการสอบสวนในเรื่องนี้
และมีคำสั่ง ภ.2 ที่ 0018.112/2001 ลงวันที่ 25 เมษายน 2549 สั่งการให้ พ.ต.อ.สมนึก จันทร์เกตุ ผกก.สภ.ต.พัทยา ไปช่วยราชการ บก.อก.ภ.2 เป็นเวลา 30 วัน และให้ พ.ต.อ.นภดล วงษ์น้อม ผกก.กลุ่มงานสืบสวน ศสส.ภ.2 รักษาการในตำแหน่ง ผกก.สภ.ต.พัทยา แทน หากการสอบสวนพบว่าตำรวจในพื้นที่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจ หรือรับผลประโยชน์ จะดำเนินการทางวินัยต่อไป

ที่มา : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึกวันที่ 27 เม.ย. 2549

คลิกอ่านรายละเอียดได้ ที่นี่

Monday, October 8, 2007

พรบ คอมพิวเตอร์ 2550

พระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทําความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. ๒๕๕๐



มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
“ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ ที่เชื่อมการทำงานเข้าด้วยกัน โดยได้มีการกำหนดคำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่ประมวลผลข้อมูลโดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำสั่ง หรือสิ่งอื่นใด บรรดาที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งแสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันที่ ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดต่อสื่อสารของระบบคอมพิวเตอร์นั้น
“ผู้ให้บริการ” หมายความว่า
(๑) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่น โดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเอง หรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
(๒) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น
“ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม

“พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ “รัฐมนตรี” หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
มาตรา ๔ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
หมวด ๑ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

มาตรา ๕ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๖ ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อื่นจัดทำขึ้นเป็นการเฉพาะ ถ้านำมาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๗ ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน สี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๘ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อดักรับไว้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นมิได้มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลทั่วไปใช้ประโยชน์ได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๙ ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๐ ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
มาตรา ๑๑ ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอื่น โดยปกปิดหรือปลอมแปลงแหล่งที่มาของการส่งข้อมูลดังกล่าว อันเป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพิวเตอร์ของบุคคลอื่นโดยปกติสุข ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
มาตรา ๑๒ ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา ๙ หรือมาตรา ๑๐

(๑) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายนั้นจะเกิดขึ้นในทันทีหรือในภายหลังและไม่ว่าจะเกิดขึ้นพร้อมกันหรือไม่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสิบปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท
(๒) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่มีไว้เพื่อประโยชน์สาธารณะ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สามปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงสามแสนบาท ถ้าการกระทำความผิดตาม (๒) เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี

มาตรา ๑๓ ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๗ มาตรา ๘ มาตรา ๙ มาตรา ๑๐ หรือมาตรา ๑๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๑๔ ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
(๑) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน
(๒) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน
(๓) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรหรือความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา
(๔) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้
(๕) เผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตาม (๑) (๒) (๓) หรือ (๔)

มาตรา ๑๕ ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา ๑๔ ในระบบคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในความควบคุมของตน ต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดตามมาตรา ๑๔

มาตรา ๑๖ ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏเป็นภาพของผู้อื่น และภาพนั้นเป็นภาพที่เกิดจากการสร้างขึ้น ตัดต่อ เติมหรือดัดแปลงด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์หรือวิธีการอื่นใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าการกระทำตามวรรคหนึ่ง เป็นการนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยสุจริต ผู้กระทำไม่มีความผิด
ความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นความผิดอันยอมความได้
ถ้าผู้เสียหายในความผิดตามวรรคหนึ่งตายเสียก่อนร้องทุกข์ ให้บิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตรของผู้เสียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเป็นผู้เสียหาย

มาตรา ๑๗ ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้นอกราชอาณาจักรและ
(๑) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนไทย และรัฐบาลแห่งประเทศที่ความผิดได้เกิดขึ้นหรือผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ หรือ
(๒) ผู้กระทำความผิดนั้นเป็นคนต่างด้าว และรัฐบาลไทยหรือคนไทยเป็นผู้เสียหายและผู้เสียหายได้ร้องขอให้ลงโทษ
จะต้องรับโทษภายในราชอาณาจักร

หมวด ๒ พนักงานเจ้าหน้าที่

มาตรา ๑๘ ภายใต้บังคับมาตรา ๑๙ เพื่อประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวน ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ เฉพาะที่จำเป็นเพื่อประโยชน์ในการใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิดและหาตัวผู้กระทำความผิด
(๑) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้มาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอื่นใดที่อยู่ในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้
(๒) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์หรือจากบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง
(๓) สั่งให้ผู้ให้บริการส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้บริการที่ต้องเก็บตามมาตรา ๒๖ หรือที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมของผู้ให้บริการให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๔) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์นั้นยังมิได้อยู่ในความครอบครองของพนักงานเจ้าหน้าที่
(๕) สั่งให้บุคคลซึ่งครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ดังกล่าวให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่
(๖) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ที่ใช้เก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใช้เป็นหลักฐานเกี่ยวกับการกระทำความผิด หรือเพื่อสืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลนั้นส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่เกี่ยวข้องเท่าที่จำเป็นให้ด้วยก็ได้
(๗) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือสั่งให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเข้ารหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหัสลับ หรือให้ความร่วมมือกับพนักงานเจ้าหน้าที่ในการถอดรหัสลับดังกล่าว
(๘) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียดแห่งความผิดและผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา ๑๙ การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งนี้ คำร้องต้องระบุเหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เหตุที่ต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่สามารถจะระบุได้ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว
เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนาบันทึกเหตุอันควรเชื่อที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) มอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่นั้น ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งมอบสำเนาบันทึกนั้นให้แก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองดังกล่าวในทันทีที่กระทำได้
ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้เป็นหัวหน้าในการดำเนินการตามมาตรา ๑๘ (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) ส่งสำเนาบันทึกรายละเอียดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนินการ ให้ศาลที่มีเขตอำนาจภายในสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาลงมือดำเนินการ เพื่อเป็นหลักฐาน
การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา ๑๘ (๔) ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นเกินความจำเป็น
การยึดหรืออายัดตามมาตรา ๑๘ (๘) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัดมอบให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่งยึดหรืออายัดไว้เกินสามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรืออายัด ไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอขยายเวลายึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายครั้งรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความจำเป็นที่จะยึดหรืออายัดหรือครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ ที่ยึดหรือถอนการอายัดโดยพลัน
หนังสือแสดงการยึดหรืออายัดตามวรรคห้าให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๒๐ ในกรณีที่การกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสอง ลักษณะ ๑ หรือลักษณะ ๑/๑ แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงานเจ้าหน้าที่โดยได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรีอาจยื่นคำร้องพร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลที่มีเขตอำนาจขอให้มีคำสั่งระงับ การทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ในกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้ระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทำการระงับการทำให้แพร่หลายนั้นเอง หรือสั่งให้ผู้ให้บริการระงับการทำให้แพร่หลายซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้

มาตรา ๒๑ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่พบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่ง ไม่พึงประสงค์รวมอยู่ด้วย พนักงานเจ้าหน้าที่อาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้ามจำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นได้ หรือจะกำหนดเงื่อนไขในการใช้ มีไว้ในครอบครอง หรือเผยแพร่ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดังกล่าวก็ได้
ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำสั่งที่มีผลทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบคอมพิวเตอร์หรือชุดคำสั่งอื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติม ขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตามคำสั่งที่กำหนดไว้ หรือโดยประการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้ เว้นแต่เป็นชุดคำสั่งที่มุ่งหมายในการป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๒ ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าที่เปิดเผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ให้แก่บุคคลใด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ หรือเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรือที่ได้รับอนุญาตจากศาล
พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๓ พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๔ ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามมาตรา ๑๘ และเปิดเผยข้อมูลนั้นต่อ ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

มาตรา ๒๕ ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือกฎหมายอื่นอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น
มาตรา ๒๖ ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่า เก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อมูลนั้นเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่จะสั่ง ให้ผู้ให้บริการผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้เกินเก้าสิบวันแต่ไม่เกินหนึ่งปีเป็นกรณีพิเศษเฉพาะรายและเฉพาะคราวก็ได้
ผู้ให้บริการจะต้องเก็บรักษาข้อมูลของผู้ใช้บริการเท่าที่จำเป็นเพื่อให้สามารถระบุตัวผู้ใช้บริการนับตั้งแต่เริ่มใช้บริการและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่าเก้าสิบวันนับตั้งแต่การใช้บริการสิ้นสุดลง ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้ให้บริการผู้ใดไม่ปฏิบัติตามมาตรานี้ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าแสนบาท

มาตรา ๒๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา ๑๘ หรือมาตรา ๒๐ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา ๒๑ ต้องระวางโทษปรับ ไม่เกินสองแสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง

มาตรา ๒๘ การแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้และความชำนาญเกี่ยวกับระบบคอมพิวเตอร์และมีคุณสมบัติตามที่รัฐมนตรีกำหนด

มาตรา ๒๙ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ เป็นพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับคำกล่าวโทษ และมีอำนาจในการสืบสวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในการจับ ควบคุม ค้น การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ บรรดาที่เป็นอำนาจของพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ หรือพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงาน กับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและรัฐมนตรีมีอำนาจร่วมกันกำหนดระเบียบเกี่ยวกับแนวทางและวิธีปฏิบัติในการดำเนินการตามวรรคสอง

มาตรา ๓๐ ในการปฏิบัติหน้าที่ พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว ต่อบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง
บัตรประจำตัวของพนักงานเจ้าหน้าที่ให้เป็นไปตามแบบที่รัฐมนตรีประกาศ ในราชกิจจานุเบกษา

Thursday, October 4, 2007

อาวุธไม่ถึงตายช่วยป้องกันตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

อาวุธไม่ถึงตายช่วยป้องกันตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

พฤษภาคม 2547
------------------------

ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา นับว่าเป็นยุคที่ยาบ้าแพร่หลายสุดขีด เราได้รับฟังข่าวคนเมายาบ้าคลุ้มคลั่ง อาละวาดก็มี ทำร้ายตนเองก็มี จับตัวประกันและทำร้ายเด็กหรือผู้หญิงก็มี สร้างความเสียหายต่อสังคมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดบาดเจ็บ และเสียชีวิต นำมาซึ่งความเศร้าสลดต่อผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมนั้น
คนเหล่านี้มิใช่คนร้ายโดยสันดาน แต่เป็นคนที่ขาดสติ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงเป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหนักในการใช้สติปัญญา ไหวพริบ เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ ก็เพราะความที่เป็นคนบ้า เสียสติ ไม่ใช่คนร้ายโดยสันดานนี่เอง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจ ตั้งแต่กันไทยมุงต่าง ๆ สยบความแข็งกร้าวของคนร้าย ลดความหวาดระแวงของคนร้าย เจรจาหว่านล้อม ห้ามยั่วยุคนร้าย ยื้อเวลารอจังหวะเพื่อระงับเหตุ ห้ามใช้อาวุธปืนเด็ดขาด
แม้ว่าส่วนมากตำรวจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็น่าเสียดายที่บางครั้งมีตัวประกันเสียชีวิต ตำรวจไทยมีประสบการณ์ในเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝนมาดีพอสมควร ทำให้ระงับเหตุร้ายต่าง ๆ ได้เรียบร้อยอย่างน่าชมเชย
ที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยพบไม่บ่อยนัก อาจเป็นเพราะว่า ประชาชนไม่อยากเป็นความกับเจ้าหน้าที่ แต่ในอนาคต คาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ให้การรับรองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและหน้าที่ของประชาชนไว้ชัดเจน ที่พบอยู่บ่อยๆ ก็คือกรณีของเหตุชุลมุนในการชุมนุมร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีปัญหาถกเถียงกันอยู่อย่างมากในประเด็นตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

