มอบรางวัล "คนดีศรีสังคม"ผู้กระทำความดี
22 กย. 2553
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบใบเกียรติคุณ "คนดีศรีสังคม" และมอบของที่ระลึกให้กับผู้ที่ได้รับรางวัล "คนดีศรีสังคม" โดยมีนายระพีพันธุ์ สริวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายจิรายุ นันท์ธราธร ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พร้อมด้วย ผู้ตรวจราชการ ผู้บริหาร ประชาชน มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือก "คนดีศรีสังคม" ได้ตระหนักในคุณค่าของการทำความดีและคนดีของสังคม จึงได้จัดโครงการ "ส่งเสริมคนดีศรีสังคม" มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเป็นการยกย่องผู้กระทำความดีอันประจักษ์แก่สังคมและประเทศชาติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนปลุกจิตสำนึก และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีแบบอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในการรณรงค์รักษาและส่งเสริมคนดีด้วยการมอบรางวัล "คนดีศรีสังคม" ให้แก่ "คนดี" เหล่านั้น โดยที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับรางวัลคนดีศรีสังคมไปแล้ว รวม 77 คน
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปีนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือก "คนดีศรีสังคม" ตามแนวทางและหลักเกณฑ์ได้ทั้งหมด จำนวน 10 ราย แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
1. ผู้แสดงออกซึ่งความเมตตา กรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยการอุทิศตนให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จำนวน 1 คน ได้แก่ นายพฤกษา ทองเจริญ
2. ผู้แสดงออกซึ่งการปกป้อง พิทักษ์สังคมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ โดยไม่เกรงกลัวต่อภยันตราย จำนวน 2 คน ได้แก่ นายโสภา มั่นแย้ม นางสาวธิติมา ยุราวรรณ
3. ผู้แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ สุจริต เช่น ไม่ยักยอก หรือนำเอาทรัพย์สินซึ่งมีค่าของผู้อื่นมาเป็นของตน ทั้งๆ ที่มีโอกาสจะกระทำได้ จำนวน 7 คน ได้แก่ สิบตำรวจโท กฤตพัฒน์ รัตนเสรี นายอภิเชษฐ์ สุรธรรมจรรยา นายหนูเจน มณีฉาย นายวิทยา ดวงบุตร นายอาจ กอบคำ นายสมศักดิ์ อภัยโส และ นายสานนท์ พรมแตง
ที่มา : http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=470166
Welcome to my blog!
Hi Everyone! Enjoy!
Showing posts with label สังคม. Show all posts
Showing posts with label สังคม. Show all posts
Sunday, September 26, 2010
Tuesday, August 31, 2010

คุณแม่ใจเด็ด คลอดแล้วน้องฮีโร่ !
12 ส.ค. 53 รายงานข่าวได้รับแจ้งจาก น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 ว่า นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ดที่ไล่จับโจรขโมยรถยนต์ ได้คลอดน้องฮีโร่ แล้วด้วยวิธีผ่าตัด เมื่อเวลา 09.29 ที่ผ่านมาโดยมีน้ำหนักตัว 2,738 กรัม ซึ่งมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ทั้งแม่ และลูก ขณะที่ นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ด ได้กล่าวถึงพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้หยิบยกวีรกรรมของตน มากล่าวชื่นชมว่า
“ตนรู้สึกตื้นตันใจ ปลื้มปิติ ตลอดเวลาที่นั่งฟังพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงชื่นชมตน จากกรณีช่วยจับคนร้ายขโมยรถยนต์ ไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ ของตน จะทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยชีวิตหลังจากนี้ จะขอทำดีความดีตลอดชีวิต และรู้สึกดีใจ ที่ได้ปลุกกระแสให้สังคมไทย ได้ลูกขึ้นมาทำดี อยากให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลประเทศชาติ ให้บ้านเมืองเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น” คุณแม่ใจเด็ดกล่าวสั้นๆ
แหล่งข่าวที่มา MThai SMS News
http://news.mthai.com/general-news/83957.html
สาวไล่จับโจรคลอดน้องฮีโร่แล้วปีติดอกไม้พระราชทานจากราชินี
วันที่ 12 ส.ค. น.ส.ธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ฮีโร่จากวีรกรรมขับรถกวดคนร้ายทั้งที่ท้องแก่ 9 เดือน ได้คลอดบุตรชายคนที่ 2 แล้ว ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 เมื่อเวลา 09.29 น. ชื่อ ด.ช.สิรวิชญ์ วิจิตราการลิขิต หรือ น้องฮีโร่ น้ำหนักแรกเกิด 2,738 กรัม สูง 49 เซนติเมตร สภาพสมบูรณ์แข็งแรง
น.ส.ธิติมา เผยว่า ดีใจที่คลอดบุตรในวันดีคือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ปลาบปลื้มที่ได้รับดอกไม้พระราชทาน ไม่คิดว่าการกระทำเล็ก ๆ ครั้งนี้จะได้รับผลตอบแทนยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมอบกำลังใจให้นั้น ตื้นตันและปลื้มปิติยิ่งกว่าพรใด ๆ
“ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่มีโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะตรัสถึงชื่อและนามสกุล และยังทรงอวยพรถึงลูกที่เกิดมาให้มีร่างกายที่แข็งแรง มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดที่สุดในชีวิต” น.ส.ธิติมา กล่าวทั้งน้ำตาและว่า หลังจากนี้จะสอนลูกให้รู้จักคิด ช่วยเหลือสังคมและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ คาดหวังว่าลูกชายจะได้รับใช้ชาติ
น.อ.หญิงอังคณา บุญยงค์ เจ้าของรถที่ถูกขโมย กล่าวว่า ชื่นชมวีรกรรมของน.ส.ธิติมา เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม อยากให้ทุกคนช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ทั้งนี้ได้นำเหรียญกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พร้อมสร้อยทองน้ำหนัก 1 บาท มอบเป็นของขวัญให้น้องฮีโร่ด้วย
น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 กล่าวว่า เป็นเกียรติที่น.ส.ธิติมาเลือกมาคลอดบุตรที่โรงพยาบาล มอบของขวัญเป็นการดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดกว่า 5 หมื่นบาท พร้อมทั้งชุดวัคซีนให้น้องฮีโร่ด้วย
สำหรับบรรยากาศบริเวณห้องพักหมายเลข 763 เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจน.ส.ธิติมาจำนวนมาก อาทิ ตัวแทนจากกทม. ตำรวจในท้องที่ สำนักงานเขตภาษีเจริญ ฯลฯ ทั้งนี้เวลา 11.50 น. น.ส.ธิติมาเห็นหน้าบุตรชายครั้งแรกผ่านจอแอลซีดีที่ติดตั้งถ่ายทอดสดในห้องพัก พร้อมกล่าวด้วยความปลื้มใจว่า “ลูกแม่ ตัวแดงมากเลย แข็งแรงดี ๆ”
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ ผบ.ตร พร้อมด้วยพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก สตช. เดินทางเข้าแสดงความยินดีกับ น.ส.ธิติมาและน้องฮีโร่ โดยพล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า น.ส.ธิติมาเป็นแม่ตัวอย่างที่เสียสละ จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี ขณะที่พล.ต.ท.พงศพัศกล่าวว่า อนาคตอยากชวนน้องฮีโร่มารับใช้ชาติ นอกจากนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ยังส่งตัวแทนนำกระเช้าแสดงความยินดีด้วย
แหล่งข่าวที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE1UWXdNRGczTVE9PQ==
12 ส.ค. 53 รายงานข่าวได้รับแจ้งจาก น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 ว่า นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ดที่ไล่จับโจรขโมยรถยนต์ ได้คลอดน้องฮีโร่ แล้วด้วยวิธีผ่าตัด เมื่อเวลา 09.29 ที่ผ่านมาโดยมีน้ำหนักตัว 2,738 กรัม ซึ่งมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ทั้งแม่ และลูก ขณะที่ นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ด ได้กล่าวถึงพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้หยิบยกวีรกรรมของตน มากล่าวชื่นชมว่า
“ตนรู้สึกตื้นตันใจ ปลื้มปิติ ตลอดเวลาที่นั่งฟังพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงชื่นชมตน จากกรณีช่วยจับคนร้ายขโมยรถยนต์ ไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ ของตน จะทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยชีวิตหลังจากนี้ จะขอทำดีความดีตลอดชีวิต และรู้สึกดีใจ ที่ได้ปลุกกระแสให้สังคมไทย ได้ลูกขึ้นมาทำดี อยากให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลประเทศชาติ ให้บ้านเมืองเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น” คุณแม่ใจเด็ดกล่าวสั้นๆ
แหล่งข่าวที่มา MThai SMS News
http://news.mthai.com/general-news/83957.html
สาวไล่จับโจรคลอดน้องฮีโร่แล้วปีติดอกไม้พระราชทานจากราชินี
วันที่ 12 ส.ค. น.ส.ธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ฮีโร่จากวีรกรรมขับรถกวดคนร้ายทั้งที่ท้องแก่ 9 เดือน ได้คลอดบุตรชายคนที่ 2 แล้ว ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 เมื่อเวลา 09.29 น. ชื่อ ด.ช.สิรวิชญ์ วิจิตราการลิขิต หรือ น้องฮีโร่ น้ำหนักแรกเกิด 2,738 กรัม สูง 49 เซนติเมตร สภาพสมบูรณ์แข็งแรง
น.ส.ธิติมา เผยว่า ดีใจที่คลอดบุตรในวันดีคือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ปลาบปลื้มที่ได้รับดอกไม้พระราชทาน ไม่คิดว่าการกระทำเล็ก ๆ ครั้งนี้จะได้รับผลตอบแทนยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมอบกำลังใจให้นั้น ตื้นตันและปลื้มปิติยิ่งกว่าพรใด ๆ
“ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่มีโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะตรัสถึงชื่อและนามสกุล และยังทรงอวยพรถึงลูกที่เกิดมาให้มีร่างกายที่แข็งแรง มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดที่สุดในชีวิต” น.ส.ธิติมา กล่าวทั้งน้ำตาและว่า หลังจากนี้จะสอนลูกให้รู้จักคิด ช่วยเหลือสังคมและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ คาดหวังว่าลูกชายจะได้รับใช้ชาติ
น.อ.หญิงอังคณา บุญยงค์ เจ้าของรถที่ถูกขโมย กล่าวว่า ชื่นชมวีรกรรมของน.ส.ธิติมา เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม อยากให้ทุกคนช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ทั้งนี้ได้นำเหรียญกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พร้อมสร้อยทองน้ำหนัก 1 บาท มอบเป็นของขวัญให้น้องฮีโร่ด้วย
น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 กล่าวว่า เป็นเกียรติที่น.ส.ธิติมาเลือกมาคลอดบุตรที่โรงพยาบาล มอบของขวัญเป็นการดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดกว่า 5 หมื่นบาท พร้อมทั้งชุดวัคซีนให้น้องฮีโร่ด้วย
สำหรับบรรยากาศบริเวณห้องพักหมายเลข 763 เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจน.ส.ธิติมาจำนวนมาก อาทิ ตัวแทนจากกทม. ตำรวจในท้องที่ สำนักงานเขตภาษีเจริญ ฯลฯ ทั้งนี้เวลา 11.50 น. น.ส.ธิติมาเห็นหน้าบุตรชายครั้งแรกผ่านจอแอลซีดีที่ติดตั้งถ่ายทอดสดในห้องพัก พร้อมกล่าวด้วยความปลื้มใจว่า “ลูกแม่ ตัวแดงมากเลย แข็งแรงดี ๆ”
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ ผบ.ตร พร้อมด้วยพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก สตช. เดินทางเข้าแสดงความยินดีกับ น.ส.ธิติมาและน้องฮีโร่ โดยพล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า น.ส.ธิติมาเป็นแม่ตัวอย่างที่เสียสละ จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี ขณะที่พล.ต.ท.พงศพัศกล่าวว่า อนาคตอยากชวนน้องฮีโร่มารับใช้ชาติ นอกจากนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ยังส่งตัวแทนนำกระเช้าแสดงความยินดีด้วย
แหล่งข่าวที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE1UWXdNRGczTVE9PQ==
Sunday, August 15, 2010
ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา
ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา
ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “สมานฉันท์” กันมากจนแทบจะอาเจียนกันแล้วละครับ ความจริงเจ้าคำ“สมานฉันท์” นี้น่าจะมาฮิตกันเมื่อเร็วๆนี้เอง ไม่น่าจะเกิน 5 ปีครับ สงสัยเหมือนกันว่าแต่ก่อนประเทศเราเคยมีสมานฉันท์หรือเปล่า
เท่าที่ผู้เขียนจำความได้ ประเทศเรามีความขัดแย้งกันบ้างเหมือนกัน แต่เป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก และคงขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีสมานฉันท์
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขัดแย้งในบ้านเรามีแค่กลุ่มย่อยๆ 2 กลุ่ม จึงมีคนเกี่ยวข้องไม่กี่คน ไม่มากพอที่จะเป็นความขัดแย้งของทั้งประเทศ พอจะเจรจาตกลงกันได้ เรื่องขัดแย้งก็เลยเคลียร์ๆกันไป จนคนรุ่นหลังๆลืมเลือนกัน
จริงๆแล้ว ความขัดแย้งทุกเรื่อง มีที่มาจากผลประโยชน์ตนหรือพวกตนครับ ซึ่งทางพระเรียกว่า “กิเลส” เจ้าตัวผลประโยชน์หรือกิเลสนี้แหละ ถ้าไม่ลงตัวแบบ วิน-วิน แล้วละก็ เป็นเรื่องทีเดียว ทำเอาส่วนรวมวุ่นกันไปหมด
สงสัยจริงๆครับว่าสาเหตุที่ปัจจุบันในประเทศเราขัดแย้งกันมากๆ จนถึงกับต้องสมานฉันท์นั้น เป็นเพราะอะไร
ทางภาคใต้ของเราก็เหมือนกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กันเป็นสิบๆคณะ มีการวิเคราะห์กัน ถึงขนาดต้องขุดประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศักราชโบราณมาเล่า ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเราก็ไม่ชัดและไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือมากแค่ไหน
ขัดแย้งเพราะเราคิดเล็กคิดน้อยหรือเปล่า?
หลายคนหงุดหงิดกับความขัดแย้ง เพราะมันน่ารำคาญนะครับ ไปไหนก็มีแต่คนโต้เถียง กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ขึ้นแท็กซี่ ยังโดนไล่ลงถ้าวิจารณ์เรื่องขัดแย้งไม่เข้าหูคนขับ
บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ไปแล้วครับ หนังตลกไม่มีสาระ (แต่คลายเครียดได้) จึงโกยเงินเอา โกยเงินเอา
ความจริงเหตุที่เราขัดแย้งกัน อาจจะมีสาเหตุมาจากเราคิดเล็กคิดน้อยกระมัง เรื่องทุกเรื่อง ถ้าไม่ยกมาเป็นเรื่อง มันก็ไม่เป็นเรื่องครับ เพราะถึงจะไม่เห็นด้วย เราก็พอทนๆกันไปได้
เรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เอามาเป็นอารมณ์ มันก็คงพอจะอภัยกันได้ วิธีหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสามารถทำได้โดยตัวเราเองครับ วิธีการที่ว่าก็คือ คิดว่า
· ไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี (denial)
· ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องเล็กน้อย (minimizing)
· ไม่เป็นไรครับ ผมยกให้คนหนึ่ง (condoning)
· ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้ (enduring)
· ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สนหรอก (ignoring)
· ไม่เป็นไรครับ ตามใจคุณ (appeasing)
แต่ใครสร้างความขัดแย้งกันแน่?
ถ้าอย่างนั้น แล้วทุกๆวันนี้ใครทำเรื่องให้เป็นเรื่องครับ ถ้าไม่ใช่คนขายข่าว ลองคิดดูนะครับถ้าตื่นเช้า เราไม่มีรายการวิทยุหรือทีวี เสนอข่าวเล่าเรื่องความขัดแย้งของพรรคต่างๆ ไม่มีใครเล่าเรื่องนักการเมืองทะเลาะกัน ไม่มีใครเล่าเรื่องนักวิชาการวิจารณ์การเมือง(แบบกลางแต่เอียงข้าง) ก็คงไม่มีอะไรมากระตุ้นต่อมเครียด
ถ้าเช้าๆวันไหน มีแต่เรื่องชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า มีแต่ข่าวบันเทิง ข่าวบุญกุศล กับข่าวศิริมงคล มากระทบหู วันนั้นดัชนีความสุขของคนไทยคงจะมากขึ้น ยิ่งถ้าตอนบ่ายมีหวยออกด้วย วันนั้นก็ถือเป็น “วันมงคลแห่งชาติ” ได้เลย
เรื่องของคนอื่นเขา แต่เอาเราไปเกี่ยวด้วย
คิดดีๆ จะเห็นว่า ความขัดแย้งทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องคนอื่นขัดแย้งผลประโยชน์กัน แต่เขาลากเอาเรามาเกี่ยวด้วย ตัวละครเอกมีอยู่ไม่กี่คน เราเองไม่ได้เป็นตัวละคร เขายังเอาเราไปเป็นตัวประกอบจนได้ คงได้ยินกันอยู่บ่อยๆที่เขาอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อชาติ (แต่ที่แท้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนทั้งนั้น)
การเมืองในสมัยก่อนเวลาขัดแย้ง อย่างดีก็ไม่ร่วมมือ วอล์คเอาท์ ขัดขวาง หรืออย่างมาก ก็ให้สัมภาษณ์หรือเขียนข่าวโจมตี แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาเลยไปถึงขั้นรวบรวมผู้คนมาชุมนุมหรือจัดม็อบ เพิ่มความกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม และกดดันให้สังคมวุ่นวายด้วย
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลาเราจะเดินทางไปไหน ต้องเลือกเส้นทางหลบเลี่ยง
ถ้าจำเป็นต้องไปใกล้เคียงบริเวณที่ชุมนุม ต้องคอยหลบลูกหลงด้วย ชีวิตพวกเราพลอยได้รับผลกระทบทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกม็อบเขาเรียกร้องอะไร
คนไทยด้วยกันก็คงทนกันไปได้ แต่คนต่างชาติเขาไม่ทนครับ เขาบอกต่อว่าอย่ามาเที่ยวเมืองไทย อย่ามาลงทุนในบ้านเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย
ต้องเคารพกติกา และบังคับตามกติกาได้
เดี๋ยวนี้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายพันธุ์ไปแล้ว เล่นแรงจนกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ครับการต่อสู้ก็ต้องมีกติกา และเมื่อวิธีการต่อสู้ดุเดือดขึ้น กติกาก็ต้องปรับตามไปด้วย
ถ้าไม่มีกติกามากำกับการต่อสู้ ต่อไปการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ก็จะรุนแรงเลยไปถึงขั้นทำร้าย และทำลายล้างกัน
วิธีที่จะควบคุมมิให้ความขัดแย้งยกระดับไปถึงขั้นทำลายล้าง ก็ต้องสร้างกติกาที่เคารพกันทั้งสองฝ่าย และมีคนคุมกฎกติกานั้น
กติกาต้องเป็นธรรมและต้องเคารพกติกาด้วย นักกฎหมายไทยเราน่าจะมีสติปัญญาพอที่จะเขียนให้ชัดเจน อย่าเขียนสั้นนัก..เขียนยาวอีกหน่อยก็ได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตีความ ...วินิจฉัยหรือพิพากษาได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บังคับใช้กฎหมายสะดวกขึ้น
ตอนที่ขัดแย้งกันทีไร ไม่มีใครสนใจกติกา ลืมกติกากันหมด เพราะฉะนั้นต้องมีคนคุมกติกา คอยเตือนให้เคารพกติกา คนที่คุมกติกาต้องเป็นกลาง ไม่เอียงข้าง และกติกาต้องบังคับได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้การต่อสู้เลยไปไกลแล้ว ค่อยมาบังคับกติกา
ความยุติธรรมที่ต้องพิสูจน์?
