Welcome to my blog!

Hi Everyone! Enjoy!
Showing posts with label อินเตอร์เน็ต. Show all posts
Showing posts with label อินเตอร์เน็ต. Show all posts

Monday, October 22, 2007

ตำรวจไทยกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ตำรวจไทยกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

12 ต.ค. 2550

นับตั้งแต่ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ 2550 ประกาศราชกิจจาฯ เมื่อ 18 มิ.ย. 2550 และให้มีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 30 วัน ก็เกิดความตื่นตระหนกกันอยู่พักหนึ่งเป็นธรรมดา โดยเฉพาะผู้ประกอบการและประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ เพราะยังไม่รู้ชัดเจนว่าถูกกระทบอะไร ต้องทำอะไรบ้าง ก็ย่อมเกรงกลัวว่าจะได้รับโทษตามกฎหมาย

ภาครัฐก็มีความโกลาหลพอสมควร เพราะต้องสร้างความชัดเจน ในส่วนที่ต้องปฏิบัติเพื่อบังคับใช้กฎหมาย 30 มาตรานี้ ทราบมาว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ตรวจแก้ไขกันหลายรอบ สัก 4-5 ปี กว่าจะผ่านมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพราะการทำกฏหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมีความยุ่งยากมาก

ตั้งศูนย์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ตำรวจได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเป็น ศูนย์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ปี 2547 ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า HIGH-TECH CRIME CENTER ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่เพียง 4-5 คน เพื่อรองรับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางเทคโนโลยี สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายคอมพิวเตอร์ การดำเนินคดีต่างๆจึงอาศัยกฎหมายที่มีอยู่บังคับใช้ ซึ่งมีอุปสรรคในการทำงานพอสมควร เนื่องจากการกระทำหรือละเมิดบางอย่าง กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าเป็นการกระทำผิด

ต่อมา 30 มิ.ย. 2548 ตำรวจจึงได้จัดตั้ง ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี ขึ้น เพื่อให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนให้ตำรวจที่เป็นหน่วยปฏิบัติสามารถดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนด้านเทคนิค ในการสืบสวน ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน ฯลฯ และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

แนวโน้มการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์สูงขึ้น

อธิบายอย่างง่าย ๆ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หมายถึงการใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีในการกระทำผิด อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้กันมากในประเทศไทยเรา มีอยู่ 2 อย่างคือคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ไอพอด กล้องวงจรปิด เครื่องบันทึกเสียง กล้องบันทึกภาพวิดิโอ อุปกรณ์รูดบัตรเครดิต ฯลฯ ในอนาคตอาจจะมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นอีก ในยุคดิจิตอลนี้ อุปกรณ์เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ระบบดิจิตอล เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้แทบทั้งหมด

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (โดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต) และทางโทรศัพท์มือถือ มีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความยากในการระบุตัวคนที่ทำผิด อย่างไรก็ดี แม้เราจะไม่รู้ตัว ไม่เห็นหน้าคนร้ายในขณะกระทำผิด แต่ก็ยังใช้เทคนิคการสืบสวนทางคอมพิวเตอร์ พอติดตามคนร้ายได้

ในบทความนี้ จะขอกล่าวเฉพาะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เนื่องจากมีปริมาณมากและกระทบสังคมกว้างขวางกว่า สำหรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น จะขอยกไปในโอกาสต่อไป

ข่าวสารบนเว็บ

ในบรรดาสื่อทั้งหลาย อินเตอร์เน็ตนับเป็นสื่อสาธารณะใหม่ที่สุด (สื่อโบราณที่สุด คือหนังสือพิมพ์) ข้อมูลข่าวสารบนเว็บนั้นมีทุกอย่าง บางคนเรียกว่าเป็นห้องสมุดโลก