ระดับความรุนแรงของการใช้กำลัง

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการที่ตำรวจใช้กำลังระงับเหตุเกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ วัน เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าตำรวจจะเจอพวกขี้เมา พวกสติฟั่นเฟือน หรือผู้ที่ไม่ยอมร่วมมือขัดขืน ดื้อดึง ก่อเหตุร้าย ตำรวจก็จะต้องเลือกวิธีจัดการต่อเหตุนั้นอย่างปลอดภัย วิธีดังกล่าวมีรูปแบบตามระดับความรุนแรง ตั้งแต่การออกคำสั่งด้วยวาจาให้ปฏิบัติตาม การห้ามปราม จนถึงการใช้กำลังร่างกายลงมือด้วยเทคนิคการสยบคนร้าย หรือ ใช้อาวุธประเภทกระบอง สเปรย์พริกไทย หรืออาวุธปืน
ในปี ค.ศ.1989 ศาลสูงสหรัฐได้วินิจฉัยชี้ขาดระดับความรุนแรงของการใช้กำลังตำรวจว่า ต้องตัดสินโดยพิจารณาจาก “ ความเห็นหรือวิจารณญาณ ของตำรวจที่ดี มีเหตุผลอันพึงปฏิบัติในเหตุการณ์อันตึงเครียดและไม่แน่นอนนั้น ๆ ” โดยระลึกเสมอว่าการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจและประชาชนอาจทวีความรุนแรงขึ้นไปจนถึงควบคุมไม่ได้ในชั่วพริบตา
นอกจากนี้ศาลยังเน้นว่าระดับความรุนแรงในการใช้กำลังต้องพิจารณาจากการกระทำของผู้ก่อเหตุเป็นสำคัญ ตำรวจมีหน้าที่ตอบสนองต่อการกระทำนั้น กล่าวคือ ถ้าผู้ก่อเหตุให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่จะต้องสงบใจเย็นในการใช้อำนาจ ถ้าผู้ก่อเหตุดื้อและต่อสู้ขัดขืน เจ้าหน้าที่จะต้องใช้เทคนิคการจับกุม เพื่อสยบคนร้ายให้อยู่ในความควบคุม หากคนร้ายกลับคืนสู่การยินยอมเจ้าหน้าที่ก็จะต้องลดระดับความรุนแรงลงให้สอดคล้องกับผู้ก่อเหตุ ( ดูตารางที่ 1 ) สำหรับรายละเอียดแต่ละระดับความรุนแรงจะขอไม่อธิบายในที่นี้


ตารางที่ 1 แสดงระดับความรุนแรงของการใช้กำลัง




กฎการใช้อาวุธถึงตาย

ในอดีตตำรวจได้รับอำนาจในการใช้กำลังอาวุธถึงตายในสถานการณ์ 2 แบบ คือ แบบแรกเพื่อป้องกันรักษาชีวิตตนเอง หรือผู้อื่น เรียกว่า กฎรักษาชีวิต ( Defense of life ) กฎข้อนี้มีความชัดเจนในตัวและไม่เป็นปัญหา
แต่แบบที่สองเพื่อหยุดยั้งการหลบหนีของคนร้าย เรียกว่า กฎคนร้ายหลบหนี ( Fleeing felon ) กฎข้อนี้มีปัญหาถกเถียงกันมากมาย จนกระทั่งในปี ค.ศ.1985 กฎข้อหลังนี้จึงถูกปรับแก้ใหม่ เนื่องจากครั้งหนึ่งในมลรัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา เจ้าของบ้านโทรศัพท์แจ้งตำรวจว่าเกิดเหตุขโมยเข้าบ้าน เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นคนร้ายกำลังหลบหนีออกจากบ้านพอดี ตำรวจจึงเรียกให้หยุด แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ จึงถูกยิงตาย ปรากฏว่าคนร้ายในคดีนี้เป็นเด็กอายุ 15 ปี และตรวจพบเงินในกระเป๋าเพียง 10 เหรียญ ซึ่งก็คือเงินที่ขโมยมาจากในบ้านนั้น
ภายใต้กฎหมายของรัฐเทนเนสซี่ ขณะนั้น ตำรวจสามารถใช้อาวุธถึงตายในการหยุดยั้งการหลบหนีของคนร้าย พ่อแม่ของเด็กคนร้ายฟ้องร้องต่อศาลว่ากฎหมายข้อนี้ขัดรัฐธรรมนูญ คดีขึ้นมาถึงศาลสูงในปี ค.ศ.1985 ศาลสูงตัดสินให้พ่อแม่ของเด็กนี้ชนะคดี เพราะการยิงผู้ที่สงสัยว่าเป็นคนร้าย ที่กำลังหลบหนี ( ทั้งที่ไม่มีอาวุธและไม่แสดงความรุนแรง ) ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ซึ่งห้ามการตรวจค้นและจับกุมโดยไม่มีเหตุอันควร (unreasonable search and seizure)
คำตัดสินครั้งนั้น ทำให้กฎการใช้กำลังอาวุธถึงตายของตำรวจที่บังคับใช้มาถึง 30 ปี ต้องยกเลิกไป เหลือกฎรักษาชีวิตข้อเดียวคือ ใช้กำลังอาวุธถึงตายได้ในกรณีที่เชื่อว่าคนร้ายแสดงอาการคุกคามต่อชีวิตตำรวจ หรือผู้อื่น

เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตาย

สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในประเทศที่เจริญแล้ว นอกจากจะมีการศึกษาวิจัยระดับความรุนแรงเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังได้มีการศึกษาวิจัยคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเรียกว่า เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตาย ( Less Lethal Technology ย่อว่า LLT ) เพื่อช่วยให้ตำรวจได้มีทางเลือกสำหรับการใช้กำลังตามสถานการณ์

อาวุธไม่ถึงตายที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. อาวุธประเภทตี ( impact weapons )
2. สเปรย์พริกไทย ( pepper sprays หรือ Oleoresin Capsicum )
3. อุปกรณ์ช็อคไฟฟ้า ( electronic stun devices)
4. แก๊สน้ำตา ( tear gas )
5. เครื่องยิงกระสุนยาง ( projectile launchers )
6. อุปกรณ์อื่น ๆ

1. อาวุธประเภทตี ( Impact weapon )
ออกแบบเพื่อใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ในการตี, กระทุ้ง, ดัน, ป้องกันหรือห้าม หรือควบคุมผู้ที่ต่อสู้ขัดขืน อาวุธประเภทตีนี้ได้แก่ กระบองชนิดต่างๆ เป็นต้น บางแบบก็ออกแบบเป็นกระบอกไฟฉายโลหะทำหน้าที่เป็นกระบองได้ด้วย แต่อาวุธพวกนี้จะมีน้ำหนักมากเพราะถ่านไฟฉายหนัก และตัวกระบอกมักมีขอบสัน คม เมื่อฟาดแรง ๆ อาจถึงบาดเจ็บสาหัส พวกอาวุธกำลังภายในของพวกกังฟู ก็เป็นกระบองประเภทหนึ่ง แต่อาวุธประเภทนี้ต้องฝึกฝนนานกว่า จะชำนาญ
กระบองที่ตำรวจนิยมใช้มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบยืดได้ , แบบตรง และ แบบมีที่จับอยู่ด้านข้าง ข้อดีของอาวุธประเภทกระบองก็คือ มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ห้อยเข็มขัด เหน็บเอวได้ ถ้าเป็นกระบองแบบยืดหดได้จะพกได้มิดชิด เหมาะกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ถ้าเป็นกระบองแบบตรง การพกพาให้มองเห็น ก็เป็นข้อดีตรงที่ป้องปราม กระบองมีราคาไม่แพง ฝึกใช้ง่าย ใช้ได้ผลในการยับยั้งผู้ที่ถืออาวุธ สังคมทั่วไปยอมรับอาวุธประเภทนี้
ส่วนข้อเสียของกระบองได้แก่ ใช้ได้ผลในระยะประชิด ถ้าเป็นกรณีประจันหน้ากับผู้ที่ถือมีดหรือดาบ กระบองไม่ค่อยเกิดประโยชน์
กระบองอาจทำให้บาดเจ็บได้ทั้งเล็กน้อยจนถึงกระดูกหัก ฟกช้ำ ตกเลือด ถ้าตีหัวแรงๆอาจถึงตายได้ แม้ว่ากระบองจะพกพาได้ง่าย แต่ก็จำเป็นต้องถอดออกวางในตอนนั่งรถ เจ้าหน้าที่บางคนเห็นว่าน่ารำคาญ จึงตั้งใจวางทิ้งไว้ในรถ หรือไม่ก็อาจลืมพกไปด้วย นอกจากนี้กระบองแบบยืดได้ บางทีถ้าหากไม่หมั่นดูแล ก็มีปัญหาตอนใช้งานจริงกลับฝืด สะบัดแล้วไม่ยอมยืดออก