ความยุติธรรมของประเทศเราน่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะตั้งแต่มีความขัดแย้งในชาติ ใครๆก็ร้องหาให้ศาลช่วยแก้วิกฤต มีชื่อเรียกอยู่สองคำคือ “ตุลาการภิวัฒน์” กับ กระบวนการ “ยุติความเป็นธรรม”
ทำให้สับสนว่า แผ่นดินนี้มีความยุติธรรมนั้นหรือเปล่า หรือเมื่อก่อนมีความยุติธรรมมากแต่เดี๋ยวนี้มีความยุติธรรมน้อยลง หรือว่าความยุติธรรมมีจริงแต่ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ อยากได้ต้องแสวงหาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หรือว่าต้องซื้อหาด้วยราคาแพง(มีคนจ่ายเป็นหมื่นล้าน!!) หรืออาจจะต้องใช้จ่ายซื้อหาจนหมดเนื้อหมดตัว
ถ้าไม่เชื่อ ลองดูขบวนการ “ล่าล้านชื่อถวายฎีกา” แสดงว่า การต่อสู้ที่ผ่านๆมายังไม่ได้ยอมรับกติกา เพราะอ้างว่ายังไม่ได้รับความยุติธรรม และ โอ้โฮ !!!...ถึงตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังแสวงหาความยุติธรรมอยู่
แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ
ถ้าจะต่อสู้เพื่อแสวงหาความยุติธรรม ขอให้จงทำต่อไป ผู้เขียนขอสนับสนุนอย่างยิ่ง
จะทวงถามจากใครผู้เขียนไม่รู้ แต่จะปั่นกระแสให้สูงขึ้นจนทั้งแผ่นดินมีอารมณ์ร่วมนั้น ดูเหมือนจะยากสักหน่อย
ประเทศนี้จุดไฟติดยากครับ เผ่าพันธุ์นี้กลไกสมองคงซับซ้อนไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะไม่เคยมีจารึกในประวัติศาสตร์เลยที่คนไทยลุกขึ้นต่อสู้การกดขี่ข่มเหง
สมัยอาณานิคม ต่างชาติรังแกประเทศเรา เราก็ไม่เคยเอามาใส่สมองให้คิดเจ็บใจ วัฒนธรรมไทยแบบเอาตัวรอด หรือสยบต่ออำนาจ สอนเราว่า “อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง”
“นางรัตนาฯ บ้านสีดำ” ต่อสู้เพื่อหาความยุติธรรม อยู่ตั้งหลายปี ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีกลุ่มเพื่อนรัตนา ไม่มีจารึกในวิกิ (wikipedia) ไม่ได้เป็นแม่ตัวอย่างจากวีรกรรมการต่อสู้ที่เจ็บปวดและไม่ได้รับการยกย่องจากสังคม ไม่นานก็คงเลือนๆหายไป
แผ่นดินนี้ไม่ลุกเป็นไฟง่ายๆหรอกครับ ถึงจะโฟนอินสักกี่ครั้ง ก็น่าจะได้ผลแค่...อย่าลืมกันนะ!!!
ความขัดแย้ง....เป็นเรื่องธรรมดา
ความขัดแย้งกันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พระเจ้าไม่ยอมสร้างมนุษย์ให้คิดเหมือนๆกัน ฉะนั้นในชีวิตคนเรา ถ้าเราไม่เห็นขัดแย้งกับใครเลย สงสัยต้องไปเช็คสมองดูว่าใช้สมองน้อยเกินไปหรือเปล่า
ความคิดที่ไม่เหมือนกันนี้ทำให้มีความหลากหลาย มีมุมมองต่างๆกัน ก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุง สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ นอกจากนี้ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันยังช่วยถ่วงดุล ทำให้คิดรอบคอบ ตรวจสอบกันและกันในทุกๆเรื่อง
วันนี้เห็นแย้งกัน พรุ่งนี้อาจจะเห็นเหมือน หรืออาจจะเห็นเหมือนกันบางเรื่อง แต่เรื่องอื่นบางเรื่อง ก็เห็นต่างกัน...ก็เป็นไปได้
ความขัดแย้งที่ไปถึงขั้นรุนแรงเป็นสงคราม ..ก็ยังกลับคืนสู่สันติภาพได้ ไม่มีความขัดแย้งแบบยืนยาว คงทน
สงครามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แม้จะมีหายนะเกิดแต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย อย่างน้อยเทคโนโลยีด้านอาวุธก็ได้รับการพัฒนาไปอีกมากมาย และวิธีเจรจายุติความขัดแย้ง ก็ได้รับการปรับให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้พัฒนาไปถึงขั้นรุนแรง
สมานฉันท์นั้นไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือน เห็นต่างก็สมานฉันท์ได้
ขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา อยากคิดอะไรก็คิดไป ...ห้ามความคิดกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ความขัดแย้งแสดงถึงเสรีภาพทางความคิด เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประชาธิปไตย เราต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด มิฉะนั้นเราก็ไม่มีวันได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยที่เห็นต่างกัน
ขอให้ทำใจให้เป็นสุขแม้จะเห็นไม่ตรงกัน
ขัดแย้งกันต่อไปเถิดครับ..เพราะผู้เขียนเริ่มชอบความขัดแย้งแล้ว แต่อย่าขัดขากลั่นแกล้งทำลายล้างกัน ประเทศเราไม่เคยมีประสพการณ์ความขัดแย้งแบบนี้มาก่อน จะได้ค่อยๆเรียนรู้และอยู่ร่วมกันไป ....แล้วเราก็จะรู้ว่าขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา
1 สิงหาคม 2552
ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “สมานฉันท์” กันมากจนแทบจะอาเจียนกันแล้วละครับ ความจริงเจ้าคำ“สมานฉันท์” นี้น่าจะมาฮิตกันเมื่อเร็วๆนี้เอง ไม่น่าจะเกิน 5 ปีครับ สงสัยเหมือนกันว่าแต่ก่อนประเทศเราเคยมีสมานฉันท์หรือเปล่า
เท่าที่ผู้เขียนจำความได้ ประเทศเรามีความขัดแย้งกันบ้างเหมือนกัน แต่เป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก และคงขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีสมานฉันท์
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขัดแย้งในบ้านเรามีแค่กลุ่มย่อยๆ 2 กลุ่ม จึงมีคนเกี่ยวข้องไม่กี่คน ไม่มากพอที่จะเป็นความขัดแย้งของทั้งประเทศ พอจะเจรจาตกลงกันได้ เรื่องขัดแย้งก็เลยเคลียร์ๆกันไป จนคนรุ่นหลังๆลืมเลือนกัน
จริงๆแล้ว ความขัดแย้งทุกเรื่อง มีที่มาจากผลประโยชน์ตนหรือพวกตนครับ ซึ่งทางพระเรียกว่า “กิเลส” เจ้าตัวผลประโยชน์หรือกิเลสนี้แหละ ถ้าไม่ลงตัวแบบ วิน-วิน แล้วละก็ เป็นเรื่องทีเดียว ทำเอาส่วนรวมวุ่นกันไปหมด
สงสัยจริงๆครับว่าสาเหตุที่ปัจจุบันในประเทศเราขัดแย้งกันมากๆ จนถึงกับต้องสมานฉันท์นั้น เป็นเพราะอะไร
ทางภาคใต้ของเราก็เหมือนกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กันเป็นสิบๆคณะ มีการวิเคราะห์กัน ถึงขนาดต้องขุดประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศักราชโบราณมาเล่า ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเราก็ไม่ชัดและไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือมากแค่ไหน
ขัดแย้งเพราะเราคิดเล็กคิดน้อยหรือเปล่า?
หลายคนหงุดหงิดกับความขัดแย้ง เพราะมันน่ารำคาญนะครับ ไปไหนก็มีแต่คนโต้เถียง กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ขึ้นแท็กซี่ ยังโดนไล่ลงถ้าวิจารณ์เรื่องขัดแย้งไม่เข้าหูคนขับ
บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ไปแล้วครับ หนังตลกไม่มีสาระ (แต่คลายเครียดได้) จึงโกยเงินเอา โกยเงินเอา
ความจริงเหตุที่เราขัดแย้งกัน อาจจะมีสาเหตุมาจากเราคิดเล็กคิดน้อยกระมัง เรื่องทุกเรื่อง ถ้าไม่ยกมาเป็นเรื่อง มันก็ไม่เป็นเรื่องครับ เพราะถึงจะไม่เห็นด้วย เราก็พอทนๆกันไปได้
เรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เอามาเป็นอารมณ์ มันก็คงพอจะอภัยกันได้ วิธีหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสามารถทำได้โดยตัวเราเองครับ วิธีการที่ว่าก็คือ คิดว่า
· ไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี (denial)
· ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องเล็กน้อย (minimizing)
· ไม่เป็นไรครับ ผมยกให้คนหนึ่ง (condoning)
· ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้ (enduring)
· ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สนหรอก (ignoring)
· ไม่เป็นไรครับ ตามใจคุณ (appeasing)
แต่ใครสร้างความขัดแย้งกันแน่?
ถ้าอย่างนั้น แล้วทุกๆวันนี้ใครทำเรื่องให้เป็นเรื่องครับ ถ้าไม่ใช่คนขายข่าว ลองคิดดูนะครับถ้าตื่นเช้า เราไม่มีรายการวิทยุหรือทีวี เสนอข่าวเล่าเรื่องความขัดแย้งของพรรคต่างๆ ไม่มีใครเล่าเรื่องนักการเมืองทะเลาะกัน ไม่มีใครเล่าเรื่องนักวิชาการวิจารณ์การเมือง(แบบกลางแต่เอียงข้าง) ก็คงไม่มีอะไรมากระตุ้นต่อมเครียด
ถ้าเช้าๆวันไหน มีแต่เรื่องชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า มีแต่ข่าวบันเทิง ข่าวบุญกุศล กับข่าวศิริมงคล มากระทบหู วันนั้นดัชนีความสุขของคนไทยคงจะมากขึ้น ยิ่งถ้าตอนบ่ายมีหวยออกด้วย วันนั้นก็ถือเป็น “วันมงคลแห่งชาติ” ได้เลย
เรื่องของคนอื่นเขา แต่เอาเราไปเกี่ยวด้วย
คิดดีๆ จะเห็นว่า ความขัดแย้งทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องคนอื่นขัดแย้งผลประโยชน์กัน แต่เขาลากเอาเรามาเกี่ยวด้วย ตัวละครเอกมีอยู่ไม่กี่คน เราเองไม่ได้เป็นตัวละคร เขายังเอาเราไปเป็นตัวประกอบจนได้ คงได้ยินกันอยู่บ่อยๆที่เขาอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อชาติ (แต่ที่แท้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนทั้งนั้น)
การเมืองในสมัยก่อนเวลาขัดแย้ง อย่างดีก็ไม่ร่วมมือ วอล์คเอาท์ ขัดขวาง หรืออย่างมาก ก็ให้สัมภาษณ์หรือเขียนข่าวโจมตี แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาเลยไปถึงขั้นรวบรวมผู้คนมาชุมนุมหรือจัดม็อบ เพิ่มความกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม และกดดันให้สังคมวุ่นวายด้วย
แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลาเราจะเดินทางไปไหน ต้องเลือกเส้นทางหลบเลี่ยง
ถ้าจำเป็นต้องไปใกล้เคียงบริเวณที่ชุมนุม ต้องคอยหลบลูกหลงด้วย ชีวิตพวกเราพลอยได้รับผลกระทบทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกม็อบเขาเรียกร้องอะไร
คนไทยด้วยกันก็คงทนกันไปได้ แต่คนต่างชาติเขาไม่ทนครับ เขาบอกต่อว่าอย่ามาเที่ยวเมืองไทย อย่ามาลงทุนในบ้านเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย
ต้องเคารพกติกา และบังคับตามกติกาได้
เดี๋ยวนี้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายพันธุ์ไปแล้ว เล่นแรงจนกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ครับการต่อสู้ก็ต้องมีกติกา และเมื่อวิธีการต่อสู้ดุเดือดขึ้น กติกาก็ต้องปรับตามไปด้วย
ถ้าไม่มีกติกามากำกับการต่อสู้ ต่อไปการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ก็จะรุนแรงเลยไปถึงขั้นทำร้าย และทำลายล้างกัน
วิธีที่จะควบคุมมิให้ความขัดแย้งยกระดับไปถึงขั้นทำลายล้าง ก็ต้องสร้างกติกาที่เคารพกันทั้งสองฝ่าย และมีคนคุมกฎกติกานั้น
กติกาต้องเป็นธรรมและต้องเคารพกติกาด้วย นักกฎหมายไทยเราน่าจะมีสติปัญญาพอที่จะเขียนให้ชัดเจน อย่าเขียนสั้นนัก..เขียนยาวอีกหน่อยก็ได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตีความ ...วินิจฉัยหรือพิพากษาได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บังคับใช้กฎหมายสะดวกขึ้น
ตอนที่ขัดแย้งกันทีไร ไม่มีใครสนใจกติกา ลืมกติกากันหมด เพราะฉะนั้นต้องมีคนคุมกติกา คอยเตือนให้เคารพกติกา คนที่คุมกติกาต้องเป็นกลาง ไม่เอียงข้าง และกติกาต้องบังคับได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้การต่อสู้เลยไปไกลแล้ว ค่อยมาบังคับกติกา
ความยุติธรรมที่ต้องพิสูจน์?
ความยุติธรรมของประเทศเราน่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะตั้งแต่มีความขัดแย้งในชาติ ใครๆก็ร้องหาให้ศาลช่วยแก้วิกฤต มีชื่อเรียกอยู่สองคำคือ “ตุลาการภิวัฒน์” กับ กระบวนการ “ยุติความเป็นธรรม”
ทำให้สับสนว่า แผ่นดินนี้มีความยุติธรรมนั้นหรือเปล่า หรือเมื่อก่อนมีความยุติธรรมมากแต่เดี๋ยวนี้มีความยุติธรรมน้อยลง หรือว่าความยุติธรรมมีจริงแต่ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ อยากได้ต้องแสวงหาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หรือว่าต้องซื้อหาด้วยราคาแพง(มีคนจ่ายเป็นหมื่นล้าน!!) หรืออาจจะต้องใช้จ่ายซื้อหาจนหมดเนื้อหมดตัว
ถ้าไม่เชื่อ ลองดูขบวนการ “ล่าล้านชื่อถวายฎีกา” แสดงว่า การต่อสู้ที่ผ่านๆมายังไม่ได้ยอมรับกติกา เพราะอ้างว่ายังไม่ได้รับความยุติธรรม และ โอ้โฮ !!!...ถึงตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังแสวงหาความยุติธรรมอยู่
แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ
ถ้าจะต่อสู้เพื่อแสวงหาความยุติธรรม ขอให้จงทำต่อไป ผู้เขียนขอสนับสนุนอย่างยิ่ง
จะทวงถามจากใครผู้เขียนไม่รู้ แต่จะปั่นกระแสให้สูงขึ้นจนทั้งแผ่นดินมีอารมณ์ร่วมนั้น ดูเหมือนจะยากสักหน่อย
ประเทศนี้จุดไฟติดยากครับ เผ่าพันธุ์นี้กลไกสมองคงซับซ้อนไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะไม่เคยมีจารึกในประวัติศาสตร์เลยที่คนไทยลุกขึ้นต่อสู้การกดขี่ข่มเหง
สมัยอาณานิคม ต่างชาติรังแกประเทศเรา เราก็ไม่เคยเอามาใส่สมองให้คิดเจ็บใจ วัฒนธรรมไทยแบบเอาตัวรอด หรือสยบต่ออำนาจ สอนเราว่า “อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง”
“นางรัตนาฯ บ้านสีดำ” ต่อสู้เพื่อหาความยุติธรรม อยู่ตั้งหลายปี ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีกลุ่มเพื่อนรัตนา ไม่มีจารึกในวิกิ (wikipedia) ไม่ได้เป็นแม่ตัวอย่างจากวีรกรรมการต่อสู้ที่เจ็บปวดและไม่ได้รับการยกย่องจากสังคม ไม่นานก็คงเลือนๆหายไป
แผ่นดินนี้ไม่ลุกเป็นไฟง่ายๆหรอกครับ ถึงจะโฟนอินสักกี่ครั้ง ก็น่าจะได้ผลแค่...อย่าลืมกันนะ!!!