การท่องอินเตอร์เน็ต ก็คือการเข้าไปอ่านข้อมูลข่าวสาร แต่ไม่เหมือนอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ เพราะข่าวสารบนเว็บเป็นข่าวสารที่ไม่มีระบบการตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จ ส่วนใหญ่ไม่มี บ.ก.ไม่มีระบุแหล่งข่าว ไม่มีอ้างอิง จึงไม่มีผู้รับผิดชอบในการนำเสนอข่าวสาร แม้จะมีกฎหมายคอยควบคุมเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อข่าวสารนั้น แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยทันการ เนื่องจากข่าวแพร่กระจายไวเหลือเกิน

เพราะในยุคนี้ข้อมูลข่าวสารมีอำนาจมาก พลังของมันสามารถทำสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยบางอย่างก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมาก นอกจากนี้เคยมีการตรวจพบว่าขบวนการก่อการร้ายติดต่อสื่อสารกัน เพื่อวางแผนในเหตุการณ์ 9/11 ทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้วิธีซ่อนข้อมูลไว้ในแฟ้มภาพ (steganography)

นอกจากเสนอข่าวสารบนเว็บแล้ว ยังมีการเสนอสินค้าและบริการ จึงมีการทำธุรกิจบนเว็บด้วย ธุรกิจต่างๆบนเว็บมีทั้งสีขาว สีดำและสีเทา ปะปนกันอยู่

รู้ทันสื่อ (Media Literacy)

ทุกวันนี้ มนุษย์เราเสพสื่อกันจนสำลักข้อมูลข่าวสารกันแล้ว สำหรับประเทศไทยเรา สื่อก็แข่งขันกันอย่างหนัก ผู้เขียนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมสื่อจึงแข่งขันกันเสนอแต่ “ ข่าวร้าย ” มากกว่า “ ข่าวดี ”

อิทธิพลของสื่อนั้นมีมากจริงๆ สื่อจะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อสังคม ไม่ใช่อยู่ที่คนทำสื่อเท่านั้น คนบริโภคสื่อก็ต้องฉลาดบริโภคด้วย เรื่องการรู้ทันสื่อนี้ต้องสั่งสอนอบรมกันตั้งแต่ยังเด็กๆ คงต้องสอนกันใหม่เลย เพราะคนไทยที่เชื่ออะไรง่ายๆคงลืมหลักกาลามสูตร ของพุทธศาสนากันไปแล้ว

การที่ประชาชนสามารถรู้ทันสื่อได้ แสดงว่าคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ฉะนั้นการสอนให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อได้ ย่อมเป็นการส่งเสริมให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (freedom of expression) ต่อๆไปการเซ็นเซอร์ข่าวสารก็มีความจำเป็นน้อยลง อีกทั้งการประนาม หรือบอยคอตต์ก็จะลดลงด้วย

คดีหมิ่นประมาทบนเว็บ

ปัจจุบัน คดีหมิ่นประมาทบนเว็บ (internet libel) โดยส่งอีเมล หรือโพสท์ข้อความบนเว็บสาธารณะ มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดว่าคงเป็นเพราะการกระทำผิดแบบนี้ทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก และได้ผลพอสมควร ผิดกับการหมิ่นประมาทในสมัยก่อน กว่าจะร่างบัตรสนเท่ห์ พิมพ์ดีด ตรวจแก้เอกสาร พับใส่ซอง ติดแสตมป์ จะมีเวลาคิดไตร่ตรองอยู่นานทีเดียว แต่บนเว็บแค่กดปุ่ม ก็ส่งไปในพริบตา แก้ไขหรือถอนไม่ทันแล้ว

เว็บก็กลายเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับระบายความอึดอัดของกลุ่มคนบางกลุ่มที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คนหมิ่นได้ระบาย ถ้าคนถูกหมิ่นรับได้ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าจี้จุดสำคัญจนรับไม่ได้ ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่า ประกาศด้วยวิธีอื่น( ตามมาตรา 328) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

บ้านเมืองเรายามนี้ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ไม่ต้องบอกว่ากลุ่มอะไร ลองอ่านข้อมูลที่ถล่มกัน ก็พอจะเข้าใจได้ว่าใส่ร้ายป้ายสีกันจนเลอะเทอะ ถ้าเป็นการปล่อยข่าวลวงให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ก็จะมีความผิดตามมาตรา 14 ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