2. สเปรย์พริกไทย ( Oleoresin Capsicum หรือ O.C. )
สกัดจากพืชตระกูล Cayenne pepper plant มี 9 พันธุ์ ที่ใช้ทำสเปรย์ Capsicum มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น มีรสเผ็ด ใช้เป็นอาหารได้ ใช้ทาถู นวดกล้ามเนื้อได้ วิธีวัดความเผ็ดร้อนของ O.C. วัดเป็นหน่วยความร้อน ซึ่งค้นพบโดยนาย Scoville สมัยก่อนใช้ลิ้นคนทดสอบ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใช้ทดสอบ
ตัวอย่างค่าความเผ็ดร้อน : พริกหยวก ( Sweet green bell pepper ) มีค่าเท่ากับ 1 หน่วย ( heat unit ) Capsicum มีค่า 0-15 ล้านหน่วย สำหรับ O.C. ที่ใช้ทำสเปรย์พริกไทย จะมีค่า 2 ล้านหน่วย
ความจริง การใช้สารเผ็ดแสบร้อน หรือสารระคายเคือง เพื่อหยุดยั้งเข้าควบคุมคนร้ายนี้ ไม่ใช่การคิดค้นใหม่ เมื่อ 2,000 ปีก่อน คนจีนใช้วิธีขว้างห่อเครื่องเทศพริกไทยใส่ข้าศึก นักรบญี่ปุ่นก็ใช้อาวุธแบบนี้ทำให้ข้าศึกตาพร่ามองไม่เห็นชั่วขณะ
ตำรวจในอเมริกาและแคนาคาใช้สเปรย์พริกไทยมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะมีข้อดีกว่าแก๊สน้ำตา คือ ถ้าใช้ถูกต้องจะไม่มีการบาดเจ็บ และไม่มีปัญหาสารเคมีเปรอะเปื้อน สเปรย์พริกไทยในงานตำรวจ จะบรรจุเป็นกระป๋องสเปรย์ขนาด 55 gm เหน็บเอว หรือเป็นขนาดถังใหญ่ 250-400 gm ใช้ควบคุมฝูงชน
ตอนแรกๆ ใคร ๆ ก็คิดว่า O.C. เป็นของวิเศษ สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธแทนปืนได้ แต่จริง ๆ แล้ว มีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ใช้ได้ในระยะประชิดเหมือนกระบองคือ 3-6 ฟุต สำหรับการควบคุมฝูงชน ซึ่งการปฏิบัติจะยืนอยู่ห่าง ราว 20 ฟุต ต้องใช้แบบถังซึ่งไม่สะดวกในการพกพา นอกจากนี้ฝนและลมยังทำให้ระยะหวังผลน้อยลงไปอีก เพราะตัวสเปรย์จะต้องถูก บริเวณที่ตาเท่านั้น ถูกบริเวณอื่นไม่ได้ผล
เคยมีข้อมูลว่า สเปรย์พริกไทยไม่สามารถใช้ได้ผลกับคนบางประเภทโดยเฉพาะพวกนักมวยกังฟู หรือ กำลังภายใน หรือคนบ้า พวกนี้สามารถทนต่อการฉีดสเปรย์ได้หลายครั้ง บางคนสามารถปิดตาได้รวดเร็วมากจนสเปรย์พริกไทยไม่ทำงาน
สเปรย์พริกไทยยังมีข้อเสียอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้ทำงานได้ผล แต่ก็สยบคนร้ายได้ไม่สมบูรณ์ ลองเปรียบเทียบ 2 สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ :
กรณีที่ 1 เจ้าหน้าที่ใช้สเปรย์สยบนักโทษที่คลุ้มคลั่งในห้องขังได้ โดยพ่นผ่านลูกกรงเข้าไปในห้องขัง เพียง 5 วินาที เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนักโทษได้ โดยไม่มีการบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย
กรณีที่ 2 คนบ้าถือมีดเข้าจู่โจมเจ้าหน้าที่ในระยะประชิด เจ้าหน้าที่ใช้สเปรย์ฉีดใส่ใบหน้าได้ทันที แต่ในช่วงเวลากว่าสเปรย์จะสยบคนร้ายได้ ปรากฏว่าคนบ้าโถมเข้าหาและแทงบริเวณคอของเจ้าหน้าที่ แม้ว่าหลังจากนั้นคนบ้าจะถูกควบคุมตัวได้ แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ
3. เครื่องช็อคไฟฟ้า ( electronic stun device )
เครื่องช็อคไฟฟ้าเริ่มนำมาใช้ราวปี ค.ศ.1985 ปัจจุบันมี 2 แบบ คือ ปืนจี้ไฟฟ้า ( stun gun ) และปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า(TASER) เครื่องช็อคทั้ง 2 แบบใช้หลักการป้อนไฟฟ้าแรงดันสูง แต่กระแสต่ำ เข้าสู่ร่างกาย ทำให้คนร้ายไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ชั่วขณะ เพราะกล้ามเนื้อหดตัวทันที โดยทั่วไปคนร้ายจะทรุดลงกับพื้นในลักษณะสั่น และ ชักกระตุก คนร้ายจึงสยบลงได้ชั่วขณะ แม้จะมึนงง แต่คนร้ายก็มักจะมีสติ
แบบแรกคือปืนจี้ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ 9 โวลท์ มีลักษณะคล้าย ๆ ที่โกนหนวดไฟฟ้า มีสองเขี้ยว สำหรับจี้เข้าที่ร่างกายของคนร้าย การใช้งานจึงต้องอยู่ในระยะประชิด ถ้าจะใช้ระยะห่าง ต้องใช้แบบที่ต่อให้ยาวขึ้นซึ่งค่อนข้างเทอะทะ
ปืนจี้ไฟฟ้า ผลิตไฟ 4-5 หมื่นโวลท์ กระแส 50-60 มิลลิแอมป์ เป็น แบบกระตุก ( pulse ) วิ่งผ่านเขี้ยวทั้งสอง ซึ่งเมื่อจี้กล้ามเนื้อบริเวณ กระเพาะ ขา แผ่นหลังส่วนล่าง แขน และหน้าอกส่วนบน พลังงานไฟฟ้าจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ประกายไฟฟ้านี้สามารถทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าไปได้ เว้นแต่ถ้าเป็นเสื้อกันหนาวที่ค่อนข้างหนามาก ๆ ก็จะใช้ไม่ได้ผล
ปืนจี้ไฟฟ้านี้มีข้อดีตรงที่ ใช้ขู่ได้ผล เพราะมองเห็นประกายไฟ ทำให้คนร้ายตกใจกลัว ยอมเชื่อฟังตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ แต่ปืนจี้ไฟฟ้านี้มีข้อจำกัดในการใช้งาน และสังคมก็มักจะมองว่าเจ้าหน้าที่นำไปใช้ในการทรมานผู้ต้องหา จึงถูกระงับใช้ในกิจการตำรวจ ต่อมาได้มีการคิดค้นปืนยิงลูกดอก ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ปืนจี้ไฟฟ้าก็เลยเสื่อมความนิยมลงไป
ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Jack Cover ในปี ค.ศ.1976 และทดลองใช้งานในปี ค.ศ.1978 นาย Jack คนนี้เป็นแฟนหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ Tom Swift จึงตั้งชื่ออาวุธว่า Thomas A. Swift Electric Rifle นิยมเรียกย่อว่า Taser
ปืนยิงลูกดอกนี้ความจริงไม่ใช่ปืนยาว (Rifle ) แต่เป็นปืนพกใช้แบตเตอรี่นิเกิลแคตเมี่ยมหรืออัลคาไลน์ ที่ใช้ยิงลูกดอกซึ่งติดอยู่ที่ปลายเส้นลวด ลูกดอกพุ่งออกไปโดยใช้แรงดันแก๊สหรือชนวนท้ายแบบดินปืนน้อย ความเร็วต้นของลูกดอกอยู่ในช่วง 200 ฟุต/วินาที
เมื่อลูกดอกถูกยิงออกไปจะปักติดกับผิวหนัง หรือเสื้อผ้าของคนร้าย มีเส้นลวดต่อจากลูกดอกยาว 15-20 ฟุต ติดกับตัวปืนทำหน้าที่เป็นสายไฟฟ้า เมื่อดึงลูกดอกที่ปักในตัวผิวหนังของคนร้ายออก ก็จะมีรอยแผลเหมือนกับโดนผึ้งต่อย แทบจะไม่มีริ้วรอยหรือการบาดเจ็บเลย กระแสไฟที่ส่งผ่านเส้นลวดไปยังคนร้าย ( ประมาณ 50,000 โวลท์ ) ยังสามารถกด ปิด/เปิด โดยสวิทช์ที่ไกปืนอีกด้วย
ทั้งปืนจี้ไฟฟ้ากับปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ติดเข็มขัด เหน็บเอวได้ แต่ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า ทำงานที่ระยะห่าง 15-20 ฟุต ไกลกว่า ปืนจี้ไฟฟ้า กระบอง และ สเปรย์พริกไทย ซึ่งต้องใช้ระยะประชิด
แม้ว่าเครื่องช็อคไฟฟ้านี้ จะสามารถสยบคนร้ายได้ทันที แต่จากสถิติ และผลการใช้งาน ปรากฏว่าไม่แน่นอน 100 % ว่าจะได้ผลดี ปัญหาสำคัญก็คือ ความหนาของเสื้อผ้าคนร้าย นอกจากนี้ระยะหวังผลขึ้นอยู่กับทักษะการเล็ง
ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าบรรจุกระสุนได้ทีละ 1-2 นัด ในสถานการณ์ตึงเครียดแทบจะไม่มีโอกาสบรรจุกระสุนอีกเลย อีกทั้งปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าผสมกับทางกล ต้องดูแลรักษาอย่างดี โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ทั้งยังไม่สามารถใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีไอสารระเบิดหรือแก๊สธรรมชาติได้
ในประเทศอเมริกา มีหลายรัฐ ได้ศึกษาปืนจี้ไฟฟ้าและปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า ปรากฏว่ามีทั้งยอมรับและไม่ยอมรับอาวุธดังกล่าว เหตุผลที่ไม่ยอมรับประการสำคัญก็คือ เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะนำไปใช้ในทางมิชอบ เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ในอดีต เช่น คดีนาย Rodney King ซึ่งเป็นชาวอเมริกันนิโกร ในระหว่างการจับกุมนาย Rodney ซึ่งอยู่ในอาการเมาสุรา เจ้าหน้าที่ยิงลูกดอกซ้ำหลายครั้ง และตีซ้ำหลายครั้ง ปรากฏว่านาย Rodney ยังทนได้ ซึ่งคดีนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่าตำรวจกระทำรุนแรงเกินเหตุ จนเป็นชนวนนำไปสู่การจลาจลในเมืองลอสแองเจลิส ในปี ค.ศ.1992 และยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ใช้ปืนจี้ไฟฟ้าในการทรมานผู้ต้องหา

4. แก๊สน้ำตา ( Tear gas)
ความจริงแก๊สน้ำตาไม่ได้เป็นแก๊ส แต่เป็นผงเคมีละเอียดชนิดหนึ่ง มี 2 สูตร ที่ใช้ในกิจการตำรวจ คือสูตร CN ( Chloroacetophenone ) และสูตร CS ( Orthochlorbenzalmalononitrile) ทั้ง 2 สูตร มีความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพ
แก๊สน้ำตาสูตร CN ประดิษฐ์โดยนักเคมีชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ.1969 ถูกใช้ร่วมกับแก๊สพิษ คือแก๊สมัสตาร์ด ( mustard gas ) กับ แก๊สคลอรีน ( Chlorine gas ) ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แก๊สนี้มีผลให้บริเวณร่างกายที่มีความชื้นเกิดอาการแสบร้อนและคัน น้ำตาไหลและหนังตาปิด และระคายเคืองต่อระบบหายใจ แม้ว่า แก๊สน้ำตาสูตร CN จะอ่อนกว่าแก๊ส ทั้ง 2 ชนิด แต่ก็สามารถสยบคนร้ายได้รวดเร็วภายใน 1-3 วินาที
แก๊สน้ำตาสูตร CS พัฒนาขึ้นโดยประเทศอังกฤษ ในสงครามไซปรัส ปี ค.ศ.1961 มีความรุนแรงกว่า สูตร CN แต่คงอยู่ได้นานกว่า แก๊สน้ำตาสูตร CS จะสยบคนร้ายได้ภายใน 3-7 วินาที ผลของ มันจะทำให้เกิดน้ำตาไหลพราก หนังตาปิด ผิวหนังแสบร้อนอย่างมาก น้ำมูกไหล มีอาการแน่นหน้าอก สำลัก และมึนงงด้วย
แม้ว่า แก๊สน้ำตาสูตร CS จะมีอำนาจรุนแรงมากกว่า แต่ก็มีอันตรายกว่า เพราะถ้าใช้ความเข้มข้นมากอาจถึงตายได้ เพื่อความปลอดภัยจึงนิยมใช้ สูตร CN
แก๊สน้ำตานั้นมีทั้งแบบลูกระเบิดขว้าง ( grenade) และแบบกระสุนยิง (cartridge) แก๊สน้ำตาเหมาะกับสถานการณ์ ( ก ) ควบคุมฝูงชน (ข) ยิงหรือโยนใส่คนร้ายที่อยู่หลังสิ่งกีดขวางเพื่อสร้างความได้เปรียบแก่หน่วยที่เข้าจู่โจม ( ค) ใช้โดยตรงต่อกลุ่มคนร้าย
แก๊สน้ำตาเป็นอาวุธไม่ถึงตาย เป็นที่ยอมรับแพร่หลายทั่วไป เพราะมีความปลอดภัยดีมาก แก๊สน้ำตาใช้ได้ผลดีมากในการควบคุมฝูงชน หรือในการสยบคนร้ายในที่กีดขวาง
แม้ว่าแก๊สน้ำตาจะทำงานได้ไว แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนร้ายสยบได้ทันที ต้องรอเวลาอีกเล็กน้อย แก๊สน้ำตาแบบระเบิดขว้างอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ เพราะต้องใช้ความร้อนเผาให้ปล่อยสารเคมีพ่นออกจากกระป๋อง จึงเหมาะกับการใช้งานในที่โล่ง ถ้าใช้ในอาคาร มีโอกาสผิดพลาด เกิดอันตรายได้
ข้อเสียของแก๊สน้ำตาที่สำคัญก็คือ อนุภาคหรือผงเคมีไม่ค่อยยอมตกลงพื้น แต่จะลอยพัดไปตามลม ผู้ใช้งานจึงต้องสวมหน้ากากด้วย นี่คือปัญหา เพราะคนที่ไม่เกี่ยวข้องเช่นไทยมุงก็จะได้รับแก๊สน้ำตาไปด้วย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของแก๊สน้ำตาคือสารเคมีเปรอะเปื้อน ต้องใช้น้ำมากในการทำความสะอาด ต้องถ่ายเทอากาศฯลฯ