ความขัดแย้ง....เป็นเรื่องธรรมดา
ความขัดแย้งกันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พระเจ้าไม่ยอมสร้างมนุษย์ให้คิดเหมือนๆกัน ฉะนั้นในชีวิตคนเรา ถ้าเราไม่เห็นขัดแย้งกับใครเลย สงสัยต้องไปเช็คสมองดูว่าใช้สมองน้อยเกินไปหรือเปล่า
ความคิดที่ไม่เหมือนกันนี้ทำให้มีความหลากหลาย มีมุมมองต่างๆกัน ก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุง สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ นอกจากนี้ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันยังช่วยถ่วงดุล ทำให้คิดรอบคอบ ตรวจสอบกันและกันในทุกๆเรื่อง
วันนี้เห็นแย้งกัน พรุ่งนี้อาจจะเห็นเหมือน หรืออาจจะเห็นเหมือนกันบางเรื่อง แต่เรื่องอื่นบางเรื่อง ก็เห็นต่างกัน...ก็เป็นไปได้
ความขัดแย้งที่ไปถึงขั้นรุนแรงเป็นสงคราม ..ก็ยังกลับคืนสู่สันติภาพได้ ไม่มีความขัดแย้งแบบยืนยาว คงทน
สงครามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แม้จะมีหายนะเกิดแต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย อย่างน้อยเทคโนโลยีด้านอาวุธก็ได้รับการพัฒนาไปอีกมากมาย และวิธีเจรจายุติความขัดแย้ง ก็ได้รับการปรับให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้พัฒนาไปถึงขั้นรุนแรง
สมานฉันท์นั้นไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือน เห็นต่างก็สมานฉันท์ได้
ขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา อยากคิดอะไรก็คิดไป ...ห้ามความคิดกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ความขัดแย้งแสดงถึงเสรีภาพทางความคิด เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประชาธิปไตย เราต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด มิฉะนั้นเราก็ไม่มีวันได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยที่เห็นต่างกัน
ขอให้ทำใจให้เป็นสุขแม้จะเห็นไม่ตรงกัน
ขัดแย้งกันต่อไปเถิดครับ..เพราะผู้เขียนเริ่มชอบความขัดแย้งแล้ว แต่อย่าขัดขากลั่นแกล้งทำลายล้างกัน ประเทศเราไม่เคยมีประสพการณ์ความขัดแย้งแบบนี้มาก่อน จะได้ค่อยๆเรียนรู้และอยู่ร่วมกันไป ....แล้วเราก็จะรู้ว่าขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา
1 สิงหาคม 2552
Monday, October 22, 2007
มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด
มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด
30 มิถุนายน 2545
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราขยันจัดระเบียบสังคมกัน แล้วเราก็หยุดขยันสักพัก เพื่อรอเวลาขยันใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่น่าแปลกคือ ที่เรามองเห็นว่า มท.1 จัดระเบียบสถานบันเทิงนั้น นอกจากเร่งรัดการบังคับใช้กฏหมายที่ตำรวจ(แกล้ง)ลืมแล้ว ความจริง ท่านจัดระเบียบตำรวจไปด้วย แต่ไม่มีใครเรียกว่า “ จัดระเบียบตำรวจ ”
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ ร่วมมือกันผลักดัน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจ ให้ตำรวจมีความพร้อมปฏิบัติงาน คือ
1. ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย
2. ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรม
3. สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผล
4. ภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งหลาย
ภารกิจตำรวจนั้น นับวันก็จะเริ่มจะเจาะจงเฉพาะงานตำรวจแท้ๆ ที่ต้องใช้ฝีมือตำรวจ ไม่ใช่ทำงานจับฉ่าย แบบครอบจักรวาลอีกต่อไป ตั้งแต่แยกงานหนังสือเดินทางออกไป แยกงานทะเบียนรถยนต์ออกไป และอะไรๆอื่นๆที่อาจจะแยกไปอีก ก็จะเหลือภารกิจสำคัญของตำรวจซึ่งก็คือ ต่อสู้อาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รับแจ้งเหตุ ..ไปจนถึงจัดระเบียบจราจร และงานที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ เช่น สืบสวน ตามล่าคนร้าย ปราบจลาจล ควบคุมฝูงชน งานประเภทหลังนี้ค่อนข้างเสี่ยงชีวิตกว่าประเภทแรก
นโยบายรัฐบาลทักษิณด้าน “ความปลอดภัยของประชาชน” แถลงไว้เมื่อต้นปี 2544 ว่า
(๑) ดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมุ่งเน้นมาตรการทั้งการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท พร้อมทั้งจัด ระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที
(๒) สนับสนุนให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ในการป้องกันอาชญากรรมและสาธารณภัยใน ชุมชนและท้องถิ่นของตนเอง
ตำรวจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ในบรรดาหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจะอยู่ใกล้ชิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าหน่วยอื่น (ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือทนาย) แต่ปรากฏว่า กลับใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์ แต่มองข้ามการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในงานพื้นฐาน โดยเฉพาะงานบริการประชาชน
ตำรวจไทยจัดตั้งระบบรับแจ้งเหตุหมายเลข 199 และ 191 มากว่า 20 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินก็ยังกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ขยายไปต่างจังหวัดไม่ค่อยสำเร็จ แต่กลับมีบริการทางหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเกิดอีกหลายเบอร์ จัดเบอร์ฉุกเฉินให้ประชาชนจำหลายๆ เบอร์จนสับสนไปหมดจนไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน ดีไม่ดีโทรไปแล้วอารมณ์เสีย ทะเลาะกันไปอีก ไม่มีประเทศไหนเขาปล่อยเบอร์ฉุกเฉนออกมาเยอะแยะจนเปรอะอย่างนี้
เบอร์โทรศัพท์ 191 ของตำรวจในต่างจังหวัดแทบทั้งหมด ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะโทรไม่ติดบ้าง โทรติดแล้วก็ไม่มีผู้รับสาย ตำรวจยกหูไว้เฉยๆไม่ยอมรับสาย หรือบางคนโชคดีโทรติดแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบของโรงพักนั้น ฯลฯ สารพันปัญหา ว่างั้นเถอะครับ
ไม่ใช่แค่นี้ เชื่อไหมครับว่า ตำรวจเริ่มมีทั้งคอมพิวเตอร์และทั้งวิทยุสื่อสารมาก่อนหน่วยงานอื่นในประเทศไทย (ตั้งแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ.2510) แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน มันน่าศึกษาวิจัยจริงๆ ว่าอะไรเป็นจุดอ่อน.....the weakest link? ทำไมเทคโนโลยีกับตำรวจจึงไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ของเรามีคำตอบอยู่ในใจแน่นอน พันเปอร์เซนต์ เพราะท่านเคยเป็นตำรวจในสายเทคโนโลยีนี้
ยิ่งมีผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือเพิร์ค (PERC) รายงานเรื่องตำรวจและยุติธรรมของไทย พบว่าไทยอยู่รองบ๊วยในเอเชีย ตำรวจไทยความรู้น้อย รายได้ก็น้อย แถมความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจไทยแทบไม่มีเลย !! …….เหลือเชื่อ!! ทั้งๆที่ตั้งกองพิสูจน์หลักฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นเวลา 70 ปี!! แล้วครับ
ความจริง ตำรวจก็ได้พัฒนางานบริการประชาชน โดยเฉพาะสถานีตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่ม พ.ศ.2537 จาก “โรงพักของเรา ” มาเป็น “โรงพักเพื่อประชาชน” ในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จพอสมควรในมุมมองของตำรวจ แต่ถามว่าในมุมมองของประชาชนเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ คงต้องรอดูผลการประเมินความเห็นของประชาชน
ลองหันไปฟังเสวนาที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์จัด เรื่อง “ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรจะไปเพื่อประชาชน” เมื่อ 5 เม.ย.2544 ท่านวิทยากรบางท่านชี้ว่า ตำรวจในสายตาประชาชนมีภาพเป็นลบ ใช้กฏหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ใช้อำนาจกลั่นแกล้งประชาชน...... บางท่านก็กล่าวว่าตำรวจมีเงินเดือนน้อย ด้อยสวัสดิการ ......ฯลฯ วิทยากรอาจจะมีทัศนะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องการให้ไปในทิศทางเพื่อประชาชน
จะจัดระเบียบตำรวจอย่างไร
ที่สหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ กว่าจะมาเป็นสุดยอดของโลกทุกวันนี้ ลองดูปัญหาของตำรวจสหรัฐสักหน่อย ในปี ค.ศ.1964 ได้มีการยกปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียงในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
สถานภาพอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น คือเพิ่ม 2 เท่าจากปี ค.ศ.1940 ถึง 1965 ดูเหมือนว่าจะไม่มาก แต่มันเพิ่มเร็วกว่าอัตราเพิ่มประชากรถึง 5 เท่า!! เฉพาะปี ค.ศ.1964 ปีเดียว อัตราเพิ่มอาชญากรรมราว 13 % หลังจากที่ได้รับเลือก ในปี ค.ศ.1967 ประธานาธิบดีจอห์นสัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเรียกว่า คณะกรรมการด้านตำรวจและบริหารงานยุติธรรม (President’s Crime Commission on Law Enforcement andAdministration of Justice) เพื่อศึกษาปัญหานี้
คณะกรรมการชุดนี้ ได้รายงานว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศมีความทันสมัย (คือช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก แต่กลับมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมเพียงเล็กน้อยจนน่าประหลาดใจ เหตุผลที่เขาพบก็คือ คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกับคนที่อยู่ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ห่างเหินต่อกันไม่มีความร่วมมือกัน ผลก็คือ การประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ในกิจการตำรวจเป็นไปได้ช้าเกินไป
ในรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ ยังบอกด้วยว่า “ ....แม้ตำรวจ ซึ่งมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Crime Laboratories) และเครือข่ายวิทยุสื่อสาร (Radio Networks) จะได้นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ก็จริง แต่ก็น่าจะได้มีใช้มาก่อนหน้านี้สัก 30-40 ปีเสียด้วยซ้ำ...... ”
ในยุคนั้น มีตำรวจคนหนึ่งพูดประชดไว้น่าฟังว่าอย่างนี้ “ ศูนย์ควบคุมที่ฐานยิงจรวดพูดกับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ได้ แต่ผมเรียกเพื่อนตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ห่างแค่บล็อกถนนถัดไปไม่ได้ ” แปลว่า มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาในการปรับใช้ในกิจการตำรวจ
ในรายงานนี้ได้มีข้อเสนอแนะอยู่ 12 ข้อ ในจำนวนนี้มี 5 ข้อที่เกี่ยวข้องกับวิทยุสื่อสาร อีก 7 ข้อ นอกนั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านลายพิมพ์นิ้วมือ ด้านการจัดสรรกำลังตำรวจ (manpower allocation) การติดตั้งตู้โทรศัพท์แจ้งเหตุ (police callboxes) การศึกษาเปรียบเทียบด้านอาชญากรรม การจับกุม และการสืบสวนในท้องที่
ในบรรดาข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างกว้างขวาง(เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่สุดที่ตำรวจมอบให้สังคม) สิ่งนั้นคือ ระบบรับแจ้งเหตุ 911 ร่วมกับการใช้คอมพิวเตอร์ (911 dispatch and computerization)
การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ระบบรับแจ้งเหตุ 911 และส่งตำรวจออกปฏิบัติ (911 dispatch) ในปี ค.ศ.1968 ครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปฏิวัติงานบริการของตำรวจอย่างขนานใหญ่ การพัฒนางานบริการของตำรวจเกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ปีก็ครอบคลุมเมืองใหญ่ทุกเมืองในสหรัฐอเมริกา ยิ่งในปัจจุบันนำระบบ 911 ไปเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งทำให้ตำรวจค้นข้อมูลได้รวดเร็ว
และเดี๋ยวนี้เขายกระดับไปเป็น E911 (enhanced 911) แล้ว เขาสามารถรู้ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านหรือมือถือ ทั้งตำแหน่งที่อยู่ แทบจะรู้ชื่อเจ้าของเบอร์ด้วยซ้ำ
ตอนแรกๆที่เอาระบบ 911 มาใช้ งานรับแจ้งเหตุเป็นภาระที่แสนโหด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยแค่ไหน ก็ต้องบริการทั้งนั้น มิฉะนั้น สังคมและสื่อต่างๆจะร้องเรียนและรุมประณาม ไม่เพียงเท่านั้น ภาระของตำรวจสายตรวจที่ลาดตระเวนในพื้นที่ก็เพิ่มตามไปด้วย เคยทำงานสบายๆอยู่ดีๆ ก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เพราะต้องถูกส่งออกไปให้วิ่งรอกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
ตอนขึ้นต้นเป็นการนำระบบ 911 มาช่วยงานบริการประชาชน แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นระบบที่บังคับตำรวจให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ ผลที่สุดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่กับทั้งตำรวจผู้ให้บริการ และประชาชนผู้รับบริการ เดี๋ยวนี้สหรัฐอเมริกาขาดระบบ 911 ไม่ได้เพราะกลายเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้ว
นาย ลี พี บราวน์ (Lee P. Brown) ซึ่งอดีตเคยเป็นหัวหน้าตำรวจในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในปี ค.ศ.1989 ว่า “….. ยากที่จะให้ตำรวจบริการที่มีคุณภาพ (the level and quality of services the community deserves) แก่ประชาชนได้ โดยปราศจากการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการส่งตำรวจออกปฏิบัติในพื้นที่ (computer-aided dispatch) คอมพิวเตอร์ในรถสายตรวจ ระบบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ระบบรายงานการทำผิดกฏหมายโดยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น....... ”
การพัฒนาเทคโนโลยีตำรวจที่น่าสนใจ
(ตาราง)
ความร่วมมือ
นโยบายรัฐบาลด้านความปลอดภัยของประชาชนข้อ 1 ยังไม่มีใครเร่งรัดดำเนินการ “จัดระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที” แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ประเทศไทยเราก็ยังไม่มีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแลเรื่องอาชญากรรม ในระดับผู้บริหารประเทศก็ยังแบ่งสรรอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไม่ลงตัว ยังไม่มีใครยกเรื่องประโยชน์ของบริการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ 191 ขึ้นมาพิจารณา คงต้องให้ประชาชนโทรไป รายการวิทยุ “ร่วมด้วยช่วยกัน”หรือ “จส.100” หรือ “สวพ.91” แล้ว ทางรายการค่อยแจ้งขอความช่วยเหลือตำรวจอีกทอดหนึ่ง
คนไทยเรารักกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน ก็ช่วยกันเองไปก่อน หน้าที่อย่างนี้ต้องเป็นงานของตำรวจ ทำใจเย็นๆรอดูไปก่อนดีไหม ให้อำนาจไปแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไร เดี๋ยวมีคนเอาอำนาจไปให้หน่วยอื่น ตำรวจจะเสียเวลาไปตามเอาคืนมาเปล่าๆ
หรือว่าในระหว่างรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ขอให้ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย ที่มองเห็นประโยชน์ ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรมช่วยเรียกร้องให้ยกระดับคุณภาพบริการจากตำรวจ แล้วก็สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผลตลอดจนภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และผู้ประกอบการทั้งหลาย ช่วยกันนำเสนอเทคโนโลยีหรือจัดหาระบบที่ว่านี้มาใช้บริการประชาชน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจกันหน่อยเถิดครับ
****************
ที่มาข้อมูล:
1. นโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 26 ก.พ.2544
2. เดลินิวส์ 3-4 มิ.ย.2545 หัวข้อข่าวหน้าหนึ่ง “ ตีแสกหน้าไทย ตร.-ยุติธรรม รองบ๊วยเอเชีย ” และ “ รับตำรวจเรียนน้อยเลยทุจริต ”
3. The Evolution and Development of Police Technology: National Institute of Justice 1998.
4. http://www.ipoll.th.org/article/police2001/police2001.htm
5. http://ems.fire2rescue.com/articles1.html
30 มิถุนายน 2545
เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราขยันจัดระเบียบสังคมกัน แล้วเราก็หยุดขยันสักพัก เพื่อรอเวลาขยันใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่น่าแปลกคือ ที่เรามองเห็นว่า มท.1 จัดระเบียบสถานบันเทิงนั้น นอกจากเร่งรัดการบังคับใช้กฏหมายที่ตำรวจ(แกล้ง)ลืมแล้ว ความจริง ท่านจัดระเบียบตำรวจไปด้วย แต่ไม่มีใครเรียกว่า “ จัดระเบียบตำรวจ ”
บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ ร่วมมือกันผลักดัน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจ ให้ตำรวจมีความพร้อมปฏิบัติงาน คือ
1. ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย
2. ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรม
3. สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผล
4. ภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งหลาย
ภารกิจตำรวจนั้น นับวันก็จะเริ่มจะเจาะจงเฉพาะงานตำรวจแท้ๆ ที่ต้องใช้ฝีมือตำรวจ ไม่ใช่ทำงานจับฉ่าย แบบครอบจักรวาลอีกต่อไป ตั้งแต่แยกงานหนังสือเดินทางออกไป แยกงานทะเบียนรถยนต์ออกไป และอะไรๆอื่นๆที่อาจจะแยกไปอีก ก็จะเหลือภารกิจสำคัญของตำรวจซึ่งก็คือ ต่อสู้อาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รับแจ้งเหตุ ..ไปจนถึงจัดระเบียบจราจร และงานที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ เช่น สืบสวน ตามล่าคนร้าย ปราบจลาจล ควบคุมฝูงชน งานประเภทหลังนี้ค่อนข้างเสี่ยงชีวิตกว่าประเภทแรก
นโยบายรัฐบาลทักษิณด้าน “ความปลอดภัยของประชาชน” แถลงไว้เมื่อต้นปี 2544 ว่า
(๑) ดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมุ่งเน้นมาตรการทั้งการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท พร้อมทั้งจัด ระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที
(๒) สนับสนุนให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ในการป้องกันอาชญากรรมและสาธารณภัยใน ชุมชนและท้องถิ่นของตนเอง
ตำรวจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี
ในบรรดาหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจะอยู่ใกล้ชิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าหน่วยอื่น (ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือทนาย) แต่ปรากฏว่า กลับใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์ แต่มองข้ามการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในงานพื้นฐาน โดยเฉพาะงานบริการประชาชน
ตำรวจไทยจัดตั้งระบบรับแจ้งเหตุหมายเลข 199 และ 191 มากว่า 20 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินก็ยังกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ขยายไปต่างจังหวัดไม่ค่อยสำเร็จ แต่กลับมีบริการทางหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเกิดอีกหลายเบอร์ จัดเบอร์ฉุกเฉินให้ประชาชนจำหลายๆ เบอร์จนสับสนไปหมดจนไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน ดีไม่ดีโทรไปแล้วอารมณ์เสีย ทะเลาะกันไปอีก ไม่มีประเทศไหนเขาปล่อยเบอร์ฉุกเฉนออกมาเยอะแยะจนเปรอะอย่างนี้
เบอร์โทรศัพท์ 191 ของตำรวจในต่างจังหวัดแทบทั้งหมด ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะโทรไม่ติดบ้าง โทรติดแล้วก็ไม่มีผู้รับสาย ตำรวจยกหูไว้เฉยๆไม่ยอมรับสาย หรือบางคนโชคดีโทรติดแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบของโรงพักนั้น ฯลฯ สารพันปัญหา ว่างั้นเถอะครับ
ไม่ใช่แค่นี้ เชื่อไหมครับว่า ตำรวจเริ่มมีทั้งคอมพิวเตอร์และทั้งวิทยุสื่อสารมาก่อนหน่วยงานอื่นในประเทศไทย (ตั้งแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ.2510) แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน มันน่าศึกษาวิจัยจริงๆ ว่าอะไรเป็นจุดอ่อน.....the weakest link? ทำไมเทคโนโลยีกับตำรวจจึงไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ของเรามีคำตอบอยู่ในใจแน่นอน พันเปอร์เซนต์ เพราะท่านเคยเป็นตำรวจในสายเทคโนโลยีนี้
ยิ่งมีผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือเพิร์ค (PERC) รายงานเรื่องตำรวจและยุติธรรมของไทย พบว่าไทยอยู่รองบ๊วยในเอเชีย ตำรวจไทยความรู้น้อย รายได้ก็น้อย แถมความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจไทยแทบไม่มีเลย !! …….เหลือเชื่อ!! ทั้งๆที่ตั้งกองพิสูจน์หลักฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นเวลา 70 ปี!! แล้วครับ
ความจริง ตำรวจก็ได้พัฒนางานบริการประชาชน โดยเฉพาะสถานีตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่ม พ.ศ.2537 จาก “โรงพักของเรา ” มาเป็น “โรงพักเพื่อประชาชน” ในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จพอสมควรในมุมมองของตำรวจ แต่ถามว่าในมุมมองของประชาชนเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ คงต้องรอดูผลการประเมินความเห็นของประชาชน
ลองหันไปฟังเสวนาที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์จัด เรื่อง “ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรจะไปเพื่อประชาชน” เมื่อ 5 เม.ย.2544 ท่านวิทยากรบางท่านชี้ว่า ตำรวจในสายตาประชาชนมีภาพเป็นลบ ใช้กฏหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ใช้อำนาจกลั่นแกล้งประชาชน...... บางท่านก็กล่าวว่าตำรวจมีเงินเดือนน้อย ด้อยสวัสดิการ ......ฯลฯ วิทยากรอาจจะมีทัศนะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องการให้ไปในทิศทางเพื่อประชาชน
จะจัดระเบียบตำรวจอย่างไร
ที่สหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ กว่าจะมาเป็นสุดยอดของโลกทุกวันนี้ ลองดูปัญหาของตำรวจสหรัฐสักหน่อย ในปี ค.ศ.1964 ได้มีการยกปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียงในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี
สถานภาพอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น คือเพิ่ม 2 เท่าจากปี ค.ศ.1940 ถึง 1965 ดูเหมือนว่าจะไม่มาก แต่มันเพิ่มเร็วกว่าอัตราเพิ่มประชากรถึง 5 เท่า!! เฉพาะปี ค.ศ.1964 ปีเดียว อัตราเพิ่มอาชญากรรมราว 13 % หลังจากที่ได้รับเลือก ในปี ค.ศ.1967 ประธานาธิบดีจอห์นสัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเรียกว่า คณะกรรมการด้านตำรวจและบริหารงานยุติธรรม (President’s Crime Commission on Law Enforcement andAdministration of Justice) เพื่อศึกษาปัญหานี้
คณะกรรมการชุดนี้ ได้รายงานว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศมีความทันสมัย (คือช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก แต่กลับมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมเพียงเล็กน้อยจนน่าประหลาดใจ เหตุผลที่เขาพบก็คือ คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกับคนที่อยู่ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ห่างเหินต่อกันไม่มีความร่วมมือกัน ผลก็คือ การประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ในกิจการตำรวจเป็นไปได้ช้าเกินไป
ในรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ ยังบอกด้วยว่า “ ....แม้ตำรวจ ซึ่งมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Crime Laboratories) และเครือข่ายวิทยุสื่อสาร (Radio Networks) จะได้นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ก็จริง แต่ก็น่าจะได้มีใช้มาก่อนหน้านี้สัก 30-40 ปีเสียด้วยซ้ำ...... ”
ในยุคนั้น มีตำรวจคนหนึ่งพูดประชดไว้น่าฟังว่าอย่างนี้ “ ศูนย์ควบคุมที่ฐานยิงจรวดพูดกับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ได้ แต่ผมเรียกเพื่อนตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ห่างแค่บล็อกถนนถัดไปไม่ได้ ” แปลว่า มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาในการปรับใช้ในกิจการตำรวจ
ในรายงานนี้ได้มีข้อเสนอแนะอยู่ 12 ข้อ ในจำนวนนี้มี 5 ข้อที่เกี่ยวข้องกับวิทยุสื่อสาร อีก 7 ข้อ นอกนั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านลายพิมพ์นิ้วมือ ด้านการจัดสรรกำลังตำรวจ (manpower allocation) การติดตั้งตู้โทรศัพท์แจ้งเหตุ (police callboxes) การศึกษาเปรียบเทียบด้านอาชญากรรม การจับกุม และการสืบสวนในท้องที่
ในบรรดาข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างกว้างขวาง(เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่สุดที่ตำรวจมอบให้สังคม) สิ่งนั้นคือ ระบบรับแจ้งเหตุ 911 ร่วมกับการใช้คอมพิวเตอร์ (911 dispatch and computerization)
การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ระบบรับแจ้งเหตุ 911 และส่งตำรวจออกปฏิบัติ (911 dispatch) ในปี ค.ศ.1968 ครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปฏิวัติงานบริการของตำรวจอย่างขนานใหญ่ การพัฒนางานบริการของตำรวจเกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ปีก็ครอบคลุมเมืองใหญ่ทุกเมืองในสหรัฐอเมริกา ยิ่งในปัจจุบันนำระบบ 911 ไปเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งทำให้ตำรวจค้นข้อมูลได้รวดเร็ว
และเดี๋ยวนี้เขายกระดับไปเป็น E911 (enhanced 911) แล้ว เขาสามารถรู้ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านหรือมือถือ ทั้งตำแหน่งที่อยู่ แทบจะรู้ชื่อเจ้าของเบอร์ด้วยซ้ำ
ตอนแรกๆที่เอาระบบ 911 มาใช้ งานรับแจ้งเหตุเป็นภาระที่แสนโหด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยแค่ไหน ก็ต้องบริการทั้งนั้น มิฉะนั้น สังคมและสื่อต่างๆจะร้องเรียนและรุมประณาม ไม่เพียงเท่านั้น ภาระของตำรวจสายตรวจที่ลาดตระเวนในพื้นที่ก็เพิ่มตามไปด้วย เคยทำงานสบายๆอยู่ดีๆ ก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เพราะต้องถูกส่งออกไปให้วิ่งรอกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง
ตอนขึ้นต้นเป็นการนำระบบ 911 มาช่วยงานบริการประชาชน แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นระบบที่บังคับตำรวจให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ ผลที่สุดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่กับทั้งตำรวจผู้ให้บริการ และประชาชนผู้รับบริการ เดี๋ยวนี้สหรัฐอเมริกาขาดระบบ 911 ไม่ได้เพราะกลายเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้ว
นาย ลี พี บราวน์ (Lee P. Brown) ซึ่งอดีตเคยเป็นหัวหน้าตำรวจในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในปี ค.ศ.1989 ว่า “….. ยากที่จะให้ตำรวจบริการที่มีคุณภาพ (the level and quality of services the community deserves) แก่ประชาชนได้ โดยปราศจากการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการส่งตำรวจออกปฏิบัติในพื้นที่ (computer-aided dispatch) คอมพิวเตอร์ในรถสายตรวจ ระบบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ระบบรายงานการทำผิดกฏหมายโดยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น....... ”
การพัฒนาเทคโนโลยีตำรวจที่น่าสนใจ
(ตาราง)
ความร่วมมือ
นโยบายรัฐบาลด้านความปลอดภัยของประชาชนข้อ 1 ยังไม่มีใครเร่งรัดดำเนินการ “จัดระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที” แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ประเทศไทยเราก็ยังไม่มีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแลเรื่องอาชญากรรม ในระดับผู้บริหารประเทศก็ยังแบ่งสรรอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไม่ลงตัว ยังไม่มีใครยกเรื่องประโยชน์ของบริการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ 191 ขึ้นมาพิจารณา คงต้องให้ประชาชนโทรไป รายการวิทยุ “ร่วมด้วยช่วยกัน”หรือ “จส.100” หรือ “สวพ.91” แล้ว ทางรายการค่อยแจ้งขอความช่วยเหลือตำรวจอีกทอดหนึ่ง
คนไทยเรารักกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน ก็ช่วยกันเองไปก่อน หน้าที่อย่างนี้ต้องเป็นงานของตำรวจ ทำใจเย็นๆรอดูไปก่อนดีไหม ให้อำนาจไปแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไร เดี๋ยวมีคนเอาอำนาจไปให้หน่วยอื่น ตำรวจจะเสียเวลาไปตามเอาคืนมาเปล่าๆ
หรือว่าในระหว่างรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ขอให้ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย ที่มองเห็นประโยชน์ ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรมช่วยเรียกร้องให้ยกระดับคุณภาพบริการจากตำรวจ แล้วก็สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผลตลอดจนภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และผู้ประกอบการทั้งหลาย ช่วยกันนำเสนอเทคโนโลยีหรือจัดหาระบบที่ว่านี้มาใช้บริการประชาชน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจกันหน่อยเถิดครับ
****************
ที่มาข้อมูล:
1. นโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 26 ก.พ.2544
2. เดลินิวส์ 3-4 มิ.ย.2545 หัวข้อข่าวหน้าหนึ่ง “ ตีแสกหน้าไทย ตร.-ยุติธรรม รองบ๊วยเอเชีย ” และ “ รับตำรวจเรียนน้อยเลยทุจริต ”
3. The Evolution and Development of Police Technology: National Institute of Justice 1998.
4. http://www.ipoll.th.org/article/police2001/police2001.htm
5. http://ems.fire2rescue.com/articles1.html
จัดระเบียบสังคมด้วยกล้องและระบบโทรทัศน์วงจรปิด
จัดระเบียบสังคมด้วยกล้องและระบบโทรทัศน์วงจรปิด
กรกฎาคม 2545
กล่าวนำ
ชั่วระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีข่าวคราวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับกล้องอยู่หลายเรื่อง เช่น
· กล้องตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้าได้ กล้องแอบถ่ายในห้องน้ำผู้หญิง ในห้องลองเสื้อในห้างดัง แอบถ่ายในโรงแรมม่านรูด ลานจอดรถ
· กล้องดักถ่ายภาพของนักข่าวไอทีวี กรณีส่วยทางด่วน แอบถ่ายบ่อนพนัน แอบถ่ายค่าเดินเอกสารของหน่วยราชการหน่วยไหนจำไม่ได้ ที่มีพิธีรีตองพวกเอกสารมากมายจนน่ารำคาญ
· กล้องจับภาพของห้าง กรณีหญิงแอบกินซาลาเปา
· กล้องแอบถ่ายนักการเมืองอินเดีย รับเงินสินบนจากบริษัทค้าอาวุธ
· กล้องแอบถ่ายข้าราชการไทยจำไม่ได้ว่าหน่วยใด รับเงินอะไรก็ไม่รู้ ออกอากาศทาง ไอทีวี
· กล้องบันทึกภาพคุณหมอ (ที่โดนข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง) เดินคู่กันหน้าห้าง ก่อนที่ภรรยาจะหายตัวไป
· ร้านขายทองจับภาพขณะที่คนร้ายต่อสู้กับตำรวจ
· ฯลฯ
เห็นหรือยังว่า กล้องถ่ายวิดิโอมีอานุภาพขนาดไหน ถ้าไม่ดักถ่าย คนทั้งประเทศจะมีบุญวาสนาได้เห็นแบ๊งก์ยี่สิบปลิวว่อนบนทางด่วนได้อย่างไร และถ้าไม่แอบถ่ายให้เห็นว่ากำลังแทงพนันกัน ใครจะไปเชื่อว่าว่ามีบ่อนอยู่กลางเมือง และ ฯลฯ ถ้าไม่มีภาพถ่ายวิดิโอมายืนยันกันจะจะ อย่างนี้ หัวหน้าหน่วยรับผิดชอบก็จะต้องเฉไฉ ปฏิเสธกันตามระเบียบ แล้วสังคมเราก็จะเป็นสังคมไร้ระเบียบ เป็นสังคม double standard
กล้องถ่ายวิดิโอนั้น นอกจากจะใช้งานในด้านบันเทิง หรือด้านสัปดนแล้ว เอามาใช้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้ ใช้วิธี “ฟ้องด้วยภาพ” อย่างนี้นี่แหละคือประโยชน์ของกล้องถ่ายวิดิโอที่เหมาะกับสังคมไทย เลิกโต้เถียง บ่ายเบี่ยง แกล้งโง่ แกล้งเซ่อกันเสียที เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มหาศาล เห็นหรือยัง นี่แหละคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถนำไปใช้ในการจัดระเบียบสังคม
ก่อนที่จะได้ภาพมาฟ้องกันได้ ต้องมีกล้องวิดิโอเสียก่อน จากนั้นก็ต้องมีการบันทึกภาพ บางสภาวะ เราถือกล้องถ่ายได้ตามใจเลย แต่บางสถานที่ เจ้าของเขาจะสงวนสิทธิ์ไม่ยอมให้ถ่าย เว้นแต่จะได้รับอนุญาต และยังมีบางสถานที่ที่เจ้าของไม่ยอมให้ถ่ายเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืน อาจ...?..ได้ สถานที่แบบนี้ เราต้องใช้เทคนิคฝีมือในการแอบถ่าย จับภาพสำคัญ ๆ โดยซ่อนกล้องไว้ แล้วต่อสัญญาณมาเข้าเครื่องบันทึกไว้ เทคนิคอย่างนี้ต้องใช้มืออาชีพ ก็รู้สึกว่าเทคนิคแอบถ่ายที่ว่านี้ เห็นมีออกอากาศอยู่ช่องเดียว น่าสงสัยจริงๆว่าทำไมโทรทัศน์ 6 ช่องที่เราดูฟรีกันทุกวัน มีทำเป็นอยู่ช่องเดียวได้ยังไง ช่องอื่นตั้งมาก่อนเขาไม่คิดทำหรือว่าทำไม่เป็น มันน่าแปลก!!