5. เครื่องยิงกระสุนยาง ( projectile launcher )
เครื่องยิงกระสุนยางมีหลายแบบ ใช้กระสุนพิเศษต่างๆ กัน หลักการก็คือ กระสุนที่ยิงออกไปจะต้องสามารถส่งผล ทำนองเดียวกับ การต่อยแรง ๆ ทำให้คนร้ายสลบ โดยไม่ทำให้เกิดบาดแผลอันตรายมากเหมือนกับกระสุนจริง กระสุนที่ใช้มักจะทำด้วยยาง หรือ พลาสติกอ่อน
เครื่องยิงบางแบบ สามารถใช้ยิง กระสุนแก๊สน้ำตาก็ได้ หรือยิงกระสุนยางก็ได้ ความแม่นยำและระยะหวังผลขึ้นอยู่กับชนิดกระสุน และความชำนาญ
ข้อดีของเครื่องยิงกระสุนยาง เทียบกับอาวุธไม่ถึงตายอื่น ๆ ก็คือ ระยะส่วนมากใช้ระยะประชิด แต่เครื่องยิงกระสุนยางมีระยะหวังผลไกลกว่ามาก ข้อนี้กลับเป็นข้อเสียเพราะความแรงของกระสุนตอนยิงระยะใกล้อาจรุนแรงถึงตายได้ ผู้ใช้งานจึงต้องมีความชำนาญสูง เพราะต้องเข้าใจสมรรถนะและอันตรายของเครื่องยิงและกระสุน และต้องยิงได้แม่นยำ

6. อาวุธชนิดอื่น ๆ
ยังมีอาวุธอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับมาใช้ในกิจการตำรวจ เช่น เครื่องยิงแห (net launching / capture device) ปืนยิงโฟม (sticky foam gun) ปืน Taser ไร้สาย ( wireless taser ) เครื่องยิงกระสุน RAG (ring airfoil grenade) เป็นต้น
เครื่องยิงแหใช้หลักการเดียวกับการไล่จับสัตว์ป่าในหนังสารคดีสัตว์ป่า เป็นเครื่องยิงใช้พลังแก๊สหรือลมขับและดันแหไปคลุมตัวคนร้าย เพื่อให้การห่อหุ้มดีขึ้น แหบางแบบผสมโฟมเหนียว บางแบบมีไฟฟ้า ผลการทดสอบเครื่องยิงแห ยังพบอุปสรรคในการใช้งานหลายประการ ตั้งแต่ความเทอะทะ พกพาลำบาก เหน็บเอวไม่ได้ ระยะหวังผลราว 20 ฟุต ก็น้อยเกินไป ส่วนมากมักจะยิงพลาดเป้า หรือแม้จะถูกเป้าแต่คนร้ายก็สามารถปลดเปลื้องได้รวดเร็ว
การพัฒนาโฟมเหนียวเริ่มขึ้นในราวปี ค.ศ.1992 ในอเมริกา ณ ห้องปฏิบัติการแซนเดีย ( Sandia National Laboratories) บางทีเรียกว่าปืนกาว ( Glue Gun ) ลักษณะของปืนจะเป็นแบบเครื่องยิง และถังโฟม น้ำหนักรวม 32 ปอนด์ ยิงได้หลายนัด และระยะยิงไกลไปถึง 35 ฟุต เมื่อยิงออกไป โฟมเหนียวขยายตัวออก 30 เท่า อย่างไรก็ดี ผลการทดสอบพบว่ามีปัญหาตรงที่ใช้งานไม่สะดวกและไม่ได้ผล

บทสรุป
ตราบจนทุกวันนี้ มนุษย์เราก็ยังคิดค้นอาวุธไม่ถึงตายที่สมบูรณ์แบบ มาใช้สำหรับกิจการตำรวจไม่สำเร็จ ถ้าหากค้นพบแล้วจริง อาวุธดังกล่าวนี้ คงจะมีรูปร่างเหมือนกับปืนรังสี (หรือ Phaser) ในนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “Star Trek”
จะเห็นว่า ปืนรังสีในหนัง สามารถใช้หยุดยั้งคนร้ายได้ ในระยะหวังผล ถ้าตั้งไว้ที่ตำแหน่งช็อค ( “Stun ” ) ก็จะสยบคนร้ายได้ เป็นอาวุธไม่ถึงตาย หรือจะตั้งไว้ที่ตำแหน่งฆ่า ( “ Kill ” ) ก็จะเป็นอาวุธถึงตาย
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตายจะมีการพัฒนามากขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าในอนาคตสักวันหนึ่ง มนุษย์เราจะมีอาวุธวิเศษ (wonder weapon) ที่พกพาสะดวกมาใช้แทนกระบองหรือปืน
ถึงอย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าอาวุธเหล่านั้น ออกแบบคิดค้นเพื่อแสวงหากำไรซึ่งผู้ผลิตย่อมต้องการที่จะขายของ ๆ ตน อาวุธที่ผลิตขึ้นมาบางอย่างได้ทดลองใช้แล้ว แทบจะเรียกได้ว่า ในการปฏิบัติมีประโยชน์น้อยมาก หรืออาจใช้ได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น เหตุผลหนึ่งก็คือออกแบบโดยไม่เข้าใจสถานการณ์จริง ๆ ที่ตำรวจประสบ ดังนั้น ตำรวจจึงยังต้องพึ่งพาอาวุธถึงตาย ( คือปืน ) อยู่
อาวุธไม่ถึงตายในอุดมคติ จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ คือ
1. ต้องทำให้คนร้ายหมดสภาพ (incapacitate) ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่เกิดนานมาก แต่นานพอที่จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จ/ควบคุม/จับกุมได้ทัน
2. มีบาดแผล และบาดเจ็บเล็กน้อย
3. ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวได้ทันที (instantaneous control)
4. ใช้กับคนบ้าหรือพวกที่ทนต่อความเจ็บปวดได้
5. สังเกตได้ว่ามีอาการ เพื่อให้แน่ใจว่าอาวุธนั้นใช้งานได้
6. มีผลเฉพาะผู้ที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น คนอื่นไม่ได้รับผลของอาวุธไปด้วย


@@@@@@@@@@@@@@@@@


เอกสารอ้างอิง

1. “ THE EVOLUTION AND DEVELOPMENT OF POLICE TECHNOLOGY ” , SEASKATE INC. , MINISTRY OF JUSTICE (JULY 1998).
2. “ USE OF FORCE COMMITTEE FINAL REPORT ” , TORONTO POLICE CANADA ( MAY 1998 )
3. สกู๊ปหน้า 1 นสพ. เดลินิวส์ ( 23 ธ.ค. 2545 )
4. หนังสือเวียน ที่ นร.0205/ว117 ลงวันที่ 9 ส.ค.2545 เรื่องหลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง

กรณีศึกษา: ฟิสิกส์ในการก่อการร้าย

ฟิสิกส์ประยุกต์

กรกฎาคม 2547

กรณีศึกษา: ฟิสิกส์ในการก่อการร้าย

เมื่อ 11 ก.ย. 2544 ขบวนการก่อการร้ายได้โจมตีอาคารศูนย์การค้าโลก (World trade center--WTC) ในนครนิวยอร์ก และกระทรวงกลาโหม (Pentagon) ในวอชิงตันดีซี

เพื่อเป็นการฝึกวิเคราะห์ประกอบการศึกษาวิชาฟิสิกส์ประยุกต์ และเป็นประโยชน์ในการฝึกคิดค้นวิธีแก้ไข ป้องกันเหตุร้าย สำหรับการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

1. การเลือกเที่ยวบิน
ผู้ก่อการร้ายเลือกใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของเครื่องบินเป็นอาวุธ เขาเลือกเที่ยวบินระยะไกลซึ่งต้องเป็นเที่ยวบินข้ามทวีป เพื่อให้ได้ปริมาณเชื้อเพลิงมาก ๆ เครื่องบินเหล่านี้มีเชื้อเพลิงถึง 60 ตัน หรือมากกว่านี้ น้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน (คิดแบบกรัมต่อกรัม) จะให้พลังงานมากกว่าระเบิด TNT ถึง 10 เท่า ดังนั้น พลังงานจากเชื้อเพลิงเครื่องบินจะเทียบเท่า TNT 600 ตัน อย่างไรก็ดี เชื้อเพลิงจะไม่สามารถระเบิดได้ ถ้าหากไม่ได้ผสมกับอากาศ




2. การขึ้นเครื่องบิน
การโจมตีครั้งนี้อาศัยความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการ รปภ. ของสนามบินซึ่งก็ไม่ได้ซับซ้อนมากมายนัก เพราะก็เป็นที่รู้กันทั่วไปดีอยู่แล้ว กล่าวคือเมื่อเราขึ้นเครื่องบิน สัมภาระหรือกระเป๋าต่าง ๆ จะถูกเอ็กซเรย์ เจ้าหน้าที่จะมองเห็นรูปร่างของวัตถุต่าง ๆ ภายในสัมภาระหรือกระเป๋าได้ แต่การเฝ้าดูจากจออาจมีวัตถุอันตรายเล็ดลอดผ่านไปได้ เนื่องจากการพราง (Camouflage) ในกรณีนี้ เราสันนิษฐานว่าผู้ก่อการร้ายคงไม่ใช้การพราง เพราะถ้าหากพลาดถูกเจ้าหน้าที่จับกุมได้จะทำให้แผนก่อการร้ายทั้งหมดล้มเหลวได้
ถ้าหากไม่ใช้วิธีพราง ผู้ก่อการร้ายจะต้องใช้ช่องโหว่ของระเบียบ รปภ. ซึ่งอนุญาตให้ผู้โดยสารพกมีดขนาดความยาวใบมีด (Blade) ไม่เกิน 4 นิ้ว ข้อมูลนี้ได้ฟังจากเทปบันทึกเสียงโทรศัพท์ของสายการบินว่า ผู้โดยสารใช้มีดพก (Package knife) มีดพกดังกล่าวเป็นแบบใบมีดสั้นและหดในด้ามมีด มีความคมใกล้เคียงกับใบมีดโกน
ในสหรัฐอเมริกา ตัวผู้โดยสารไม่ได้ถูกเอ็กซเรย์ แต่เดินผ่านเฉพาะเครื่องตรวจโลหะ ซึ่งจะตรวจได้เฉพาะโลหะขนาดใหญ่และตัวนำเท่านั้น เนื่องจากร่างกายคนเราเป็นตัวนำด้วย จึงตั้งเครื่องตรวจโลหะให้มีความไวมากเกินไปไม่ได้ ฉะนั้น จึงมีโอกาสที่โลหะจะเล็ดลอดออกไปได้
นอกจากนี้ อาวุธบางชนิดที่ไม่เป็นตัวนำก็สามารถผ่านเครื่องตรวจโลหะได้ เช่น มีดเซรามิก หรือปืนที่มีส่วนประกอบโลหะเล็กน้อย
หากเป็นกรณีที่เกิดพิรุธหรือสงสัยจริงๆ เช่น เจ้าหน้าที่ตรวจเห็นวัตถุที่ไม่คุ้นเคยบนจอคอมพิวเตอร์ของเครื่องเอ็กซเรย์ เจ้าหน้าที่อาจจะส่งไปเข้าเครื่องดมกลิ่น (Sniffer) ซึ่งจะเก็บตัวอย่าง (Swab) จากกระเป๋าหรือกล่องต้องสงสัยนำไปตรวจสารระเบิด
ดังนั้น ผู้ก่อการร้ายย่อมรู้ตัวแล้วว่าจะต้องถูกตรวจ จึงไม่ใช้อาวุธหรือวัตถุระเบิดในแผนการณ์นี้