ปกติ สถานที่สาธารณะทั่วไป เจ้าของสามารถติดตั้งกล้องไว้หลายๆแห่ง โดยทำเป็นระบบโทรทัศน์วงจรปิด บันทึกภาพไว้เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ต้องการ
โทรทัศน์วงจรปิดคืออะไร
โทรทัศน์วงจรปิด ภาษาอังกฤษเรียกชื่อว่า Closed Circuit Television ย่อว่า CCTV เป็นระบบที่เอากล้องไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการถ่ายภาพไว้ แล้วต่อสายนำภาพเหล่านั้นมาให้เรามองเห็นได้อย่างสะดวก และส่วนมากก็บันทึกภาพนั้นๆไว้ด้วย สำหรับคำว่า “ วงจรปิด ” หมายถึง การที่ต่อสายเชื่อมระหว่างกล้องและโทรทัศน์เป็นแบบต่อกันตรงๆ เลย
ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ที่ว่านี้ก็มิได้เป็นระบบแปลกใหม่ทันสมัยเท่าไรนัก แต่ที่มาเป็นข่าวกันอยู่บ่อยขึ้นก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้กล้องมีราคาถูกลง ขนาดเล็กลง จะใช้เล่นหรือใช้งานก็สะดวกกว่าเดิม อีกหน่อยเอามาใส่ในโทรศัพท์มือถือหรือใส่นาฬิกา ปากกาให้เราใช้พกพาได้ คงทำให้สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
เพื่อเป็นพื้นฐาน ผู้เขียนได้แยกอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ในระบบโทรทัศน์วงจรปิดอย่างง่ายๆไว้ในบทความนี้
ประโยชน์ทั่วไปของระบบโทรทัศน์วงจรปิด
ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด มีมากมายมหาศาล เขียนตัวอย่างใช้งานได้เป็นร้อยๆ ตัวอย่าง จะลองยกตัวอย่างมาให้เห็นพอสังเขป ได้แก่
· เฝ้าดูการจราจรบนทางแยก , สะพาน , ทางด่วน ฯลฯ
· บันทึกภาพในเตาอบเพื่อวิเคราะห์สาเหตุบางอย่างในเตา
· ถ่ายทอดภาพการแข่งขันกีฬาออกมานอกสนาม
· ติดกล้องไว้ท้ายรถบางรุ่นเพื่อสะดวกในการถอยรถ
· ติดไว้ในลิฟท์เพื่อป้องกันเหตุร้าย
· ถ่ายภาพชีวิตสัตว์ป่าซาฟารีโดยติดกล้องไว้บนเฮลิคอปเตอร์วิทยุบังคับ
· ถ่ายภาพทางอากาศโดยติดกล้องบนบอลลูน
· ควบคุมการทำงานใน บริษัท หรือ โรงงาน
· รักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ
· ถ่ายภาพหมีแพนด้าหรือลิงอูรังอูตังคลอดลูกในสวนสัตว์
· สำรวจปริมาณการไหลของจราจรเพื่อเป็นข้อมูลในการก่อสร้างเส้นทาง
· ศึกษาวิจัยการมองเห็นแสงอินฟราเรดของปลาเงินปลาทอง
· ฯลฯ
ตัวอย่างการใช้มีอีกมากมาย แล้วแต่ความคิดในการสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ใช้ แต่ในที่นี้ จะขอกล่าวเฉพาะด้าน เฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยและควบคุมอาชญากรรม ข้อดีของระบบโทรทัศน์วงจรปิด เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป เช่น
· ในงานรักษาความปลอดภัย ช่วยให้ประหยัด และมีประสิทธิผลดีกว่า
· เฝ้าระวังได้ต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกในการปฏิบัติงาน
· ช่วยให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ป้องกันผู้บุกรุก ป้องกันอุบัติเหตุหรือ ไฟไหม้
· ป้องปรามโจรภัย เพราะเมื่อโจรมองเห็นกล้อง ก็มักจะเปลี่ยนใจไปที่อื่น
· เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน เพราะผู้ควบคุมสามารถเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด
· ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ป้องกันการทุจริต อู้งาน ฯลฯ
ทุกวันนี้ แทบจะเรียกได้ว่า ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำในการใช้ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ในด้านการเฝ้าระวัง และควบคุมอาชญากรรม ในทศวรรษที่ผ่านมา มีการลงทุนในกิจการดังกล่าวประมาณ 150-300 ล้านปอนด์ มีการติดตั้งกล้องราวๆ มากกว่า 3 แสนกล้อง (มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 - 20 ต่อปี) ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เช่น ศูนย์การค้า ย่านพักอาศัย อาคารที่จอดรถ ตลอดจนย่านธุรกิจ กับสถานที่สาธารณะที่สำคัญมากมาย ที่นี่เขาใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐเพื่อควบคุมอาชญากรรม และจัดระเบียบสังคม เนื่องจากสภาพแวดล้อมของประเทศ มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายสูง
สำหรับสถานที่เอกชน ก็ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ทั้งย่านคนรวยและย่านคนจนพักอาศัย เข้าใจว่าทีแรก ตั้งใจติดกล้องไว้เพื่อป้องปรามขโมย การดักทำร้าย และโจรกรรมรถยนต์ ปรากฏว่าได้ผลดี ต่อมา ก็เลยขยายผลนำมาใช้ในการจัดระเบียบสังคมด้วย เช่นรณรงค์ พฤติกรรมการทิ้งขยะไม่เลือกที่ ละเมิดกฏจราจร ปัสสาวะในที่สาธารณะ การทะเลาะวิวาท เมาสุรา การทำลายสิ่งของสาธารณะ ฯลฯ
ลดอาชญากรรมด้วยโทรทัศน์วงจรปิด
คงจำกันได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีบทความหนึ่งชื่อ “ จดหมายถึงนาย ” ซึ่งโด่งดังมาก ในเว็บ meechaithailand.com เสนอมุมมองของนาย “ ยามวิกาล ” เกี่ยวกับสังคมไทย ขอคัดลงมาให้อ่านอีกครั้ง
“ จดหมายถึงนาย ……
ภาพรวมของประเทศไทย: ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐาน มีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของคนชาตินี้ …….
……………..
ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติด อย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัดซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระ และพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม
……………. ”
อ่านแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ต้องไปเถียง และไม่ต้องไปยอมรับ แม้ปัจจุบัน บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ตามที เพราะต่อๆไป เราก็จะมีระเบียบกฏเกณฑ์กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นโชคของบ้านเมืองที่เราได้ ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ มาช่วยจัดระเบียบสังคมแล้ว ต่อไปสังคมไทยก็จะเป็น double standard น้อยลงๆ ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านบทความ “ คำตอบจากนาย ” ซึ่งเป็นภาคต่อมาของ“ จดหมายถึงนาย ” ขอคัดมาให้อ่านอีกที และช่วยกันภาวนาให้ท่านผู้นำท่านนี้เป็นตัวจริง และเป็นของแท้ ได้โอกาสอยู่ทำงานนี้นานๆ จนสำเร็จ
“ คำตอบจากนาย ……
เราชาวต่างประเทศ พึงระวังย่างก้าวของเรา 5 ประการ คือ (1) ระวังอย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ (2) เราควรเร่งให้คนไทยเข้าใจผิดว่าปัญหาเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขแล้ว (3) อย่าให้คนไทยสงสัยในผลของโลกาภิวัฒน์ (4) ระวังอย่าวิพากย์วิจารณ์ระบบราชการไทย ปล่อยให้เป็นเครื่องกัดกร่อนสังคมไทยไปเรื่อยๆ และ (5) พึงทดสอบความไม่อนาทรร้อนใจของผู้นำและคนไทยทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเจตนาแอบแฝงของเราชาวต่างชาติ
……………. ”
เพราะว่า ภาพๆ หนึ่ง มีความหมาย รายละเอียดที่สามารถอธิบายได้นับพันคำ ( A picture is worth a thousand words.) เมื่อภาพถูกบันทึกไว้ย่อมใช้เป็นหลักฐานได้ ลองพิจารณาตัวอย่างปัญหาต่อไปนี้
1. มีการก่ออาชญากรรมในสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น เช่นการก่อวินาศกรรมห้างร้าน สถานที่ราชการ, การโจรกรรมในที่จอดรถ, การจี้ ปล้นร้านค้า ธนาคาร, เหตุทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่มีประจักษ์พยานทำให้เพิ่มภาระการสืบสวนสอบสวน
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ ภาระการสอบสวนก็จะน้อยลง ไม่ต้องสอบพยานหลายปาก
2. มีการกระทำผิดบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอเพื่อป้องปรามหรือ ตรวจตราอย่างเข้มงวด ทำให้การบังคับใช้กฏหมายไม่เป็นผล เช่น การฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง การแซงในที่คับขัน
สมมติ ถ้าระดมเจ้าหน้าที่มาคอยนั่งเฝ้าแต่ละจุด ทุกๆจุด วันหนึ่งๆ ก็สิ้นเปลืองเกินเหตุ แต่ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยตรวจจับ หรือโดยหวังผลเพื่อเป็นการป้องปราม ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
3. การเปิดประเทศให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากร และคนร้ายข้ามชาติ มีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรมหรือในอนาคตอาจจะนำไปสู่การก่อการร้ายได้ อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอในการเฝ้าระวังสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะ
สมมติ ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง ร่วมด้วย ก็จะช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
4. คดีส่วนใหญ่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ยาก และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล แต่ประจักษ์พยานกลับคำให้การได้ ถ้าหากถูกอิทธิพลครอบงำ
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ พยานหลักฐานทางคดีเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่เหมือนพยานบุคคล ซึ่งต้องการการคุ้มครอง และบางครั้งกลับคำให้การเพราะกลัวอิทธิพล หรือกลัวเงิน (กลัวได้น้อยหรือกลัวไม่ได้?) นอกจากนี้ ยังตัดปัญหาการจับแพะ หรือปั้นพยานเท็จ
5. ในวงการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถ้าลองไปถามเจ้าหน้าที่ รปภ.หรือผู้จัดการฝ่าย รปภ.ว่าอยากได้เครื่องมืออะไรไว้ใช้งาน รปภ. เราจะได้คำตอบเดียวกันคือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ไม่ใช่ปืน วิทยุรับส่ง รถจักรยานยนต์ ) เหตุผล ก็คือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยให้สามารถทำงานสะดวก มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์จากห้องควบคุม สภาพแวดล้อมปลอดภัย ตรวจตราได้ทั่วถึง ป้องกันเหตุไฟไหม้และภัยอื่นๆ มีประสิทธิภาพในการบริหาร ลดการจ้างแรงงานยาม ฯลฯ
สมมติ ถ้าเป็นสถานที่ที่มีโอกาสเกิดอาชญากรรม แล้วไม่ใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง จะต้องจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปนั่งเฝ้าแบบเฝ้าหน้าร้านทองสักกี่คน จึงจะพอ
6. เรื่อง รปภ.อีกที คดีทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เกิดอยู่บ่อยๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นไม่รู้ใครเป็นใคร ทุกคนว่าตัวเองถูกทั้งนั้น นอกจากเหตุชุลมุนจะเป็นความยากในการสอบสวนแล้ว ยิ่งบางคดีมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ (แถมถือหาง) ฝ่ายตนด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ไปๆมาๆ ก็จะเลยเถิดให้กลายเป็นประเด็นการเมือง กลายเป็นศึกศักดิ์ศรีสถาบัน
สมมติ ถ้ามีระเบียบให้ รปภ.ในสถานบันเทิงบางประเภทมีการบันทึกภาพวิดิโอไว้ การโต้เถียง ขัดแย้ง ก็จะน้อยลง เพราะภาพมันจะฟ้องตัวเองได้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่กล้าให้สัมภาษณ์ (ตามที่ลูกน้องมาฟ้อง)
ประสพการณ์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิดในคดีต่างๆ
คดีลักทรัพย์ในห้าง เกิดขึ้นบ่อยมาก เกิดทุกประเทศ ถ้ามีกล้องคอยดักจับภาพคนขโมย แทบทุกรายจะยอมจำนน รับสารภาพ ไม่กล้าโต้เถียง เมื่อเห็นภาพของตัวเองกำลังขโมย จะเห็นว่า กรณีอย่างนี้ ภาพวิดิโอและของที่ขโมยใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คดีจบลงเร็ว
พยานหลักฐานที่ชัดเจนอย่างภาพวิดิโอนี้ เป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายลูกค้า และฝ่ายห้าง เพราะสามารถเชิญมาดูภาพวิดิโอได้ เป็นวิธีการที่นุ่มนวล ละมุนละม่อม ช่วยมิให้ต้องโต้เถียงกันในที่สาธารณะ ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะช่วยคนที่ขโมยของไม่ให้อับอายต่อผู้พบเห็น สำหรับฝ่ายห้างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะส่งไปให้ตำรวจดำเนินคดี หรือว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอน ภาพพจน์ของห้างนั้นก็จะไม่เสียหาย เพราะสังคมอาจเห็นว่าห้างไม่มีมนุษยธรรม ในกรณีที่คนขโมยเป็นคนที่น่าสงสารขโมยเพื่อประทังชีวิตตนและครอบครัว
ความจริง ภาพวิดิโอที่บันทึกไว้ไม่เพียงแต่จะแสดงภาพของอาชญากรเท่านั้น แต่ยังบันทึกสภาพเหตุการณ์ ณ เวลาที่เกิดเหตุด้วย เราสามารถย้อนกลับมาเมื่อใดก็ได้ ดูกี่ครั้งก็ได้ ยิ่งกว่านั้น ภาพวิดิโอยังช่วยให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เกิดอารมณ์ และระลึก ทบทวนความจำของเหตการณ์ ได้
มีสถิติที่น่าสนใจของต่างประเทศ จากการสำรวจห้างร้านทั้งเล็กใหญ่ จำนวน 54,000 ร้าน พบว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยลดการขโมยของในห้างลงไปถึงร้อยละ 90 คิดดูแล้ว ราคาของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็นับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าที่ถูกขโมยที่ลดลง
ในหลายประเทศ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องมือปราบและปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิผลมาก (effective tool for crime detection and deterence) ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการสืบสวน สอบสวน และเป็นแนวทางในการดำเนินคดี
ในด้านการจัดระเบียบจราจร ที่ประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย เขาติดตั้งกล้องตรวจจับคนขับรถเร็วไว้บนจุดสำคัญๆที่มักมีอุบัติเหตุ มีทั้งซ่อนไว้ ทั้งเปิดเผย วัตถุประสงค์มิใช่เพื่อจับกุมคนขับรถเร็ว แต่เพื่อปรับพฤติกรรมให้ขับรถช้าลงเพื่อลดอุบัติเหตุ ปรากฏว่า สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลงไปมาก แต่ก่อนเขาใช้กล้องแบบฟิล์มธรรมดา เกิดปัญหา คือพอฟิล์มหมด นักขับก็เหยียบกันสนั่น เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปใช้กล้องแบบดิจิตอล ให้ส่งภาพมาทางสายโทรศัพท์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที ไม่ต้องรอล้างหรือใส่ฟิล์ม สถิติจากกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว ที่อังกฤษ ในปี 1996 ประมาณ 2.6 แสนคดี จากจำนวนกล้องทั้งหมดประมาณ 1500 กล้อง มีรายงานขั้นต้นบอกว่าสถิติคนตายและบาดเจ็บสาหัสเพราะอุบัติเหตุในบริเวณที่ติดตั้งกล้องไว้ลดลงไปราวร้อยละ 47 ภายใน 3 ปีนับตั้งแต่ติดตั้งใช้งาน และรายงานเดียวกันนั้นยังบอกด้วยว่า คนขับรถส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคือลดความเร็วลง นอกจากนี้ เงินค่าปรับที่ได้ก็มากเกินพอที่จะใช้จ่ายดูแลบำรุงรักษาระบบกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว
ในประเทศอังกฤษ ภาครัฐ (โดยตำรวจ) ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิด มาใช้ติดตั้งเฝ้าระวังในที่สาธารณะหลายแห่ง โดยสามารถสอดส่าย ก้มเงย ซูมและถ่ายในที่มืดได้ แม้กระทั่งในย่านพักอาศัยและย่านโคมแดง (red light area) นอกจากนี้ ในภาคเอกชน ก็ได้มีการนำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาติดตั้งในที่สาธารณะ เพื่อเฝ้าระวังทรัพย์สินของตนด้วย เช่น ตู้โทรศัพท์ ตู้เอทีเอ็มกดเงิน ในรถเมล์ รถโดยสาร รถไฟ แท็กซี่ ทางเข้าออก ฯลฯ บางแห่ง บางกรณี ตำรวจก็แนะนำให้เหยื่อเคราะห์ร้าย เช่นเด็กรับใช้ ที่ถูกทารุณหรือโดนทุบตี (victims of domestic violence) ซ่อนกล้องเพื่อแอบถ่ายในบ้านพักอาศัยของตน
ความจริงแล้วทีแรก เขาตั้งใจเอาระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ขู่ไล่ (deter) ขโมย โจร คนร้าย แต่ต่อมาได้ขยายผลไปใช้ปราบพฤติกรรมฝ่าฝืนระเบียบ (anti-social behavior) เช่น ทิ้งขยะไม่เลือกที่ (littering) ปัสสาวะในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนกฏจราจร เมาสุราอาละวาด หลีกเลี่ยงไม่เสียค่าจอดรถ (evading meters in town parking lots) ฯลฯ
ผลที่ได้รับหลังจากติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็คือ ที่เมืองหนึ่งในสก๊อตแลนด์ อาชญากรรมลดลงไป ร้อยละ 75 สำหรับบางเมือง อาชญากรรมในย่านอุตสาหกรรม ลดลงเล็กน้อย แต่อาชญากรรมในอาคารจอดรถลดลงถึงร้อยละ 90 ในรายงานบอกว่า ไม่เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่จะชอบ เพราะไปไหนมาไหนได้ รู้สึกปลอดภัย แม้แต่คนร้ายก็ยังชอบ เพราะว่าตนสามารถอ้างพยานหลักฐานที่อยู่ของตนจากกล้องว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธ์
ความจริงแล้ว ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยป้องปราม (deter) อาชญากรรมประเภทที่ต้องรอโอกาส กระทำผิด (opportunistic crime) ฉะนั้น ถ้าเราปิดโอกาสที่จะกระทำผิดได้ง่ายๆเสียให้หมด จำนวนคนที่จะกลายเป็นอาชญากรก็จะลดลง
ทั้งๆที่มีข้อมูลสถิติและตรรกะ มากมายขนาดนี้ ก็ยังมีนักวิชาการหลายคนไม่เห็นด้วย เหตุผลก็คือ ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ และการถ่ายภาพถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย นอกจากนี้ ยังเคยมีรายงานที่ดิสเครดิตว่ากล้องไร้ประสิทธิผลอีกด้วย คือที่ติดตั้งไว้ส่วนมากใช้งานไม่ได้ผล อาชญากรรมไม่ได้ลดลงจริง แต่ย้ายไปที่อื่น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ ย่านธุรกิจ ย่านคนมีเงิน มักจะมีระบบโทรทัศน์วงจรปิดติดตั้งเฝ้าระวัง แต่ย่านคนจน ย่านสลัม ไม่มี ก็เลยสรุปได้ว่า อาชญากรรมถูกผลักดันจากย่านคนเงินมากไปยังย่านคนเงินน้อย เขาเถียงอย่างนี้ คือ “เขาไม่เชื่อว่าถ้าคุณติดกล้องไว้ทั้งเมืองละก็ โจรจะเลิกประกอบอาชญากรรมแล้วไปหางานทำ ” แปลว่า โจรเลิกอาชีพจริงหรือย้ายที่ทำกิน กันแน่ ? แนวคิดนี้น่าสนใจเหมือนกัน เพราะปรากฏว่าบริษัทประกันยินดีลดเบี้ยประกันภัยให้ร้อยละ 30 ถ้าเจ้าของบ้านยอมลงทุนติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด แปลว่า เจ้าของบ้านจ่ายเงินเพื่อให้โจรไปหากินไกลๆบ้าน ?
ความร่วมมือ
มีข้อมูลสถิติ มากมายชี้ให้เห็นว่า ตั้งกล้องไว้ที่ไหน อาชญากรรมลดลงที่นั่น ไม่มีใครโง่ทำผิดต่อหน้ากล้องให้ถูกบันทึกไว้ สรุปได้ว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นระบบที่ดีที่สุดเพื่อการป้องปราม และตรวจสอบ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ถ้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอาชญากรรม โดยแบ่งเบาภาระบางส่วน คือ แทนที่จะต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ก็หันไปใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องทุ่นแรง ดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้น การเกิดอาชญากรรมจะลดลง หรือเมื่อเกิดแล้วการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี จะง่ายขึ้น
ถ้าจะจัดระเบียบสังคม ต้องใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือจัดระเบียบ และเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่สะอาด ปลอดเชื้อ และทรงประสิทธิภาพ แหลมคม ใช้ผ่าตัดสังคม อย่างได้ผล ถ้าเครื่องมือนี้ ยังสกปรกติดเชื้อ สังคมจะยิ่งเละเทะหนักขึ้นไปอีก
ขออย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นปัญหาสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม (อย่างที่นายยามวิกาลว่าไว้) เลย เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ จัดระเบียบสังคมให้น่าอยู่ เพราะถ้าขืนปล่อยให้ตำรวจทำอยู่ฝ่ายเดียว ก็จะปล่อยให้อยู่สังคมเดิมๆที่ไร้ระเบียบอย่างนี้แหละ แล้วอย่ามาบ่นให้ได้ยินกัน
***********************
ที่มาข้อมูล
http://www.cctv-information.co.uk
http://www.telegraph.co.uk/
http://www.privacyinternational.org/issues/cctv/cctv_faq.html
กรกฎาคม 2545
กล่าวนำ
ชั่วระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีข่าวคราวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับกล้องอยู่หลายเรื่อง เช่น
· กล้องตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้าได้ กล้องแอบถ่ายในห้องน้ำผู้หญิง ในห้องลองเสื้อในห้างดัง แอบถ่ายในโรงแรมม่านรูด ลานจอดรถ
· กล้องดักถ่ายภาพของนักข่าวไอทีวี กรณีส่วยทางด่วน แอบถ่ายบ่อนพนัน แอบถ่ายค่าเดินเอกสารของหน่วยราชการหน่วยไหนจำไม่ได้ ที่มีพิธีรีตองพวกเอกสารมากมายจนน่ารำคาญ
· กล้องจับภาพของห้าง กรณีหญิงแอบกินซาลาเปา
· กล้องแอบถ่ายนักการเมืองอินเดีย รับเงินสินบนจากบริษัทค้าอาวุธ
· กล้องแอบถ่ายข้าราชการไทยจำไม่ได้ว่าหน่วยใด รับเงินอะไรก็ไม่รู้ ออกอากาศทาง ไอทีวี
· กล้องบันทึกภาพคุณหมอ (ที่โดนข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง) เดินคู่กันหน้าห้าง ก่อนที่ภรรยาจะหายตัวไป
· ร้านขายทองจับภาพขณะที่คนร้ายต่อสู้กับตำรวจ
· ฯลฯ
เห็นหรือยังว่า กล้องถ่ายวิดิโอมีอานุภาพขนาดไหน ถ้าไม่ดักถ่าย คนทั้งประเทศจะมีบุญวาสนาได้เห็นแบ๊งก์ยี่สิบปลิวว่อนบนทางด่วนได้อย่างไร และถ้าไม่แอบถ่ายให้เห็นว่ากำลังแทงพนันกัน ใครจะไปเชื่อว่าว่ามีบ่อนอยู่กลางเมือง และ ฯลฯ ถ้าไม่มีภาพถ่ายวิดิโอมายืนยันกันจะจะ อย่างนี้ หัวหน้าหน่วยรับผิดชอบก็จะต้องเฉไฉ ปฏิเสธกันตามระเบียบ แล้วสังคมเราก็จะเป็นสังคมไร้ระเบียบ เป็นสังคม double standard
กล้องถ่ายวิดิโอนั้น นอกจากจะใช้งานในด้านบันเทิง หรือด้านสัปดนแล้ว เอามาใช้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้ ใช้วิธี “ฟ้องด้วยภาพ” อย่างนี้นี่แหละคือประโยชน์ของกล้องถ่ายวิดิโอที่เหมาะกับสังคมไทย เลิกโต้เถียง บ่ายเบี่ยง แกล้งโง่ แกล้งเซ่อกันเสียที เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มหาศาล เห็นหรือยัง นี่แหละคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถนำไปใช้ในการจัดระเบียบสังคม
ก่อนที่จะได้ภาพมาฟ้องกันได้ ต้องมีกล้องวิดิโอเสียก่อน จากนั้นก็ต้องมีการบันทึกภาพ บางสภาวะ เราถือกล้องถ่ายได้ตามใจเลย แต่บางสถานที่ เจ้าของเขาจะสงวนสิทธิ์ไม่ยอมให้ถ่าย เว้นแต่จะได้รับอนุญาต และยังมีบางสถานที่ที่เจ้าของไม่ยอมให้ถ่ายเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืน อาจ...?..ได้ สถานที่แบบนี้ เราต้องใช้เทคนิคฝีมือในการแอบถ่าย จับภาพสำคัญ ๆ โดยซ่อนกล้องไว้ แล้วต่อสัญญาณมาเข้าเครื่องบันทึกไว้ เทคนิคอย่างนี้ต้องใช้มืออาชีพ ก็รู้สึกว่าเทคนิคแอบถ่ายที่ว่านี้ เห็นมีออกอากาศอยู่ช่องเดียว น่าสงสัยจริงๆว่าทำไมโทรทัศน์ 6 ช่องที่เราดูฟรีกันทุกวัน มีทำเป็นอยู่ช่องเดียวได้ยังไง ช่องอื่นตั้งมาก่อนเขาไม่คิดทำหรือว่าทำไม่เป็น มันน่าแปลก!!
ปกติ สถานที่สาธารณะทั่วไป เจ้าของสามารถติดตั้งกล้องไว้หลายๆแห่ง โดยทำเป็นระบบโทรทัศน์วงจรปิด บันทึกภาพไว้เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ต้องการ
โทรทัศน์วงจรปิดคืออะไร
โทรทัศน์วงจรปิด ภาษาอังกฤษเรียกชื่อว่า Closed Circuit Television ย่อว่า CCTV เป็นระบบที่เอากล้องไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการถ่ายภาพไว้ แล้วต่อสายนำภาพเหล่านั้นมาให้เรามองเห็นได้อย่างสะดวก และส่วนมากก็บันทึกภาพนั้นๆไว้ด้วย สำหรับคำว่า “ วงจรปิด ” หมายถึง การที่ต่อสายเชื่อมระหว่างกล้องและโทรทัศน์เป็นแบบต่อกันตรงๆ เลย
ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ที่ว่านี้ก็มิได้เป็นระบบแปลกใหม่ทันสมัยเท่าไรนัก แต่ที่มาเป็นข่าวกันอยู่บ่อยขึ้นก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้กล้องมีราคาถูกลง ขนาดเล็กลง จะใช้เล่นหรือใช้งานก็สะดวกกว่าเดิม อีกหน่อยเอามาใส่ในโทรศัพท์มือถือหรือใส่นาฬิกา ปากกาให้เราใช้พกพาได้ คงทำให้สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
เพื่อเป็นพื้นฐาน ผู้เขียนได้แยกอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ในระบบโทรทัศน์วงจรปิดอย่างง่ายๆไว้ในบทความนี้
ประโยชน์ทั่วไปของระบบโทรทัศน์วงจรปิด
ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด มีมากมายมหาศาล เขียนตัวอย่างใช้งานได้เป็นร้อยๆ ตัวอย่าง จะลองยกตัวอย่างมาให้เห็นพอสังเขป ได้แก่
· เฝ้าดูการจราจรบนทางแยก , สะพาน , ทางด่วน ฯลฯ
· บันทึกภาพในเตาอบเพื่อวิเคราะห์สาเหตุบางอย่างในเตา
· ถ่ายทอดภาพการแข่งขันกีฬาออกมานอกสนาม
· ติดกล้องไว้ท้ายรถบางรุ่นเพื่อสะดวกในการถอยรถ
· ติดไว้ในลิฟท์เพื่อป้องกันเหตุร้าย
· ถ่ายภาพชีวิตสัตว์ป่าซาฟารีโดยติดกล้องไว้บนเฮลิคอปเตอร์วิทยุบังคับ
· ถ่ายภาพทางอากาศโดยติดกล้องบนบอลลูน
· ควบคุมการทำงานใน บริษัท หรือ โรงงาน
· รักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ
· ถ่ายภาพหมีแพนด้าหรือลิงอูรังอูตังคลอดลูกในสวนสัตว์
· สำรวจปริมาณการไหลของจราจรเพื่อเป็นข้อมูลในการก่อสร้างเส้นทาง
· ศึกษาวิจัยการมองเห็นแสงอินฟราเรดของปลาเงินปลาทอง
· ฯลฯ
ตัวอย่างการใช้มีอีกมากมาย แล้วแต่ความคิดในการสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ใช้ แต่ในที่นี้ จะขอกล่าวเฉพาะด้าน เฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยและควบคุมอาชญากรรม ข้อดีของระบบโทรทัศน์วงจรปิด เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป เช่น
· ในงานรักษาความปลอดภัย ช่วยให้ประหยัด และมีประสิทธิผลดีกว่า
· เฝ้าระวังได้ต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกในการปฏิบัติงาน
· ช่วยให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ป้องกันผู้บุกรุก ป้องกันอุบัติเหตุหรือ ไฟไหม้
· ป้องปรามโจรภัย เพราะเมื่อโจรมองเห็นกล้อง ก็มักจะเปลี่ยนใจไปที่อื่น
· เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน เพราะผู้ควบคุมสามารถเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด
· ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ป้องกันการทุจริต อู้งาน ฯลฯ
ทุกวันนี้ แทบจะเรียกได้ว่า ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำในการใช้ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ในด้านการเฝ้าระวัง และควบคุมอาชญากรรม ในทศวรรษที่ผ่านมา มีการลงทุนในกิจการดังกล่าวประมาณ 150-300 ล้านปอนด์ มีการติดตั้งกล้องราวๆ มากกว่า 3 แสนกล้อง (มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 - 20 ต่อปี) ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เช่น ศูนย์การค้า ย่านพักอาศัย อาคารที่จอดรถ ตลอดจนย่านธุรกิจ กับสถานที่สาธารณะที่สำคัญมากมาย ที่นี่เขาใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐเพื่อควบคุมอาชญากรรม และจัดระเบียบสังคม เนื่องจากสภาพแวดล้อมของประเทศ มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายสูง
สำหรับสถานที่เอกชน ก็ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ทั้งย่านคนรวยและย่านคนจนพักอาศัย เข้าใจว่าทีแรก ตั้งใจติดกล้องไว้เพื่อป้องปรามขโมย การดักทำร้าย และโจรกรรมรถยนต์ ปรากฏว่าได้ผลดี ต่อมา ก็เลยขยายผลนำมาใช้ในการจัดระเบียบสังคมด้วย เช่นรณรงค์ พฤติกรรมการทิ้งขยะไม่เลือกที่ ละเมิดกฏจราจร ปัสสาวะในที่สาธารณะ การทะเลาะวิวาท เมาสุรา การทำลายสิ่งของสาธารณะ ฯลฯ
ลดอาชญากรรมด้วยโทรทัศน์วงจรปิด
คงจำกันได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีบทความหนึ่งชื่อ “ จดหมายถึงนาย ” ซึ่งโด่งดังมาก ในเว็บ meechaithailand.com เสนอมุมมองของนาย “ ยามวิกาล ” เกี่ยวกับสังคมไทย ขอคัดลงมาให้อ่านอีกครั้ง
“ จดหมายถึงนาย ……
ภาพรวมของประเทศไทย: ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐาน มีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของคนชาตินี้ …….
……………..
ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติด อย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัดซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระ และพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม
……………. ”
อ่านแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ต้องไปเถียง และไม่ต้องไปยอมรับ แม้ปัจจุบัน บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ตามที เพราะต่อๆไป เราก็จะมีระเบียบกฏเกณฑ์กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นโชคของบ้านเมืองที่เราได้ ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ มาช่วยจัดระเบียบสังคมแล้ว ต่อไปสังคมไทยก็จะเป็น double standard น้อยลงๆ ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านบทความ “ คำตอบจากนาย ” ซึ่งเป็นภาคต่อมาของ“ จดหมายถึงนาย ” ขอคัดมาให้อ่านอีกที และช่วยกันภาวนาให้ท่านผู้นำท่านนี้เป็นตัวจริง และเป็นของแท้ ได้โอกาสอยู่ทำงานนี้นานๆ จนสำเร็จ
“ คำตอบจากนาย ……
เราชาวต่างประเทศ พึงระวังย่างก้าวของเรา 5 ประการ คือ (1) ระวังอย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ (2) เราควรเร่งให้คนไทยเข้าใจผิดว่าปัญหาเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขแล้ว (3) อย่าให้คนไทยสงสัยในผลของโลกาภิวัฒน์ (4) ระวังอย่าวิพากย์วิจารณ์ระบบราชการไทย ปล่อยให้เป็นเครื่องกัดกร่อนสังคมไทยไปเรื่อยๆ และ (5) พึงทดสอบความไม่อนาทรร้อนใจของผู้นำและคนไทยทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเจตนาแอบแฝงของเราชาวต่างชาติ
……………. ”
เพราะว่า ภาพๆ หนึ่ง มีความหมาย รายละเอียดที่สามารถอธิบายได้นับพันคำ ( A picture is worth a thousand words.) เมื่อภาพถูกบันทึกไว้ย่อมใช้เป็นหลักฐานได้ ลองพิจารณาตัวอย่างปัญหาต่อไปนี้
1. มีการก่ออาชญากรรมในสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น เช่นการก่อวินาศกรรมห้างร้าน สถานที่ราชการ, การโจรกรรมในที่จอดรถ, การจี้ ปล้นร้านค้า ธนาคาร, เหตุทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่มีประจักษ์พยานทำให้เพิ่มภาระการสืบสวนสอบสวน
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ ภาระการสอบสวนก็จะน้อยลง ไม่ต้องสอบพยานหลายปาก
2. มีการกระทำผิดบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอเพื่อป้องปรามหรือ ตรวจตราอย่างเข้มงวด ทำให้การบังคับใช้กฏหมายไม่เป็นผล เช่น การฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง การแซงในที่คับขัน
สมมติ ถ้าระดมเจ้าหน้าที่มาคอยนั่งเฝ้าแต่ละจุด ทุกๆจุด วันหนึ่งๆ ก็สิ้นเปลืองเกินเหตุ แต่ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยตรวจจับ หรือโดยหวังผลเพื่อเป็นการป้องปราม ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
3. การเปิดประเทศให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากร และคนร้ายข้ามชาติ มีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรมหรือในอนาคตอาจจะนำไปสู่การก่อการร้ายได้ อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอในการเฝ้าระวังสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะ
สมมติ ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง ร่วมด้วย ก็จะช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
4. คดีส่วนใหญ่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ยาก และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล แต่ประจักษ์พยานกลับคำให้การได้ ถ้าหากถูกอิทธิพลครอบงำ
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ พยานหลักฐานทางคดีเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่เหมือนพยานบุคคล ซึ่งต้องการการคุ้มครอง และบางครั้งกลับคำให้การเพราะกลัวอิทธิพล หรือกลัวเงิน (กลัวได้น้อยหรือกลัวไม่ได้?) นอกจากนี้ ยังตัดปัญหาการจับแพะ หรือปั้นพยานเท็จ
5. ในวงการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถ้าลองไปถามเจ้าหน้าที่ รปภ.หรือผู้จัดการฝ่าย รปภ.ว่าอยากได้เครื่องมืออะไรไว้ใช้งาน รปภ. เราจะได้คำตอบเดียวกันคือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ไม่ใช่ปืน วิทยุรับส่ง รถจักรยานยนต์ ) เหตุผล ก็คือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยให้สามารถทำงานสะดวก มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์จากห้องควบคุม สภาพแวดล้อมปลอดภัย ตรวจตราได้ทั่วถึง ป้องกันเหตุไฟไหม้และภัยอื่นๆ มีประสิทธิภาพในการบริหาร ลดการจ้างแรงงานยาม ฯลฯ
สมมติ ถ้าเป็นสถานที่ที่มีโอกาสเกิดอาชญากรรม แล้วไม่ใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง จะต้องจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปนั่งเฝ้าแบบเฝ้าหน้าร้านทองสักกี่คน จึงจะพอ