3. การควบคุมเครื่องบิน
เมื่อเครื่องบินขึ้น ผู้ก่อการร้ายจะเข้าควบคุมเครื่องบิน เราไม่ทราบว่าเกิดเหตุอะไรบนเครื่องนอกจากคาดเดาเอาเอง ผู้ก่อการร้ายจะต้องใช้ประโยชน์จากนโยบายของทางการสหรัฐ ที่ว่า “นักบินจะต้องให้ความร่วมมือกับคนร้ายจี้เครื่องบินเพื่อรักษาชีวิตของผู้โดยสารไว้” ทั้งนี้เป็นเพราะในอดีตการร่วมมือและเจรจาประสบความสำเร็จดีมาตลอด
ดังนั้นนักบินจึงจำยอมทำตามคนร้ายแล้วปล่อยให้เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินเจรจากับคนร้าย ผู้ก่อการร้ายใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ ความจริงในกรณีนี้ เรายังไม่ค่อยชัดเจนนักว่า นักบินยอมทำตามผู้ก่อการร้ายหรือเปล่า เพราะมีรายงานว่าลูกเรือถูกทำร้ายด้วยมีด อาจจะเป็นเพราะผู้ก่อการร้ายไม่ต้องการให้นักบินส่งสัญญาณลับเตือนภัยไปยังภาคพื้นดินว่าเครื่องบินถูกจี้ ถ้าหากเป็นเช่นนี้ ผู้ก่อการร้ายจะต้องบุกเข้าห้องนักบินแล้วใช้มีดสังหารนักบินทันที
ปกติ หากได้รับการฝึกฝนเพียงพอ ผู้ก่อการร้ายก็สามารถบังคับเครื่องบินได้ การฝึกบินจะมีการสอนวิธีการนำเครื่องลง การนำเครื่องขึ้น การตรวจความปกติขณะบิน และหากไม่ปกติจะต้องแก้ไขอย่างไร
4. การนำร่อง
การนำร่องก็ไม่ยากนัก การขับเครื่องบินขนาดเล็กก็ต้องรู้จักเครื่องมือนำร่อง ผู้ก่อการร้ายอาจใช้อุปกรณ์ GPS อย่างง่ายในการบังคับเครื่องบิน เครื่องมือนี้ราคาไม่เกิน 200 เหรียญสหรัฐ สามารถบอกความเร็ว ทิศทาง และระยะทางถึงเป้าหมาย (ซึ่งป้อนข้อมูลอาคาร WTC ไว้ล่วงหน้าแล้ว)
ผู้ก่อการร้ายอาจจะใช้วิธีมองดูภูมิประเทศก็ได้ (เที่ยวบิน AA 11 อาจบินเลาะแม่น้ำฮัดสัน) กรณีนี้จะเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อผู้ก่อการร้ายสับสนกับระบบนำร่อง แม้ว่าอุปกรณ์ GPS จะดูง่าย แต่พอเข้าใกล้เป้าหมาย การอ่านค่าจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาให้ผู้ก่อการร้ายสับสน
ถ้าเราบินผ่านเมืองวอชิงตันดีซี เราจะพบว่าการหาตำแหน่งบนพื้นดินค่อนข้างยาก แม้แต่อนุสาวรีย์วอชิงตัน (Washington Monument) ซึ่งใหญ่โต ก็ยังมองไม่ค่อยเห็นจากบนเครื่องบิน ยิ่งทำเนียบขาว (Whitehouse) ซึ่งมีขนาดเล็กยิ่งดูยาก จึงเป็นไปได้ว่าเที่ยวบิน AA 77 อาจจะมุ่งสู่ทำเนียบขาว แต่หาไม่เจอ จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นอาคารกระทรวงกลาโหมแทนซึ่งเป็นรูปห้าเหลี่ยม เพราะอาคารหลังนี้จะหาง่ายกว่า
5. การพุ่งชน
เมื่อเครื่องบินพุ่งชนอาคาร WTC เครื่องบินจะแตกสลายและเชื้อเพลิง 60 ตันซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในปีกสองข้างจะถูกปล่อยออก เชื้อเพลิงนี้สามารถระเบิดรุนแรงหากผสมกับอากาศ ปรากฎว่ามีเฉพาะบางส่วนที่ระเบิด แต่บางส่วนแค่เผาไหม้
ชิ้นส่วนเครื่องบินส่วนใหญ่ผ่านทะลุอาคารออกไปอีกด้านหนึ่ง เพราะได้ตรวจพบซากเครื่องบินและพาสปอร์ตของผู้ก่อการร้ายคนหนึ่งนอกอาคาร
6. ไฟไหม้และอาคารถล่ม
เสาเหล็กของอาคารห่อหุ้มด้วยฉนวนความร้อนและออกแบบให้ทนไฟเผาไหม้ได้ถึง 2 -3 ชั่วโมง เชื้อเพลิงที่เผาผลาญคือน้ำมันที่เหลือค้างในอาคารและที่ตกค้างอยู่ในถังค่อยๆไหลออกมา
ณ อุณหภูมิสูง เสาเหล็กจะละลาย หากไม่สูงมากเสาก็จะแค่อ่อนตัว เชื้อเพลิงจะทำให้ความร้อนแรงสูงมาก เกินกว่าที่วิศวกรออกแบบไว้ให้ทนได้ เมื่อเสาอ่อนล้าลงมันจะเริ่มโค้งงอ (buckling) เมื่อเสาหนึ่งอ่อนลงน้ำหนักก็จะไปตกลงที่เสาอื่นก็จะงอด้วย พื้นชั้นบนก็จะร่วงลงทับพื้นชั้นล่าง แรงกระแทกจะทำให้เสริมแรงกันจนพื้นชั้นต่าง ๆ ร่วงลงทับกัน ทำให้อาคารทั้งหลังถล่มลงมา
คิดว่าผู้ก่อการร้ายจะล่วงรู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์อาคารถล่มนี้หรือไม่ คงจะคาดไม่ถึงเพราะการถล่มของความสูงแบบนี้ยังไม่เคยมีใครคาดคิดกัน เพราะถ้ารู้ว่าเกิดเหตุอย่างนี้คงจะต้องมีการห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ ดับเพลิงถึง 300 คน ทำงานอยู่ในอาคารตอนถล่ม
คงเป็นเพราะไฟไหม้ที่ทำให้อาคารถล่ม ไม่น่าจะเป็นการพุ่งชนหรือการระเบิด
7. เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นอีกหรือไม่
คิดว่าไม่น่าจะทำได้อีกในอนาคตอันใกล้ เหตุผลก็คือถ้านักบินไม่ให้ความร่วมมือ การโจมตีจะทำได้ยากมาก ถ้านักบินล็อคห้องนักบิน การจี้เครื่องบินจะกลายเป็นเรื่องยากทันที คงจำได้ว่าอาวุธที่ผู้ก่อการร้ายใช้เป็นแค่มีดเท่านั้น ในอดีตแค่มีดก็อาจจะขู่ผู้โดยสารได้และนักบินอาจจะยอม แต่ในอนาคตไม่มีนักบินคนไหนยอมให้ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินเข้าบังคับเครื่องเด็ดขาด
การทำให้ห้องนักบินแข็งแรง ให้นักบินพกอาวุธ และ ฝึกอาวุธด้วย และเพิ่มเจ้าหน้าที่ รปภ. บนเครื่องอีกหนึ่งคนพร้อมอาวุธ อาจจะช่วยแก้ปัญหานี้หรืออาจจะไม่แก้ก็ได้ เพราะถ้าเจ้าหน้าที่เพลี่ยงพล้ำเสียทีคนร้าย ก็จะกลายเป็นการเอาอาวุธไปให้คนร้ายใช้
สังเกตว่าผู้ก่อการร้ายไม่เอาปืนหรือระเบิดขึ้นเครื่องบิน เพราะไม่แน่ใจว่าจะลักลอบนำขึ้นได้ เขาจึงแอบเอาอาวุธที่นำขึ้นเครื่องได้ง่าย
8. จะทำอย่างไรในอนาคต
คำถามนี้เพื่อให้เราได้เตรียมการป้องกันมิให้เกิดความหายนะแก่สหรัฐซ้ำอีก แน่นอนเหตุก่อการร้ายครั้งต่อ ๆ ไป จะต้องใช้ความแยบยลกว่านี้ อาจต้องเกี่ยวข้องกับอาวุธร้ายแรงอื่น ๆ เช่น เชื้อโรคก็ได้
แต่สิ่งที่สหรัฐยังกังวลอยู่ก็คือการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ เพราะมีรายงานข่าวอ้างว่า องค์การของโอซามาบินลาเด็น ได้พยายามจัดซื้อส่วนประกอบในการทำอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นที่รู้กันแล้วว่าเขาจะต้องทำอย่างนี้ อาวุธนิวเคลียร์อาจจะมีขนาดเล็กและสร้างความเสียหายในระดับที่ผู้ก่อการร้ายอยากจะทำ อาวุธเหล่านี้สามารถลักลอบนำเข้ามาโดยเรือเล็ก และยิงใส่ท่าเรือได้ง่ายมาก
หรืออาจจะไม่ใช่การจี้เครื่องบินแต่เป็นการทำลายเครื่องบิน เช่น ฝากส่งสินค้าโดยซุกระเบิดในกล่องสินค้าไปกับเครื่องบิน ซึ่งเมื่อเครื่องบินบินไปถึงระดับหนึ่งจะระเบิด ฉะนั้นในอนาคตสหรัฐอาจจะห้ามการบรรทุกสินค้าบนเครื่องบินโดยสาร หากมีการระเบิดขึ้นก็จะไม่มีผู้โดยสารได้รับอันตราย
สมมุติว่า ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อะไรจะเกิดขึ้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ส่วนใหญ่จะออกแบบให้สามารถรับการชนของเครื่องบิน กำแพงคอนกรีตรอบนอกจะรับแรงกระแทกและ เตาปฏิกรณ์ปรมาณูภายในจะไม่ได้รับความเสียหาย กัมมันตรังสีก็จะไม่รั่วออกมา
สรุป
การโจมตีครั้งนี้ทำได้ง่าย ๆ ต้องการเพียงจังหวะเวลาและการส่งกำลังบำรุงที่ดี ผู้ก่อการร้ายไม่ต้องจัดหาวัตถุระเบิด ไม่ใช้คนมากมายทำงานประสานกัน สิ่งที่สำคัญก็คือ นำคนร้ายขึ้นเครื่องตรงเวลา ซึ่งมีโอกาสพลาดน้อยมาก

****************





อ้างอิง
Muller.lbl.gov/teaching/Physics10/chapters/3-The-terrorist_attack.htm
911research.wtc.net/sept11/attack.html

Wednesday, October 3, 2007

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์: ภัยร้ายพันธุ์ใหม่

คงไม่มีใครจะคาดคิดได้ว่า โลกเราทุกวันนี้พัฒนาไปเร็วมาก จะเรียกว่าเร็วคงจะไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าพัฒนาไปอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน

ลองคิดดูซิครับ สองหมื่นปีก่อน เรายังเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ล่าสัตว์เก็บของป่ากันอยู่ สองร้อยปีที่แล้วมนุษย์เรายังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย และมนุษย์เราเพิ่งจะมีทีวีสีดูกันสักห้าสิบปีที่ผ่านมา แต่พอถึงศตวรรษที่ 20 มนุษย์เราพัฒนาไปเร็วมาก ถึงขั้นใช้พลังนิวเคลียร์ มีการยิงดาวเทียม และมีการส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ มีการแพทย์ที่ก้าวหน้า และที่สำคัญมีคอมพิวเตอร์

โลกเราพัฒนาไปด้วยอัตราเร่งขนาดนี้ ในศตวรรษที่ 21 คงมีสิ่งมหัศจรรย์ให้เห็นกันอีกมากมาย หรือไม่ก็อาจจะมีความหายนะในโลกให้เห็นกันก็ได้ เริ่มมีตัวอย่างธรรมชาติแปรปรวน เช่นแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม กันบ้างแล้ว

คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตเราอย่างยิ่ง ทำรายได้ให้ประเทศที่เจริญแล้วมากยิ่งขึ้นไปอีก ประเทศไทยอย่างเราจะไปคิดเทคโนโลยีอะไรได้ทันเขา แค่ซื้อเขาก็ยังติดตามไม่ทัน เพราะยังไม่ทันข้ามปี คอมพิวเตอร์ก็ตกรุ่นไปแล้ว

คอมพิวเตอร์ยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเมื่อต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต วงการคอมพิวเตอร์ได้สร้างเศรษฐีกลุ่มใหม่ขึ้นในโลก สร้างธุรกิจใหม่ สร้างอาชีพใหม่ ประโยชน์แก่มวลมนุษย์นั้นมีมหาศาล แม้กระนั้น ก็ยังมีคนร้ายเห็นช่องทางนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการกระทำผิด เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เรียกชื่อว่า “ อาชญากรรม (ทาง) คอมพิวเตอร์ ”