6. เรื่อง รปภ.อีกที คดีทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เกิดอยู่บ่อยๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นไม่รู้ใครเป็นใคร ทุกคนว่าตัวเองถูกทั้งนั้น นอกจากเหตุชุลมุนจะเป็นความยากในการสอบสวนแล้ว ยิ่งบางคดีมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ (แถมถือหาง) ฝ่ายตนด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ไปๆมาๆ ก็จะเลยเถิดให้กลายเป็นประเด็นการเมือง กลายเป็นศึกศักดิ์ศรีสถาบัน
สมมติ ถ้ามีระเบียบให้ รปภ.ในสถานบันเทิงบางประเภทมีการบันทึกภาพวิดิโอไว้ การโต้เถียง ขัดแย้ง ก็จะน้อยลง เพราะภาพมันจะฟ้องตัวเองได้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่กล้าให้สัมภาษณ์ (ตามที่ลูกน้องมาฟ้อง)
ประสพการณ์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิดในคดีต่างๆ
คดีลักทรัพย์ในห้าง เกิดขึ้นบ่อยมาก เกิดทุกประเทศ ถ้ามีกล้องคอยดักจับภาพคนขโมย แทบทุกรายจะยอมจำนน รับสารภาพ ไม่กล้าโต้เถียง เมื่อเห็นภาพของตัวเองกำลังขโมย จะเห็นว่า กรณีอย่างนี้ ภาพวิดิโอและของที่ขโมยใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คดีจบลงเร็ว
พยานหลักฐานที่ชัดเจนอย่างภาพวิดิโอนี้ เป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายลูกค้า และฝ่ายห้าง เพราะสามารถเชิญมาดูภาพวิดิโอได้ เป็นวิธีการที่นุ่มนวล ละมุนละม่อม ช่วยมิให้ต้องโต้เถียงกันในที่สาธารณะ ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะช่วยคนที่ขโมยของไม่ให้อับอายต่อผู้พบเห็น สำหรับฝ่ายห้างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะส่งไปให้ตำรวจดำเนินคดี หรือว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอน ภาพพจน์ของห้างนั้นก็จะไม่เสียหาย เพราะสังคมอาจเห็นว่าห้างไม่มีมนุษยธรรม ในกรณีที่คนขโมยเป็นคนที่น่าสงสารขโมยเพื่อประทังชีวิตตนและครอบครัว
ความจริง ภาพวิดิโอที่บันทึกไว้ไม่เพียงแต่จะแสดงภาพของอาชญากรเท่านั้น แต่ยังบันทึกสภาพเหตุการณ์ ณ เวลาที่เกิดเหตุด้วย เราสามารถย้อนกลับมาเมื่อใดก็ได้ ดูกี่ครั้งก็ได้ ยิ่งกว่านั้น ภาพวิดิโอยังช่วยให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เกิดอารมณ์ และระลึก ทบทวนความจำของเหตการณ์ ได้
มีสถิติที่น่าสนใจของต่างประเทศ จากการสำรวจห้างร้านทั้งเล็กใหญ่ จำนวน 54,000 ร้าน พบว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยลดการขโมยของในห้างลงไปถึงร้อยละ 90 คิดดูแล้ว ราคาของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็นับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าที่ถูกขโมยที่ลดลง
ในหลายประเทศ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องมือปราบและปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิผลมาก (effective tool for crime detection and deterence) ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการสืบสวน สอบสวน และเป็นแนวทางในการดำเนินคดี
ในด้านการจัดระเบียบจราจร ที่ประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย เขาติดตั้งกล้องตรวจจับคนขับรถเร็วไว้บนจุดสำคัญๆที่มักมีอุบัติเหตุ มีทั้งซ่อนไว้ ทั้งเปิดเผย วัตถุประสงค์มิใช่เพื่อจับกุมคนขับรถเร็ว แต่เพื่อปรับพฤติกรรมให้ขับรถช้าลงเพื่อลดอุบัติเหตุ ปรากฏว่า สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลงไปมาก แต่ก่อนเขาใช้กล้องแบบฟิล์มธรรมดา เกิดปัญหา คือพอฟิล์มหมด นักขับก็เหยียบกันสนั่น เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปใช้กล้องแบบดิจิตอล ให้ส่งภาพมาทางสายโทรศัพท์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที ไม่ต้องรอล้างหรือใส่ฟิล์ม สถิติจากกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว ที่อังกฤษ ในปี 1996 ประมาณ 2.6 แสนคดี จากจำนวนกล้องทั้งหมดประมาณ 1500 กล้อง มีรายงานขั้นต้นบอกว่าสถิติคนตายและบาดเจ็บสาหัสเพราะอุบัติเหตุในบริเวณที่ติดตั้งกล้องไว้ลดลงไปราวร้อยละ 47 ภายใน 3 ปีนับตั้งแต่ติดตั้งใช้งาน และรายงานเดียวกันนั้นยังบอกด้วยว่า คนขับรถส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคือลดความเร็วลง นอกจากนี้ เงินค่าปรับที่ได้ก็มากเกินพอที่จะใช้จ่ายดูแลบำรุงรักษาระบบกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว
ในประเทศอังกฤษ ภาครัฐ (โดยตำรวจ) ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิด มาใช้ติดตั้งเฝ้าระวังในที่สาธารณะหลายแห่ง โดยสามารถสอดส่าย ก้มเงย ซูมและถ่ายในที่มืดได้ แม้กระทั่งในย่านพักอาศัยและย่านโคมแดง (red light area) นอกจากนี้ ในภาคเอกชน ก็ได้มีการนำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาติดตั้งในที่สาธารณะ เพื่อเฝ้าระวังทรัพย์สินของตนด้วย เช่น ตู้โทรศัพท์ ตู้เอทีเอ็มกดเงิน ในรถเมล์ รถโดยสาร รถไฟ แท็กซี่ ทางเข้าออก ฯลฯ บางแห่ง บางกรณี ตำรวจก็แนะนำให้เหยื่อเคราะห์ร้าย เช่นเด็กรับใช้ ที่ถูกทารุณหรือโดนทุบตี (victims of domestic violence) ซ่อนกล้องเพื่อแอบถ่ายในบ้านพักอาศัยของตน
ความจริงแล้วทีแรก เขาตั้งใจเอาระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ขู่ไล่ (deter) ขโมย โจร คนร้าย แต่ต่อมาได้ขยายผลไปใช้ปราบพฤติกรรมฝ่าฝืนระเบียบ (anti-social behavior) เช่น ทิ้งขยะไม่เลือกที่ (littering) ปัสสาวะในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนกฏจราจร เมาสุราอาละวาด หลีกเลี่ยงไม่เสียค่าจอดรถ (evading meters in town parking lots) ฯลฯ
ผลที่ได้รับหลังจากติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็คือ ที่เมืองหนึ่งในสก๊อตแลนด์ อาชญากรรมลดลงไป ร้อยละ 75 สำหรับบางเมือง อาชญากรรมในย่านอุตสาหกรรม ลดลงเล็กน้อย แต่อาชญากรรมในอาคารจอดรถลดลงถึงร้อยละ 90 ในรายงานบอกว่า ไม่เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่จะชอบ เพราะไปไหนมาไหนได้ รู้สึกปลอดภัย แม้แต่คนร้ายก็ยังชอบ เพราะว่าตนสามารถอ้างพยานหลักฐานที่อยู่ของตนจากกล้องว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธ์
ความจริงแล้ว ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยป้องปราม (deter) อาชญากรรมประเภทที่ต้องรอโอกาส กระทำผิด (opportunistic crime) ฉะนั้น ถ้าเราปิดโอกาสที่จะกระทำผิดได้ง่ายๆเสียให้หมด จำนวนคนที่จะกลายเป็นอาชญากรก็จะลดลง
ทั้งๆที่มีข้อมูลสถิติและตรรกะ มากมายขนาดนี้ ก็ยังมีนักวิชาการหลายคนไม่เห็นด้วย เหตุผลก็คือ ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ และการถ่ายภาพถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย นอกจากนี้ ยังเคยมีรายงานที่ดิสเครดิตว่ากล้องไร้ประสิทธิผลอีกด้วย คือที่ติดตั้งไว้ส่วนมากใช้งานไม่ได้ผล อาชญากรรมไม่ได้ลดลงจริง แต่ย้ายไปที่อื่น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ ย่านธุรกิจ ย่านคนมีเงิน มักจะมีระบบโทรทัศน์วงจรปิดติดตั้งเฝ้าระวัง แต่ย่านคนจน ย่านสลัม ไม่มี ก็เลยสรุปได้ว่า อาชญากรรมถูกผลักดันจากย่านคนเงินมากไปยังย่านคนเงินน้อย เขาเถียงอย่างนี้ คือ “เขาไม่เชื่อว่าถ้าคุณติดกล้องไว้ทั้งเมืองละก็ โจรจะเลิกประกอบอาชญากรรมแล้วไปหางานทำ ” แปลว่า โจรเลิกอาชีพจริงหรือย้ายที่ทำกิน กันแน่ ? แนวคิดนี้น่าสนใจเหมือนกัน เพราะปรากฏว่าบริษัทประกันยินดีลดเบี้ยประกันภัยให้ร้อยละ 30 ถ้าเจ้าของบ้านยอมลงทุนติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด แปลว่า เจ้าของบ้านจ่ายเงินเพื่อให้โจรไปหากินไกลๆบ้าน ?
ความร่วมมือ
มีข้อมูลสถิติ มากมายชี้ให้เห็นว่า ตั้งกล้องไว้ที่ไหน อาชญากรรมลดลงที่นั่น ไม่มีใครโง่ทำผิดต่อหน้ากล้องให้ถูกบันทึกไว้ สรุปได้ว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นระบบที่ดีที่สุดเพื่อการป้องปราม และตรวจสอบ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ถ้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอาชญากรรม โดยแบ่งเบาภาระบางส่วน คือ แทนที่จะต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ก็หันไปใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องทุ่นแรง ดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้น การเกิดอาชญากรรมจะลดลง หรือเมื่อเกิดแล้วการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี จะง่ายขึ้น
ถ้าจะจัดระเบียบสังคม ต้องใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือจัดระเบียบ และเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่สะอาด ปลอดเชื้อ และทรงประสิทธิภาพ แหลมคม ใช้ผ่าตัดสังคม อย่างได้ผล ถ้าเครื่องมือนี้ ยังสกปรกติดเชื้อ สังคมจะยิ่งเละเทะหนักขึ้นไปอีก
ขออย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นปัญหาสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม (อย่างที่นายยามวิกาลว่าไว้) เลย เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ จัดระเบียบสังคมให้น่าอยู่ เพราะถ้าขืนปล่อยให้ตำรวจทำอยู่ฝ่ายเดียว ก็จะปล่อยให้อยู่สังคมเดิมๆที่ไร้ระเบียบอย่างนี้แหละ แล้วอย่ามาบ่นให้ได้ยินกัน
***********************
ที่มาข้อมูล
http://www.cctv-information.co.uk
http://www.telegraph.co.uk/
http://www.privacyinternational.org/issues/cctv/cctv_faq.html
Friday, September 28, 2007
มาเติมมารยาทให้สังคมไทยกันเถิด
มาเติมมารยาทให้สังคมไทยกันเถิด
สิงหาคม 2550
นับตั้งแต่มนุษย์เรารู้จักเอาพลังงานมาใช้ประโยชน์ ไฟฟ้าทำให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายมากขึ้น น้ำมันช่วยให้เราเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตอิสระ อยู่กันห่างๆ เหมือนในอดีตก็น้อยลง เราต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆกัน ความห่างกันจะน้อยลงๆ วิถีชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนไป มนุษย์เราจึงต้องใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่าเดิม
การที่เรามาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอนโดเดียวกัน ซอยเดียวกัน อาคารเดียวกัน ที่ทำงานเดียวกัน ไปเดินช็อปปิ้งในห้างเดียวกัน ดูหนังโรงเดียวกัน กินข้าวร้านเดียวกัน ทำให้เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของบางอย่างร่วมกัน เช่น ถนน ที่จอดรถ ลิฟท์ บันได บันไดเลื่อน รถไฟฟ้า รถโดยสาร รถเมล์ ทางเท้า ส้วมสาธารณะ สนามเล่นกีฬา ห้องออกกำลังกาย เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสาธารณะหรือเสมือนสาธารณะนั่นเอง
ของบางอย่าง (เช่น หาบเร่ แผงลอยบนทางเท้า รุกล้ำที่สาธารณะริมคลอง ) เมื่อไม่ควบคุม ปล่อยปละละเลยให้ใช้กันจนกระทั่ง ผิดกฎหมายกลายเป็นถูก หรือไม่ก็ผ่อนผันยอมให้บ้าง ของบางอย่าง เช่นโทรศัพท์มือถือแม้จะเป็นของส่วนตัว แต่ก็ควรใช้ให้ถูกกาละเทศะ บางเวลาบางสถานที่ควรงดใช้ เพราะเป็นการรบกวนผู้อื่น
สมบัติผู้ดี
มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาเขาก็มีการถ่ายทอด อบรมสั่งสอนวิธีการอยู่ร่วมกันในสังคมแตกต่างกันออกไป มีกฎ กติกา มารยาท มีระเบียบ หรือวัฒนธรรม ในการใช้สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันในชีวิตประจำวันหลายๆอย่าง
เมื่อสัก 50 ปีที่ผ่านมา จำได้ว่ามีการสอนเกี่ยวกับมารยาท อยู่ในหลักสูตรวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และอ้างอิงหนังสือสมบัติผู้ดี แต่เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ยังมีหรือไม่ แปลกเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ สอนได้เฉพาะตอนเด็กๆ ถ้าขืนสอนตอนที่โตๆกันแล้ว มีโอกาสเสี่ยงถูกชกปาก หรือไม่ก็โกรธกันไปเลย
ความจริงหนังสือเล่มนี้ คงจะเคยมีปรับปรุงมาบ้าง แต่น่าจะได้ปรับปรุงให้เข้ากับสมัยปัจจุบันแล้วพิมพ์แจกจ่าย จะเปลี่ยนชื่อให้เก๋กว่าชื่อเดิมก็ได้ ถ้ากลัวว่าแจกหนังสือสมบัติผู้ดีแล้ว ความรู้สึกของผู้รับแจกอาจจะเหมือนถูกด่าทางอ้อม
ครับ ทั้งหลายทั้งปวงก็มีสาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ คือ ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีมารยาท ไม่มีน้ำใจ
น้ำใจคนไทย
เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 หนังสือชื่อดัง "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" ออกสำรวจ 35 ประเทศทั่วโลก เพื่อดูว่าคนทั่วโลกมีมารยาทแค่ไหน ผลการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีมารยาทและน้ำใจในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่....ปรากฎว่า
เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุด โดยกรุงเทพฯ ได้คะแนนรวมจากการทดสอบอยู่ที่ร้อยละ 45 เป็นอันดับ 25 จาก 35 ประเทศ
และเมื่อเดือน มกราคม 2548 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สื่อในประเทศนอร์ดิก อันประกอบด้วย นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุดจากมหันตภัยสึนามิ เต็มไปด้วยเรื่องราวชื่นชมคนไทยจากปากของพลเมืองทั้ง 3 ประเทศที่รอดชีวิตกลับไปบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวไทยที่ช่วยกันแบกนักท่องเที่ยว ที่บาดเจ็บไปที่ปลอดภัย พร้อมให้ที่พัก อาหาร และแม้แต่เงินแก่ผู้ประสบภัย ........สถานทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์ม ก็เต็มไปด้วยโทรสาร โทรศัพท์ และอีเมลแสดงความขอบคุณ สำหรับความช่วยเหลือที่คนไทยมีให้นักท่องเที่ยวสวีเดน
อ่านแล้วยังงงๆ ว่าน้ำใจคนไทยในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะแตกต่างกันขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่า "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" เขามีวิธีสำรวจอย่างไร แต่ที่แน่ๆ “สยามเมืองยิ้ม” คงจะยิ้มไม่เท่ากันทั้งประเทศแล้วละครับ ต้องตามล่าหาความจริงว่าน้ำใจคนไทยที่กรุงเทพฯแห้งหายไปจริงไหม
รณรงค์ในสิงคโปร์
ผู้เขียนเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมา ก็เลยพอทราบว่า ภาษาญี่ปุ่นเขามีการใช้ไวยากรณ์พิเศษเพื่อแสดงถึงความสุภาพและความเป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจากภาษาตะวันตก
สังคมญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหลายระดับ กล่าวคือ คนหนึ่งมีสถานะสูงกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยที่มากำหนด อาทิ หน้าที่การงาน อายุ ประสบการณ์ และสถานะทางจิตใจ (ผู้คนจะเรียกร้องให้สุภาพต่อกัน) ผู้ที่มีวุฒิน้อยกว่าจะใช้ภาษาที่สุภาพ ขณะที่ผู้ที่มีวุฒิสูงกว่าอาจใช้ภาษาที่เรียบง่าย ผู้ที่ไม่รู้จักกันมาก่อนจะใช้ภาษาสุภาพต่อกัน เด็กเล็กมักไม่ใช้ภาษาสุภาพจนกว่าจะเป็นวัยรุ่น เมื่อโตขึ้น พวกเขาจะพูดภาษาที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ผู้เขียนเคยไปอบรมอยู่สิงคโปร์มาสัก 2 เดือน ช่วงนั้นเห็นเขารณรงค์เกี่ยวกับ “courtesy” พอดี (courtesy หมายถึง ความสุภาพอ่อนโยน ความเอื้อเฟื้อ มารยาท) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979-2000 รวมใช้เวลารณรงค์นานถึง 22 ปี คิดว่าน่าสนใจ และคงจะได้ผลดี ไม่งั้นคงไม่ทำต่อเนื่องหลายปี (ไม่แน่ใจว่าเขาจะแข่งกับสยามเมืองยิ้มหรือเปล่า ) ฝากให้ดูโดยผู้เขียนขอแปลเป็นไทยคำ courtesy คำเดียว
========

========
สำหรับพี่ไทย ผมนึกไม่ออกว่า มีรณรงค์เรื่องน้ำใจ หรือมารยาท ทำนองนี้ ในระดับชาติหรือไม่ เมื่อไร ....ถ้าไม่นับเรื่องรณรงค์บริจาคเงินสิ่งของนะครับ อาจจะมีเรื่องการเข้าคิว (ไม่แน่ใจ ....ความจำผมอาจจะเลอะเลือน) เดี๋ยวนี้รัฐบาลนิยมประกาศ “วาระแห่งชาติ” คงต้องรอดูกันว่าจะมีรณรงค์เรื่องวัฒนธรรมอะไรบ้าง
ขับไม่โทร
สิ่งของทางเทคโนโลยีใหม่ เห็นจะเป็นโทรศัพท์มือถือ กับอินเทอร์เน็ต โลกทุกวันนี้ มนุษย์เราพูดคุยกันและติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น
ประเทศเรา แค่ “ขับไม่โทร” ก็ยังคิดกันไม่ได้ว่าควรจะบังคับเป็นกฎหมาย แล้วคิดกันไม่ออกว่าถ้าขับรถมือเดียวและพูดไปด้วย มันทำให้ความสามารถการขับขี่เสียไปและยังทำให้ผู้อื่นเสี่ยงอันตรายด้วย (ถ้ามีอุปกรณ์ช่วยถือ เช่น แฮนด์ฟรี ก็ยังพอทน)
ถ้าใครคิดว่าโทรแล้ว สมาธิขับรถยังดีอยู่ ขอให้ลองเดินโทรข้ามถนนหรือลองขี่มอเตอร์ไซด์ทดสอบสมาธิดูหน่อย
มารยาทบนอินเทอร์เน็ต
ความจริงการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ชาวเน็ตเขารู้ว่าทุกเว็บมีกฎกติกามารยาท ที่เรียกว่า “netiquette” กันอยู่แล้ว และยังมีมาตรการลงโทษทางเน็ต คอยควบคุมกันอยู่ด้วย แต่ก็ไม่วายจะมีพวก “เกรียน” ร่วมก่อกวน
เกรียน เป็นศัพท์สแลงแทนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต บุคคลกลุ่มนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง
ยังมีพวกอื่นที่ใช้เวทีไซเบอร์ ในการแก้แค้นในเรื่องส่วนตัว โดยโฆษณา เผยแพร่ด้วยข้อความ หรือ รูปภาพ ทำให้คู่กรณีเสียหาย คดีหมิ่นประมาทประเภทนี้ (internet libels) นับวันจะยิ่งมากขึ้น เพราะทำแล้วได้ผลทันใจ และสะใจ
ยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันเช่นนี้ การใช้ถ้อยคำโดยพูดหรือใช้ข้อความกล่าวใส่ความกันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วแต่ว่าใครจะขุดเรื่องมาด่าเก่งกว่า บางคดี ด่าอยู่ฝ่ายเดียวก็มี
Agree to disagree (เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง)
คงเคยได้ยินฝรั่งบอกว่า “ Want to avoid a fight? Don’t talk about politics or religion!” คือ อย่าพูดเรื่องการเมืองหรือศาสนา เดี๋ยวจะทะเลาะกัน ผู้เขียนไม่เคยเชื่อ เพราะคนไทยรับฟังได้ทุกเรื่อง ถือคติว่า “ถึงเราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่” .....สงสัยจะไม่จริงแล้ว เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้ไม่ยอมง่ายๆ ถ้ารับไม่ได้ล่ะก็ ขอทะเลาะไม่เลิก
หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะเจอคนไทยเราจะแบ่งฝ่ายกันชัดอย่างนี้ เหลียวซ้ายขวาดูคนข้างๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน เป็นสถานการณ์ที่ใครไม่ไว้ใจใคร เรามักจะยึดติดว่า “ถ้าคิดเห็นไม่เหมือนกันถือว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน” ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ประเทศโดยส่วนรวมคงจะแย่
ต่อไปนี้ เราต้องยอมรับว่าคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ครับแม้แต่ในบ้านเดียวกันยังมีความเห็นต่างกันเลย แล้วครอบครัวก็ยังอยู่ร่วมกันได้ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย
สังคมไทยยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ และต้องสามารถนำความแตกต่างมาพูดกันในที่เปิดเผยอย่างสุภาพได้
มารยาทช่วยได้
มารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกใบนี้ ก็เพราะมารยาทนี่แหละ...ที่ทำให้คนเราปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพอ่อนโยน ฉะนั้นเราควรสอนมารยาทเสียตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทำให้เด็กเห็นตัวอย่างและเอาเหตุการณ์นั้นๆมายกย่อง ชมเชยว่าดี สมควรเอาเป็นแบบอย่าง
แม้แต่ตอน “ดีเบต” ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนได้ แต่ในระหว่างดีเบต ก็แสดงความเคารพในความเห็น (แม้จะแตกต่าง) ของกันและกัน เมื่อจบดีเบต ก็แสดงมารยาทดีต่อกัน
ในยามนี้ นี่แหละครับ นับว่าเหมาะที่สุด ยามที่เราต้องการความสมานฉันท์ ต่อไปเราคงจะมีจัด “ดีเบต” มากขึ้น จัดให้สมานฉันท์ ให้สังคมเห็นว่าเราสามารถ “เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง” อย่าจัดแล้วทำให้คนไทยยิ่งแตกแยกกันหนักเข้าไปอีก แต่ละฝ่ายก็เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม (role model) ได้อยู่แล้ว ภาพของความมีมารยาทดีต่อกันจะมีผลดีต่อประเทศไทย
จริงๆนะครับ สังคมไหนไม่มีความเกรงใจกัน ไม่สุภาพอ่อนโยน และไม่มีความเอื้อเฟื้อกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน สังคมนั้นไม่น่าอยู่หรอกครับ
สิงหาคม 2550
นับตั้งแต่มนุษย์เรารู้จักเอาพลังงานมาใช้ประโยชน์ ไฟฟ้าทำให้ชีวิตของพวกเราสะดวกสบายมากขึ้น น้ำมันช่วยให้เราเดินทางไปมาหาสู่กันมากขึ้น โอกาสที่จะมีชีวิตอิสระ อยู่กันห่างๆ เหมือนในอดีตก็น้อยลง เราต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้ๆกัน ความห่างกันจะน้อยลงๆ วิถีชีวิตสมัยใหม่เปลี่ยนไป มนุษย์เราจึงต้องใช้ชีวิตร่วมกันมากกว่าเดิม
การที่เรามาอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน คอนโดเดียวกัน ซอยเดียวกัน อาคารเดียวกัน ที่ทำงานเดียวกัน ไปเดินช็อปปิ้งในห้างเดียวกัน ดูหนังโรงเดียวกัน กินข้าวร้านเดียวกัน ทำให้เราจำเป็นต้องใช้สิ่งของบางอย่างร่วมกัน เช่น ถนน ที่จอดรถ ลิฟท์ บันได บันไดเลื่อน รถไฟฟ้า รถโดยสาร รถเมล์ ทางเท้า ส้วมสาธารณะ สนามเล่นกีฬา ห้องออกกำลังกาย เป็นต้น ทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เป็นสาธารณะหรือเสมือนสาธารณะนั่นเอง
ของบางอย่าง (เช่น หาบเร่ แผงลอยบนทางเท้า รุกล้ำที่สาธารณะริมคลอง ) เมื่อไม่ควบคุม ปล่อยปละละเลยให้ใช้กันจนกระทั่ง ผิดกฎหมายกลายเป็นถูก หรือไม่ก็ผ่อนผันยอมให้บ้าง ของบางอย่าง เช่นโทรศัพท์มือถือแม้จะเป็นของส่วนตัว แต่ก็ควรใช้ให้ถูกกาละเทศะ บางเวลาบางสถานที่ควรงดใช้ เพราะเป็นการรบกวนผู้อื่น
สมบัติผู้ดี
มนุษย์ทุกชาติ ทุกภาษาเขาก็มีการถ่ายทอด อบรมสั่งสอนวิธีการอยู่ร่วมกันในสังคมแตกต่างกันออกไป มีกฎ กติกา มารยาท มีระเบียบ หรือวัฒนธรรม ในการใช้สิ่งของที่ต้องใช้ร่วมกันในชีวิตประจำวันหลายๆอย่าง
เมื่อสัก 50 ปีที่ผ่านมา จำได้ว่ามีการสอนเกี่ยวกับมารยาท อยู่ในหลักสูตรวิชาหน้าที่พลเมือง ศีลธรรม และอ้างอิงหนังสือสมบัติผู้ดี แต่เดี๋ยวนี้ ไม่รู้ยังมีหรือไม่ แปลกเหมือนกัน เรื่องพวกนี้ สอนได้เฉพาะตอนเด็กๆ ถ้าขืนสอนตอนที่โตๆกันแล้ว มีโอกาสเสี่ยงถูกชกปาก หรือไม่ก็โกรธกันไปเลย
ความจริงหนังสือเล่มนี้ คงจะเคยมีปรับปรุงมาบ้าง แต่น่าจะได้ปรับปรุงให้เข้ากับสมัยปัจจุบันแล้วพิมพ์แจกจ่าย จะเปลี่ยนชื่อให้เก๋กว่าชื่อเดิมก็ได้ ถ้ากลัวว่าแจกหนังสือสมบัติผู้ดีแล้ว ความรู้สึกของผู้รับแจกอาจจะเหมือนถูกด่าทางอ้อม
ครับ ทั้งหลายทั้งปวงก็มีสาเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ คือ ไม่มีความเกรงใจ ไม่มีมารยาท ไม่มีน้ำใจ
น้ำใจคนไทย
เมื่อเดือนมิถุนายน 2549 หนังสือชื่อดัง "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" ออกสำรวจ 35 ประเทศทั่วโลก เพื่อดูว่าคนทั่วโลกมีมารยาทแค่ไหน ผลการสำรวจพบว่าส่วนใหญ่ยังคงมีมารยาทและน้ำใจในเกณฑ์ที่น่าพอใจ แต่....ปรากฎว่า
เอเชียเป็นภูมิภาคที่ได้คะแนนต่ำที่สุด โดยกรุงเทพฯ ได้คะแนนรวมจากการทดสอบอยู่ที่ร้อยละ 45 เป็นอันดับ 25 จาก 35 ประเทศ
และเมื่อเดือน มกราคม 2548 สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานว่า สื่อในประเทศนอร์ดิก อันประกอบด้วย นอร์เวย์ ฟินแลนด์ และสวีเดน ซึ่งได้รับผลกระทบหนักสุดจากมหันตภัยสึนามิ เต็มไปด้วยเรื่องราวชื่นชมคนไทยจากปากของพลเมืองทั้ง 3 ประเทศที่รอดชีวิตกลับไปบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชาวไทยที่ช่วยกันแบกนักท่องเที่ยว ที่บาดเจ็บไปที่ปลอดภัย พร้อมให้ที่พัก อาหาร และแม้แต่เงินแก่ผู้ประสบภัย ........สถานทูตไทยในกรุงสตอกโฮล์ม ก็เต็มไปด้วยโทรสาร โทรศัพท์ และอีเมลแสดงความขอบคุณ สำหรับความช่วยเหลือที่คนไทยมีให้นักท่องเที่ยวสวีเดน
อ่านแล้วยังงงๆ ว่าน้ำใจคนไทยในกรุงเทพฯ กับต่างจังหวัดจะแตกต่างกันขนาดนั้น ผมไม่รู้ว่า "รีดเดอร์ส ไดเจสท์" เขามีวิธีสำรวจอย่างไร แต่ที่แน่ๆ “สยามเมืองยิ้ม” คงจะยิ้มไม่เท่ากันทั้งประเทศแล้วละครับ ต้องตามล่าหาความจริงว่าน้ำใจคนไทยที่กรุงเทพฯแห้งหายไปจริงไหม
รณรงค์ในสิงคโปร์
ผู้เขียนเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมา ก็เลยพอทราบว่า ภาษาญี่ปุ่นเขามีการใช้ไวยากรณ์พิเศษเพื่อแสดงถึงความสุภาพและความเป็นทางการ ซึ่งแตกต่างจากภาษาตะวันตก
สังคมญี่ปุ่นมีความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในหลายระดับ กล่าวคือ คนหนึ่งมีสถานะสูงกว่าอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีปัจจัยที่มากำหนด อาทิ หน้าที่การงาน อายุ ประสบการณ์ และสถานะทางจิตใจ (ผู้คนจะเรียกร้องให้สุภาพต่อกัน) ผู้ที่มีวุฒิน้อยกว่าจะใช้ภาษาที่สุภาพ ขณะที่ผู้ที่มีวุฒิสูงกว่าอาจใช้ภาษาที่เรียบง่าย ผู้ที่ไม่รู้จักกันมาก่อนจะใช้ภาษาสุภาพต่อกัน เด็กเล็กมักไม่ใช้ภาษาสุภาพจนกว่าจะเป็นวัยรุ่น เมื่อโตขึ้น พวกเขาจะพูดภาษาที่เป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
ผู้เขียนเคยไปอบรมอยู่สิงคโปร์มาสัก 2 เดือน ช่วงนั้นเห็นเขารณรงค์เกี่ยวกับ “courtesy” พอดี (courtesy หมายถึง ความสุภาพอ่อนโยน ความเอื้อเฟื้อ มารยาท) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1979-2000 รวมใช้เวลารณรงค์นานถึง 22 ปี คิดว่าน่าสนใจ และคงจะได้ผลดี ไม่งั้นคงไม่ทำต่อเนื่องหลายปี (ไม่แน่ใจว่าเขาจะแข่งกับสยามเมืองยิ้มหรือเปล่า ) ฝากให้ดูโดยผู้เขียนขอแปลเป็นไทยคำ courtesy คำเดียว
========

========
สำหรับพี่ไทย ผมนึกไม่ออกว่า มีรณรงค์เรื่องน้ำใจ หรือมารยาท ทำนองนี้ ในระดับชาติหรือไม่ เมื่อไร ....ถ้าไม่นับเรื่องรณรงค์บริจาคเงินสิ่งของนะครับ อาจจะมีเรื่องการเข้าคิว (ไม่แน่ใจ ....ความจำผมอาจจะเลอะเลือน) เดี๋ยวนี้รัฐบาลนิยมประกาศ “วาระแห่งชาติ” คงต้องรอดูกันว่าจะมีรณรงค์เรื่องวัฒนธรรมอะไรบ้าง
ขับไม่โทร
สิ่งของทางเทคโนโลยีใหม่ เห็นจะเป็นโทรศัพท์มือถือ กับอินเทอร์เน็ต โลกทุกวันนี้ มนุษย์เราพูดคุยกันและติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น
ประเทศเรา แค่ “ขับไม่โทร” ก็ยังคิดกันไม่ได้ว่าควรจะบังคับเป็นกฎหมาย แล้วคิดกันไม่ออกว่าถ้าขับรถมือเดียวและพูดไปด้วย มันทำให้ความสามารถการขับขี่เสียไปและยังทำให้ผู้อื่นเสี่ยงอันตรายด้วย (ถ้ามีอุปกรณ์ช่วยถือ เช่น แฮนด์ฟรี ก็ยังพอทน)
ถ้าใครคิดว่าโทรแล้ว สมาธิขับรถยังดีอยู่ ขอให้ลองเดินโทรข้ามถนนหรือลองขี่มอเตอร์ไซด์ทดสอบสมาธิดูหน่อย
มารยาทบนอินเทอร์เน็ต
ความจริงการใช้อินเทอร์เน็ตนั้น ชาวเน็ตเขารู้ว่าทุกเว็บมีกฎกติกามารยาท ที่เรียกว่า “netiquette” กันอยู่แล้ว และยังมีมาตรการลงโทษทางเน็ต คอยควบคุมกันอยู่ด้วย แต่ก็ไม่วายจะมีพวก “เกรียน” ร่วมก่อกวน
เกรียน เป็นศัพท์สแลงแทนบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ก่อกวน ไร้เหตุผล หรือคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางของสังคมอินเทอร์เน็ต บุคคลกลุ่มนี้จะใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผลหรือการวิเคราะห์ไตร่ตรอง
ยังมีพวกอื่นที่ใช้เวทีไซเบอร์ ในการแก้แค้นในเรื่องส่วนตัว โดยโฆษณา เผยแพร่ด้วยข้อความ หรือ รูปภาพ ทำให้คู่กรณีเสียหาย คดีหมิ่นประมาทประเภทนี้ (internet libels) นับวันจะยิ่งมากขึ้น เพราะทำแล้วได้ผลทันใจ และสะใจ
ยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันเช่นนี้ การใช้ถ้อยคำโดยพูดหรือใช้ข้อความกล่าวใส่ความกันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วแต่ว่าใครจะขุดเรื่องมาด่าเก่งกว่า บางคดี ด่าอยู่ฝ่ายเดียวก็มี
Agree to disagree (เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง)
คงเคยได้ยินฝรั่งบอกว่า “ Want to avoid a fight? Don’t talk about politics or religion!” คือ อย่าพูดเรื่องการเมืองหรือศาสนา เดี๋ยวจะทะเลาะกัน ผู้เขียนไม่เคยเชื่อ เพราะคนไทยรับฟังได้ทุกเรื่อง ถือคติว่า “ถึงเราไม่เชื่อ เราก็ไม่ลบหลู่” .....สงสัยจะไม่จริงแล้ว เพราะคนไทยเดี๋ยวนี้ไม่ยอมง่ายๆ ถ้ารับไม่ได้ล่ะก็ ขอทะเลาะไม่เลิก
หลายคนคงนึกไม่ถึงว่าจะเจอคนไทยเราจะแบ่งฝ่ายกันชัดอย่างนี้ เหลียวซ้ายขวาดูคนข้างๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเขาอยู่ฝ่ายไหน เป็นสถานการณ์ที่ใครไม่ไว้ใจใคร เรามักจะยึดติดว่า “ถ้าคิดเห็นไม่เหมือนกันถือว่าไม่ใช่พวกเดียวกัน” ถ้าปล่อยให้สถานการณ์เป็นแบบนี้ ประเทศโดยส่วนรวมคงจะแย่
ต่อไปนี้ เราต้องยอมรับว่าคนมีความคิดเห็นแตกต่างกันได้ ครับแม้แต่ในบ้านเดียวกันยังมีความเห็นต่างกันเลย แล้วครอบครัวก็ยังอยู่ร่วมกันได้ ไม่เห็นจะเป็นไรเลย
สังคมไทยยังจะมีการเปลี่ยนแปลงอีกหลายอย่าง จำเป็นที่เราจะต้องยอมรับว่าไม่สามารถหลีกเลี่ยงความคิดเห็นที่แตกต่างกันได้ และต้องสามารถนำความแตกต่างมาพูดกันในที่เปิดเผยอย่างสุภาพได้
มารยาทช่วยได้
มารยาทเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในโลกใบนี้ ก็เพราะมารยาทนี่แหละ...ที่ทำให้คนเราปฏิบัติต่อกันอย่างสุภาพอ่อนโยน ฉะนั้นเราควรสอนมารยาทเสียตั้งแต่ตอนเด็กๆ ทำให้เด็กเห็นตัวอย่างและเอาเหตุการณ์นั้นๆมายกย่อง ชมเชยว่าดี สมควรเอาเป็นแบบอย่าง
แม้แต่ตอน “ดีเบต” ทั้งสองฝ่ายต่างแสดงความเห็นอย่างเผ็ดร้อนได้ แต่ในระหว่างดีเบต ก็แสดงความเคารพในความเห็น (แม้จะแตกต่าง) ของกันและกัน เมื่อจบดีเบต ก็แสดงมารยาทดีต่อกัน
ในยามนี้ นี่แหละครับ นับว่าเหมาะที่สุด ยามที่เราต้องการความสมานฉันท์ ต่อไปเราคงจะมีจัด “ดีเบต” มากขึ้น จัดให้สมานฉันท์ ให้สังคมเห็นว่าเราสามารถ “เห็นพ้องกันบนความเห็นที่แตกต่าง” อย่าจัดแล้วทำให้คนไทยยิ่งแตกแยกกันหนักเข้าไปอีก แต่ละฝ่ายก็เป็นบุคคลสาธารณะ เป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม (role model) ได้อยู่แล้ว ภาพของความมีมารยาทดีต่อกันจะมีผลดีต่อประเทศไทย
จริงๆนะครับ สังคมไหนไม่มีความเกรงใจกัน ไม่สุภาพอ่อนโยน และไม่มีความเอื้อเฟื้อกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวัน สังคมนั้นไม่น่าอยู่หรอกครับ
Subscribe to:
Posts (Atom)