เพราะความเจริญก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ไปรวดเร็วเหลือเกิน กิจกรรมหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นอกจากจะเกิดประโยชน์ แต่บางกิจกรรมก็มีผลให้เกิดการละเมิดสิทธิระหว่างกัน ซึ่งเป็นด้านลบของคอมพิวเตอร์ ทำให้สังคมเดือดร้อน

ก็เพราะว่าเกิดเดือดร้อนกันทั่วโลก (ยกเว้นประเทศที่ไม่นิยมอินเตอร์เน็ตหรือใช้คอมพิวเตอร์น้อย เขาจะไม่ค่อยเดือดร้อนนัก) รัฐบาลในแต่ละประเทศจึงได้รีบป้องกันโดยร่างกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้บังคับ

กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ความที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ จึงมีประเด็นข้อกฎหมายต้องพิจารณากันมากมาย เช่น คำจำกัดความเรื่องข้อมูลเป็นทรัพย์สินอย่างไร, พยานหลักฐานในการกระทำผิด เพราะ หลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ , เขตอำนาจของกฎหมายเพราะการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์สามารถทำได้จากระยะไกล ข้ามเขตแดนของประเทศ ฯลฯ

ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาร่วมกันของโลก นานาชาติ คือสหรัฐอเมริกาและสภายุโรปได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศไทยเราก็อยู่ในกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับเขาด้วย ทราบว่าประเทศไทยได้ร่างกฎหมายอาชญากรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาแล้ว (ค.ร.ม.อนุมัติประมาณปี 2546) แต่ปรับแก้กันหลายรอบจนไม่รู้ว่าจะคลอดได้เมื่อไรแน่ ปรากฏว่าแถวบ้านเราก็มีประเทศมาเลเซีย กับสิงคโปร์เขาบังคับใช้แล้ว เป็นกลุ่มแรกๆในโลกเสียด้วย

ความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะการร่างกฎหมายอาชญากรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ทำง่ายๆ นี่ขนาดประเทศแม่แบบ เขามีทั้งตัวอย่างและยกคณะผู้เชี่ยวชาญมาสอนกระบวนการร่างกฎหมายให้ถึงเมืองไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรอีก เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้

แค่ออกกฎหมายยังยุ่งยากถึงเพียงนี้ การบังคับใช้กฎหมายคงมีปัญหาอะไรตามมาอีกไม่น้อย

รูปแบบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

เราพบว่าโลกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มีสองโลก คือ

1. โลกเดิมๆ ที่เป็นอาชญากรรมดั้งเดิม เช่น การขายยาเสพติด การฉ้อโกงกัน การเผยแพร่ภาพลามกเด็ก การล่อลวงและละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นต้น อาชญากรรมแบบนี้มีมานมนานแล้ว ก่อนจะเข้ายุคคอมพิวเตอร์เสียอีก คือถึงแม้โลกเราจะไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็ยังคงมีอาชญากรรมดั้งเดิมแบบนี้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้คนร้ายสามารถประกอบอาชญากรรมดั้งเดิมเหล่านี้ ได้สะดวกขึ้นเพราะมีคอมพิวเตอร์ใช้ต่ออินเตอร์เน็ตช่วยในการกระทำผิด คือล่อลวง หลอกลวงกันได้มากขึ้นและง่ายขึ้น เพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมันไปทั่วโลก เรานิยมเรียกอาชญากรรมพวกนี้ ว่า “ อาชญากรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์กระทำผิด (computer-related crime) ”

อาชญากรรมดั้งเดิมนี้ สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเอาผิดคนร้ายได้ ซึ่งนับว่าโชคดีที่เรามี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2547 นิยามคำว่า บัตรอิเล็คทรอนิคส์ และเพิ่มหมวดความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็คทรอนิคส์ ทำให้สามารถดำเนินคดีที่มีข้อมูลคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้องได้

2. โลกใหม่ เรียกว่าโลกไซเบอร์ก็ได้ เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือถ้าโลกเราไม่มีคอมพิวเตอร์ และไม่มีอินเตอร์เน็ตอาชญากรรมแบบนี้ก็จะไม่เกิด พวกนี้ได้แก่ การเจาะ-บุกรุกเข้าระบบคอมพิวเตอร์ การปล่อยไวรัส การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์จนล่มทำงานไม่ได้ เป็นต้น เรานิยมเรียกอาชญากรรมพวกนี้ ว่า “ อาชญากรรมที่กระทำต่อคอมพิวเตอร์ (computer crime) ”

กรณีของอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด จึงดำเนินคดียังไม่ได้

ภัยจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

แม้ว่าคอมพิวเตอร์โดยตัวมันเองจะเป็นอาวุธใช้ทำร้ายกันไม่ได้ แต่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์สามารถสร้างความเสียหายแก่สังคมได้ และบางครั้งเสียหายมากๆ เสียด้วย

เพื่อความสะดวก ผู้เขียนขอแบ่งภัยออกเป็น 2 จำพวกคือ จำพวกที่หนึ่งเป็น ภัยต่อธุรกิจและองค์กร เดี๋ยวนี้บริษัทไหนไม่มีเว็บไซต์ต้องถือว่าเชยเหลือเกิน เพราะอินเตอร์เน็ตช่วยส่งเสริมธุรกิจ และมีลูกค้าจำนวนมากนิยมติดต่อบริษัททางเว็บ อย่างไรก็ดี ก็เป็นช่องทางให้คนร้ายเข้ามาทำความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรได้

จากรายงานของ CSI/FBI ปี 2005 ซึ่งสำรวจข้อมูล 700 บริษัทในสหรัฐอเมริกา พบความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ความเสียหายส่วนใหญ่มาจากการปล่อยไวรัส การเจาะระบบ และขโมยข้อมูล สำหรับประเทศไทยเรา เท่าที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีสถิติรายงานออกมาเป็นกิจจะลักษณะ เพราะเก็บรวบรวมได้ยาก สาเหตุสำคัญคือ ภาคธุรกิจเอกชนไม่ค่อยอยากเปิดเผยหรือให้ข้อมูลเกรงจะเสียหายต่อภาพลักษณ์โดยเฉพาะความเชื่อถือของลูกค้าของตน นอกจากนั้น บริษัทเหล่านี้ก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรตัวเองอยู่แล้ว

จำพวกที่สองเป็น ภัยต่อบุคคล หมายถึงประชาชนทั่วไปนี่แหละครับ ใครที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต และไม่มีอีเมล์เป็นของตัวเอง โอกาสที่จะประสบภัยอินเตอร์เน็ตก็จะน้อย แต่อย่านึกว่าจะไม่โดนนะครับ

ลองดูคดีตัวอย่างของสาวชื่อ Michelle Brown เพียงแต่ข้อมูลส่วนตัวของเธอหลุดไปอยู่ในมือคนร้าย แล้วคนร้ายก็ใช้ข้อมูลนั้นไปทำความเสียหายต่อเธออีกมากมาย (เรื่องนี้เคยทำเป็นหนังออกมาฉายแล้ว ช่วงนี้ก็ออกฉายช่อง UBC อยู่ หนังชื่อ Identity Theft) เธอโดนแอบอ้างว่าเป็นตัวเธอ ใช้บัตรเครดิตปลอมซื้อสินค้าทั้งไปซื้อที่ร้านและซื้อทางอินเตอร์เน็ต ตัวตนของเธอถูกแอบอ้างถึงขนาดไปก่ออาชญากรรมค้ายาเสพติด ทั้งหมดนี้ เกิดจากคนที่แอบอ้างว่าเป็นตัวเธอ ทั้งๆที่เธอไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเธอนั้นมหาศาลประเมินค่าไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่แอบอ้างชื่อเฉยๆ แต่มันมีผลร้ายแรงอื่นเกิดขึ้นด้วยและเข้ามารบกวนชีวิตส่วนตัวของเธอ เครดิตของเธอยับเยิน เธอถูกจับข้อหาค้ายาเสพติด กว่าจะรู้ว่าผิดตัว แทบแย่

สำหรับประเทศเราก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศเจริญแล้วมากนัก เพียงแต่คนใช้อินเตอร์เน็ตของเขามากกว่าเราเป็นหลายสิบเท่า (จากข้อมูล www.clickz.com ปี 2005 คนใช้อินเตอร์เน็ตของสหรัฐอเมริกา 200 ล้านคน จีน 100 ล้านคน ของไทยเรา 8 ล้านคน ) เรามีคดีมากพอสมควรตั้งแต่หมิ่นประมาทธรรมดาๆ ฉ้อโกง หลอกลวงไปจนถึงฆาตกรรม ไม่ได้น้อยหน้าต่างประเทศเขาหรอกครับ ขนาดแชต(คุย) กันอยู่ดีๆ แล้วหลงใหลจนนัดเจอตัว ถึงขนาดฆ่ากันแบบหนุ่มปากีสถานฆ่าหั่นศพอาจารย์สาว ก็เพิ่งจะเกิดเมื่อเร็วๆนี้

แนวโน้มของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในอนาคตจะเกิดขึ้นมาก เพราะทำได้ง่าย เร็ว รวยทันตาเห็น และตามจับได้ยาก คนกระทำผิด (เรียก แฮกเกอร์) ที่แต่ก่อนเป็นอัจฉริยะชอบอวดความสามารถว่าเก่ง และไม่แสวงประโยชน์ คงจะมีน้อยลงและกลายพันธุ์ไปเป็นอาชญากรจริงๆ เนื่องจากผลประโยชน์มหาศาลน่าจูงใจ ให้อาชญากรร่วมมือกับแฮกเกอร์กระทำผิด.... ต่อไปแฮกเกอร์ดีๆ ชักจะหายากแล้ว

ถ้ามีกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, แล้วยังไง?

มีคนถามเหมือนกันครับ ว่ามีกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ จะช่วยได้สักแค่ไหน ผู้เขียนคิดว่า คงดีกว่าไม่มี ที่ผ่านมาภาคราชการเราอืดอาด มักจะปล่อยให้ทำผิดกันไปก่อน ร่างกฎ ระเบียบ กติกากันไม่ทัน ก็เลยขอความร่วมมือภาคธุรกิจ ถ้าเขาให้ก็ดีไป ถ้าเขาไม่ให้ ก็ลำบาก บางทีปล่อยให้ทำผิดกันนานๆ จนกระทั่งกลายเป็นถูกไปได้ก็ยังมี (เช่น บุกรุกที่สาธารณะ หาบเร่ รถตู้ จยย.รับจ้าง เป็นต้น)

เคยได้ยินว่า หลายๆ ปัญหาต้องแก้โดยใช้มาตรการทางสังคม แต่สังคมไทยเราอ่อนแอ ไม่แน่ใจว่าจะมีพลังไปสู้อิทธิพลอะไรได้ ยกเว้นเมื่อเร็วๆนี้ ขอชมเชย ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ สหพันธ์นิสิต นักศึกษา เภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย เอแบคโพลล์ ร่วมมือกัน “ ถล่ม ” ร้านสะดวกซื้อ “ เซเว่น ” กรณีฝ่าฝืนมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการห้ามตั้งโชว์บุหรี่ ณ จุดขาย เพราะรู้สึกว่าจะไม่ร่วมมือ แสดงความหัวหมอ ขอให้ตีความ แต่สุดท้ายต้องยอมสยบต่อกระแสสังคม

ความจริง ธุรกิจที่มอมเมาเยาวชนนอกจากบุหรี่แล้วก็มีอย่างอื่นอีก เอาเฉพาะที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็มีร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต เว็บที่เผยแพร่สื่อทางเพศที่ยั่วยุมอมเมาเยาวชน ตั้งแต่ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการเข้าใช้อินเตอร์เน็ต บริการเช่าเครื่อง รับฝากเครื่อง บริการฝากเก็บข้อมูล บริการจัดทำข้อมูล.. ไปจนถึงบรรณาธิการที่เรียกว่า เว็บมาสเตอร์ ตอนแรกทำธุรกิจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอทำธุรกิจใหญ่โตขึ้นก็เลยลืมนึกถึงความเสียหายต่อสังคม

ถ้าไม่เชื่อ ทางราชการลองขอความร่วมมือดู ก็จะพบว่าไม่ง่าย เพราะเจอข้ออ้าง เรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลบ้าง เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (free speech) ตามรัฐธรรมนูญบ้าง ฯลฯ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะคล้ายๆกัน คือภาคราชการให้อนุญาตประกอบธุรกิจได้ แต่ควบคุมจัดระเบียบเขาไม่ได้ง่ายๆ พวกเราต้องช่วยกันเชียร์กระทรวงไอซีที ให้เก่งกล้าเหมือนกระทรวงสาธารณสุข

จะระวังภัยร้ายทางอินเตอร์เน็ตอย่างไร?

อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งความรู้ เปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ เป็นสื่อใหม่ที่มีประโยชน์มหาศาล ถ้ารู้จักใช้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีคนชั่วร้ายจำนวนหนึ่งหาช่องทางนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง โจมตีฝ่ายรัฐบาล ละเมิดสิทธิเสรีภาพ บางอย่างก็เป็นความเสี่ยงอันตรายต่อสังคม เช่น สอนทำระเบิด สอนวิธีฆ่าคน สอนลัทธิประหลาด นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาธุรกิจหลอกลวง ขายบริการทางเพศ การใส่ร้ายป้ายสีกัน ฯลฯ

แม้ในโลกอินเตอร์เน็ตจะมีภัยร้ายแอบแฝงอยู่ แต่ไม่ได้อันตรายมากจนน่ากลัว ผู้เขียนเคยฟังมาจากไหน ก็จำไม่ได้ เขาบอกว่า เวลาเข้าอินเตอร์เน็ต ให้ตั้งสติ ท่องคำว่า “ไม่” ไว้เสมอ คือ ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว, ไม่ติดต่อคนที่ไม่รู้จัก, ไม่งกของฟรีในอินเตอร์เน็ต, ไม่ตอบ yes สุ่มสี่สุ่มห้า, ไม่ออนไลน์ค้างไว้เมื่อไม่ใช้เน็ต, ไม่.. ไม่ .... และไม่เผลอลืมขาดสติ ด้วย

ประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะห่วงใยและปกป้องเยาวชนจากภัยอินเตอร์เน็ตเป็นพิเศษ เพราะเยาวชนอ่อนโลก เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้ง่าย ข้อมูล i-SAFE America Inc. สำรวจเยาวชนกว่า 3 หมื่นคนในอเมริกาเมื่อปี 2004 พบว่า เยาวชน 40% เคยเข้าเว็บที่ไม่เหมาะสม 40% ไว้วางใจคนที่แชต(คุย)ใน (อินเตอร์) เน็ต 10% นัดเจอตัวจริงกันทั้งที่แค่รู้จักกันในเน็ต น่าตกใจนะครับ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องดูแลใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา

ขอแนะนำให้อ่าน “ คู่มือ ECPAT ปกป้องน้องน้อยจากภัยออนไลน์ ” ของมูลนิธิยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) และ “ คู่มือการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ” ของเนคเทค

มีคำแนะนำในการป้องกันข้อมูลคอมพิวเตอร์ของเราให้ปลอดภัยเมื่อต่ออินเตอร์เน็ต หาอ่านได้จากบทความ “ การรักษาความปลอดภัยเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน ” ของเนคเทค ซึ่งมีคำอธิบายและแนะนำการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส, การอุดช่องโหว่, การใช้โปรแกรมไฟร์วอลล์ เป็นต้น

ก็เหมือนกับตอนแรกๆ ที่มนุษย์สร้างรถยนต์ หรือมีถนนวิ่ง คงไม่มีใครคาดคิดว่าการใช้รถใช้ถนน จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ คนบาดเจ็บล้มตาย และพิการ รวมแล้วปีละนับสิบล้านคน สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เรียกว่า อินเตอร์เน็ต ก็เช่นเดียวกัน มีคนเคราะห์ร้าย ได้รับความเดือดร้อน เสียหายทั้งทรัพย์สิน ร่างกายและจิตใจ หรือสังเวยชีวิตไปเพราะอินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อย

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้โดยไม่มีการควบคุม ต่อไปจะแก้ไขลำบาก เพราะเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ครั้นจะรอให้ภาคราชการวางกฎระเบียบ เกรงว่าจะช้าไปหน่อย ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเอกชน น่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า ครับ..ช่วยกันรณรงค์สร้างสำนึกความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการคืนกำไรธุรกิจมาช่วยทำบุญและไถ่บาปจากที่ไปสร้างเคราะห์ให้เขา

ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตน่าเชื่อถือไหม?

มีข้อมูลมหาศาลในโลกอินเตอร์เน็ตแทบจะเรียกได้ว่ามีทุกอย่าง ข้อมูลที่เราไม่เคยรู้เลยก็สามารถค้นหาได้ (ถ้าค้นเก่ง) เมื่อค้นหาพบแล้ว อย่าด่วนเชื่อตามนั้น เพราะอาจมีข้อมูลที่บอกตรงข้ามกับที่เราค้นพบก็ได้ ลองหาข้อมูลตรงข้ามดูแล้วท่านจะรู้ว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อหรือไม่ ตัวอย่างเช่น มีเว็บไซต์เชียร์ทักษิณแล้ว ก็มีเว็บไซต์ที่ด่าทักษิณเหมือนกัน

ทุกครั้งเมื่อเราอ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ต้องตระหนักเสมอว่า อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลรวมทั้งจริงและเท็จปะปนกันอยู่ ไม่มีการตรวจสอบว่าอะไรจริงอะไรโกหกหลอกลวง เราจึงมักจะลืมไปว่า อินเตอร์เน็ต ก็เป็นสื่อประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ แตกต่างกันตรงที่เป็นสื่อที่นำเสนอโดยไม่ค่อยมีการควบคุมและตรวจสอบ ข้อมูลที่นำเสนอไม่จำเป็นต้องจริงตามนั้น ฉะนั้น ผู้บริโภคสื่อต้องใช้วิจารณญาณเองว่าน่าเชื่อถือเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสำนักหรือแหล่งข้อมูลใด มีชื่อเสียงแค่ไหน ขอให้สอบทานจากหลายๆแหล่ง แล้วจึงเลือกเชื่อบางส่วน จะเชื่อบ้างหรือเชื่อทั้งหมด ก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่าน อย่าว่าแต่สื่อไทยเลย สื่อเทศแม้แต่สำนักข่าวมีชื่อเสียงอย่าง CNN หรือ BBC ก็เถอะ เวลาบริโภค ควรใช้วิจารณญาณเหมือนกัน

ฉะนั้น อย่าคิดแต่ปฏิรูปด้านสื่อ ต้องรณรงค์ปฏิรูปผู้บริโภคสื่อด้วย หมายความว่าต้องสร้างทัศนคติให้คนไทย เป็นคนขี้สงสัย ความสงสัยนี้จะทำให้เรามีเหตุผลไม่เชื่อง่าย เพราะในอินเตอร์เน็ต เราไม่รู้ใครเป็นใคร เขาปกปิดตัวตนจริง อย่าลืมว่า ใครอยากเอาข้อมูลเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต จะถูกหรือผิด จะจริงหรือเท็จ ก็สามารถทำได้ ถ้าหลงเชื่อตามข้อมูลอินเตอร์เน็ต อาจเสียใจภายหลัง

ครับ..ใช้วิจารณญาณ มากๆ

ถ้าโดนไปแล้ว จะทำอย่างไร?

ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คืออะไร ตัวอย่างของอาชญากรรมเหล่านี้ คือ
• อาชญากรรมดั้งเดิม (ที่ใช้ คอมพิวเตอร์ ในการกระทำผิด) ได้แก่ ความผิดต่อทรัพย์ ฉ้อโกง ขู่กรรโชก สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หมิ่นประมาท อนาจาร ค้าขายสิ่งผิดกฎหมายเช่นวัตถุลามก ขายบริการทางเพศ ยาอันตราย ยาเสพติด ฯลฯ
• อาชญากรรมต่อคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ การขโมย การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล การเผยแพร่โปรแกรมไวรัสหรือโปรแกรมอื่นเพื่อโจมตี ทำลายระบบหรือข้อมูล ฯลฯ

เมื่อท่านคิดว่าได้รับความเสียหายหรือคิดว่าตัวเองตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ท่านสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ อย่างไรก็ดี การกระทำผิดบางอย่าง กฎหมายไทยยังไม่มีบัญญัติว่าเป็นการกระทำผิด ก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้ แต่สำหรับการกระทำผิดส่วนอื่นที่มีบัญญัติไว้ว่าเป็นการกระทำผิด ก็สามารถดำเนินคดีได้

กรณีฉุกเฉิน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านได้รับอีเมล์ ข่มขู่ บอกว่า “ระวังให้ดี กูกำลังจะมาหามึง จะฆ่าล้างโคตร” กรณีอย่างนี้ เป็นเหตุฉุกเฉิน ให้โทร 191 แจ้งเหตุฉุกเฉินทันที หรือไม่ก็ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจใน สน. ท้องที่ของท่านทันที อย่ารอช้า

กรณีไม่ฉุกเฉิน
1. แจ้งโดยตรง แต่ถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ท่านสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ ที่ สน. ท้องที่ของท่าน หรือ ถ้าไม่แน่ใจว่า เหตุเกิดที่ไหน ก็แจ้งความร้องทุกข์ ที่กองบังคับการปราบปราม จตุจักร โทร 02-9393700-19 หรือที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี บางรัก โทร 02-2371199

2. แจ้งทางอินเตอร์เน็ต ท่านสามารถร้องเรียนทางอินเตอร์เน็ตได้ หรือหากท่านพบเห็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนทางอินเตอร์เน็ตได้ ทางเว็บไซต์ของหน่วยราชการต่างๆ เช่น www.htcc.police.go.th/webreport/index.php หรือ www.police.go.th/complaint.htm หรือ www.dsi.go.th หรือ www.rakang.thaigov.go.th หรือ www.mict.go.th/news/complain.aspx


**************************


ข้อมูลอ้างอิง
- 2005 CSI/FBI Computer Crime and Security Survey
- Verbal Testimony by Michelle Brown (http://www.privacyrights.org/cases/victim9.htm)
- โพลประจาน “เซเว่น” ประณามธุรกิจไร้จริยธรรม ประกาศบอยคอตสั่งสอน (ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2548 17:26 น.)
- Annual Report 2004 ของ i-SAFE America Inc.
- “ คู่มือ ECPAT ปกป้องน้องน้อยจากภัยออนไลน์ ” (http://www.ecpat.net/eng/Ecpat_inter/Publication/Other/Thai/Pdf_page/ecpat_onlinesafety_th.pdf)
- Safety net : คู่มือการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (http://thaicert.nectec.or.th/paper /basic/safety_net.pdf)
- บทความ “การรักษาความปลอดภัยเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน” พ.ต.ปนิวัธน์ ทรัพย์รุ่งเรือง ((http://thaicert.nectec.or.th/paper /basic/home_computer_security.pdf)
- รายงานวิจัยเรื่อง การกำกับดูแลเนื้อหาอินเทอร์เน็ต โดยพิรงรอง รามสูต รณะนันท์และนิธิมา คณานิธินันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีนาคม 2547)

Friday, September 28, 2007

มาเติมมารยาทให้สังคมไทยกันเถิด

มาเติมมารยาทให้สังคมไทยกันเถิด

สิงหาคม 2550

นับตั้งแต่มนุษย์เรารู้จักเอาพลังงานมาใช้ประโยชน์ ไฟฟ้าทำให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายมากขึ้น น้ำมันช่วยให้เราเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตอิสระ อยู่กันห่างๆ เหมือนในอดีตก็น้อยลง เราต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆกัน ความห่างกันจะน้อยลงๆ วิถีชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนไป มนุษย์เราจึงต้องใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่าเดิม

การที่เรามาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอนโดเดียวกัน ซอยเดียวกัน อาคารเดียวกัน ที่ทำงานเดียวกัน ไปเดินช็อปปิ้งในห้างเดียวกัน ดูหนังโรงเดียวกัน กินข้าวร้านเดียวกัน ทำให้เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของบางอย่างร่วมกัน เช่น ถนน ที่จอดรถ ลิฟท์ บันได บันไดเลื่อน รถไฟฟ้า รถโดยสาร รถเมล์ ทางเท้า ส้วมสาธารณะ สนามเล่นกีฬา ห้องออกกำลังกาย เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสาธารณะหรือเสมือนสาธารณะนั่นเอง

ของบางอย่าง (เช่น หาบเร่ แผงลอยบนทางเท้า รุกล้ำที่สาธารณะริมคลอง ) เมื่อไม่ควบคุม ปล่อยปละละเลยให้ใช้กันจนกระทั่ง ผิดกฎหมายกลายเป็นถูก หรือไม่ก็ผ่อนผันยอมให้บ้าง ของบางอย่าง เช่นโทรศัพท์มือถือแม้จะเป็นของส่วนตัว แต่ก็ควรใช้ให้ถูกกาละเทศะ บางเวลาบางสถานที่ควรงดใช้ เพราะเป็นการรบกวนผู้อื่น

สมบัติผู้ดี

มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาเขาก็มีการถ่ายทอด อบรมสั่งสอนวิธีการอยู่ร่วมกันในสังคมแตกต่างกันออกไป มีกฎ กติกา มารยาท มีระเบียบ หรือวัฒนธรรม ในการใช้สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันในชีวิตประจำวันหลายๆอย่าง

เมื่อสัก 50 ปีที่ผ่านมา จำได้ว่ามีการสอนเกี่ยวกับมารยาท อยู่ในหลักสูตรวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และอ้างอิงหนังสือสมบัติผู้ดี แต่เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ยังมีหรือไม่ แปลกเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ สอนได้เฉพาะตอนเด็กๆ ถ้าขืนสอนตอนที่โตๆกันแล้ว มีโอกาสเสี่ยงถูกชกปาก หรือไม่ก็โกรธกันไปเลย

ความจริงหนังสือเล่มนี้ คงจะเคยมีปรับปรุงมาบ้าง แต่น่าจะได้ปรับปรุงให้เข้ากับสมัยปัจจุบันแล้วพิมพ์แจกจ่าย จะเปลี่ยนชื่อให้เก๋กว่าชื่อเดิมก็ได้ ถ้ากลัวว่าแจกหนังสือสมบัติผู้ดีแล้ว ความรู้สึกของผู้รับแจกอาจจะเหมือนถูกด่าทางอ้อม

ครับ ทั้งหลายทั้งปวงก็มีสาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ คือ ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีมารยาท ไม่มีน้ำใจ

น้ำใจคนไทย

เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 หนังสือชื่อดัง "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" ออกสำรวจ 35 ประเทศทั่วโลก เพื่อดูว่าคนทั่วโลกมีมารยาทแค่ไหน ผลการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีมารยาทและน้ำใจในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่....ปรากฎว่า
เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุด โดยกรุงเทพฯ ได้คะแนนรวมจากการทดสอบอยู่ที่ร้อยละ 45 เป็นอันดับ 25 จาก 35 ประเทศ

และเมื่อเดือน มกราคม 2548 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สื่อในประเทศนอร์ดิก อันประกอบด้วย นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุดจากมหันตภัยสึนามิ เต็มไปด้วยเรื่องราวชื่นชมคนไทยจากปากของพลเมืองทั้ง 3 ประเทศที่รอดชีวิตกลับไปบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวไทยที่ช่วยกันแบกนักท่องเที่ยว ที่บาดเจ็บไปที่ปลอดภัย พร้อมให้ที่พัก อาหาร และแม้แต่เงินแก่ผู้ประสบภัย ........สถานทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์ม ก็เต็มไปด้วยโทรสาร โทรศัพท์ และอีเมลแสดงความขอบคุณ สำหรับความช่วยเหลือที่คนไทยมีให้นักท่องเที่ยวสวีเดน

อ่านแล้วยังงงๆ ว่าน้ำใจคนไทยในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะแตกต่างกันขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่า "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" เขามีวิธีสำรวจอย่างไร แต่ที่แน่ๆ “สยามเมืองยิ้ม” คงจะยิ้มไม่เท่ากันทั้งประเทศแล้วละครับ ต้องตามล่าหาความจริงว่าน้ำใจคนไทยที่กรุงเทพฯแห้งหายไปจริงไหม

รณรงค์ในสิงคโปร์

ผู้เขียนเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมา ก็เลยพอทราบว่า ภาษาญี่ปุ่นเขามีการใช้ไวยากรณ์พิเศษเพื่อแสดงถึงความสุภาพและความเป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจากภาษาตะวันตก

สังคมญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหลายระดับ กล่าวคือ คนหนึ่งมีสถานะสูงกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยที่มากำหนด อาทิ หน้าที่การงาน อายุ ประสบการณ์ และสถานะทางจิตใจ (ผู้คนจะเรียกร้องให้สุภาพต่อกัน) ผู้ที่มีวุฒิน้อยกว่าจะใช้ภาษาที่สุภาพ ขณะที่ผู้ที่มีวุฒิสูงกว่าอาจใช้ภาษาที่เรียบง่าย ผู้ที่ไม่รู้จักกันมาก่อนจะใช้ภาษาสุภาพต่อกัน เด็กเล็กมักไม่ใช้ภาษาสุภาพจนกว่าจะเป็นวัยรุ่น เมื่อโตขึ้น พวกเขาจะพูดภาษาที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ผู้เขียนเคยไปอบรมอยู่สิงคโปร์มาสัก 2 เดือน ช่วงนั้นเห็นเขารณรงค์เกี่ยวกับ “courtesy” พอดี (courtesy หมายถึง ความสุภาพอ่อนโยน ความเอื้อเฟื้อ มารยาท) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979-2000 รวมใช้เวลารณรงค์นานถึง 22 ปี คิดว่าน่าสนใจ และคงจะได้ผลดี ไม่งั้นคงไม่ทำต่อเนื่องหลายปี (ไม่แน่ใจว่าเขาจะแข่งกับสยามเมืองยิ้มหรือเปล่า ) ฝากให้ดูโดยผู้เขียนขอแปลเป็นไทยคำ courtesy คำเดียว
========

========
สำหรับพี่ไทย ผมนึกไม่ออกว่า มีรณรงค์เรื่องน้ำใจ หรือมารยาท ทำนองนี้ ในระดับชาติหรือไม่ เมื่อไร ....ถ้าไม่นับเรื่องรณรงค์บริจาคเงินสิ่งของนะครับ อาจจะมีเรื่องการเข้าคิว (ไม่แน่ใจ ....ความจำผมอาจจะเลอะเลือน) เดี๋ยวนี้รัฐบาลนิยมประกาศ “วาระแห่งชาติ” คงต้องรอดูกันว่าจะมีรณรงค์เรื่องวัฒนธรรมอะไรบ้าง

ขับไม่โทร

สิ่งของทางเทคโนโลยีใหม่ เห็นจะเป็นโทรศัพท์มือถือ กับอินเทอร์เน็ต โลกทุกวันนี้ มนุษย์เราพูดคุยกันและติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น

ประเทศเรา แค่ “ขับไม่โทร” ก็ยังคิดกันไม่ได้ว่าควรจะบังคับเป็นกฎหมาย แล้วคิดกันไม่ออกว่าถ้าขับรถมือเดียวและพูดไปด้วย มันทำให้ความสามารถการขับขี่เสียไปและยังทำให้ผู้อื่นเสี่ยงอันตรายด้วย (ถ้ามีอุปกรณ์ช่วยถือ เช่น แฮนด์ฟรี ก็ยังพอทน)

ถ้าใครคิดว่าโทรแล้ว สมาธิขับรถยังดีอยู่ ขอให้ลองเดินโทรข้ามถนนหรือลองขี่มอเตอร์ไซด์ทดสอบสมาธิดูหน่อย

มารยาทบนอินเทอร์เน็ต

ความจริงการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ชาวเน็ตเขารู้ว่าทุกเว็บมีกฎกติกามารยาท ที่เรียกว่า “netiquette” กันอยู่แล้ว และยังมีมาตรการลงโทษทางเน็ต คอยควบคุมกันอยู่ด้วย แต่ก็ไม่วายจะมีพวก “เกรียน” ร่วมก่อกวน

เกรียน เป็นศัพท์สแลงแทนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต บุคคลกลุ่มนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง

ยังมีพวกอื่นที่ใช้เวทีไซเบอร์ ในการแก้แค้นในเรื่องส่วนตัว โดยโฆษณา เผยแพร่ด้วยข้อความ หรือ รูปภาพ ทำให้คู่กรณีเสียหาย คดีหมิ่นประมาทประเภทนี้ (internet libels) นับวันจะยิ่งมากขึ้น เพราะทำแล้วได้ผลทันใจ และสะใจ

ยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันเช่นนี้ การใช้ถ้อยคำโดยพูดหรือใช้ข้อความกล่าวใส่ความกันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วแต่ว่าใครจะขุดเรื่องมาด่าเก่งกว่า บางคดี ด่าอยู่ฝ่ายเดียวก็มี

Agree to disagree (เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง)

คงเคยได้ยินฝรั่งบอกว่า “ Want to avoid a fight? Don’t talk about politics or religion!” คือ อย่าพูดเรื่องการเมืองหรือศาสนา เดี๋ยวจะทะเลาะกัน ผู้เขียนไม่เคยเชื่อ เพราะคนไทยรับฟังได้ทุกเรื่อง ถือคติว่า “ถึงเราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่” .....สงสัยจะไม่จริงแล้ว เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้ไม่ยอมง่ายๆ ถ้ารับไม่ได้ล่ะก็ ขอทะเลาะไม่เลิก

หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะเจอคนไทยเราจะแบ่งฝ่ายกันชัดอย่างนี้ เหลียวซ้ายขวาดูคนข้างๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน เป็นสถานการณ์ที่ใครไม่ไว้ใจใคร เรามักจะยึดติดว่า “ถ้าคิดเห็นไม่เหมือนกันถือว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน” ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ประเทศโดยส่วนรวมคงจะแย่

ต่อไปนี้ เราต้องยอมรับว่าคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ครับแม้แต่ในบ้านเดียวกันยังมีความเห็นต่างกันเลย แล้วครอบครัวก็ยังอยู่ร่วมกันได้ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย

สังคมไทยยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ และต้องสามารถนำความแตกต่างมาพูดกันในที่เปิดเผยอย่างสุภาพได้

มารยาทช่วยได้

มารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกใบนี้ ก็เพราะมารยาทนี่แหละ...ที่ทำให้คนเราปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพอ่อนโยน ฉะนั้นเราควรสอนมารยาทเสียตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทำให้เด็กเห็นตัวอย่างและเอาเหตุการณ์นั้นๆมายกย่อง ชมเชยว่าดี สมควรเอาเป็นแบบอย่าง

แม้แต่ตอน “ดีเบต” ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนได้ แต่ในระหว่างดีเบต ก็แสดงความเคารพในความเห็น (แม้จะแตกต่าง) ของกันและกัน เมื่อจบดีเบต ก็แสดงมารยาทดีต่อกัน

ในยามนี้ นี่แหละครับ นับว่าเหมาะที่สุด ยามที่เราต้องการความสมานฉันท์ ต่อไปเราคงจะมีจัด “ดีเบต” มากขึ้น จัดให้สมานฉันท์ ให้สังคมเห็นว่าเราสามารถ “เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง” อย่าจัดแล้วทำให้คนไทยยิ่งแตกแยกกันหนักเข้าไปอีก แต่ละฝ่ายก็เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม (role model) ได้อยู่แล้ว ภาพของความมีมารยาทดีต่อกันจะมีผลดีต่อประเทศไทย

จริงๆนะครับ สังคมไหนไม่มีความเกรงใจกัน ไม่สุภาพอ่อนโยน และไม่มีความเอื้อเฟื้อกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน สังคมนั้นไม่น่าอยู่หรอกครับ

Sunday, September 23, 2007