สื่อลามกบนเว็บ

ข้อมูลในปี 2004-2005 พบว่า มีภาพลามกแพร่ในอินเตอร์เน็ตราว 420 ล้านภาพ ธุรกิจภาพลามกคิดเป็นเงินราว 12 พันล้านเหรียญ ในจำนวนนี้เป็นสื่อทางอินเตอร์เน็ต อยู่ 2.5 พันล้านเหรียญ ในบรรดาผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดประมาณพันล้านคน มี 2 ใน 5 คนเคยเข้าเยี่ยมชมเว็บลามก (ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมากกว่านี้)

ในโลกนี้ มีหลายประเทศไม่ถือว่าภาพลามกเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ธุรกิจขายความลามกจึงยังไม่เป็นธุรกิจสีดำ แต่เป็นธุรกิจสีเทา หลักเกณฑ์ที่ตัดสินว่าลามกหรือไม่ในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ประเทศส่วนใหญ่แบ่งภาพลามกเป็น 2 แบบคือ
· แบบที่ผิดกฎหมาย (illegal pornography) ได้แก่ภาพที่แสดงความอัปรีย์ต่ำทราม (obscenity) กับภาพละเมิดทางเพศต่อเด็ก (child pornography) และ
· แบบที่ไม่ผิดกฎหมาย (legal pornography) ได้แก่ ภาพโป๊เปลือยต่างๆ หรือภาพที่ลดดีกรีความลามกโดยลบบางส่วนออก

สำหรับประเทศไทยเรา การครอบครองภาพลามกไม่เป็นความผิด แต่การเผยแพร่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 14 (4) และ (5) พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ฉะนั้น เมื่อพบการเผยแพร่ภาพลามกทางอินเตอร์เน็ตมาจากต่างประเทศซึ่งไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ประเทศเราจึงไม่อาจดำเนินคดีได้ เนื่องจากกฎหมายขัดกัน กระทรวงไอซีทีซึ่งกำกับดูแลจึงทำได้เพียงปิดกั้นเว็บไซต์ฯนั้น แต่หากพบว่าการเผยแพร่ภาพลามกมีต้นตออยู่ในประเทศไทย ก็สามารถจับกุมดำเนินคดีได้
น่าสังเกตว่า เว็บไซต์เผยแพร่เหล่านี้ปิดเปิดง่ายและย้ายบ่อย แต่เดิมโทษค่อนข้างน้อย ซึ่งโทษตาม พรบ.คอมพิวเตอร์สูงกว่า แต่ก็ยังไม่มีการฟ้องคดีในมาตรานี้

ความจริง ตัวสื่อลามกเองไม่ร้าย เท่าผลข้างเคียงที่เกิด ธุรกิจสีเทานี้นอกจากจะทำให้ศีลธรรมในสังคมเสื่อมทรามแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศอื่นๆอีกมากมาย และกระทบต่อเด็กและเยาวชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตนให้ใกล้ชิด อย่ามัวแต่หลงภาคภูมิใจว่าบุตรหลานของตนใช้คอมพิวเตอร์เก่ง

ในสังคมออนไลน์นั้น มีคนร้ายปะปนแอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะมาในรูป chatroom , internet messenger (IM) , เกมออนไลน์ หรืออีเมลต่างๆ หากปล่อยให้เด็ก เยาวชน เข้าผจญภัยในโลกอินเตอร์เน็ตเอง อาจถูกหลอกลวง หรือถูกฆาตกรรมดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะพวกตุ๋ยเด็ก (paedophile) นิยมหลอกลวงหาเหยื่อโดยใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตนี่แหละ

คดีฉ้อโกงบนเว็บ

ธุรกิจออนไลน์ก็เช่นเดียวกับการทำธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการทำผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเพราะไม่เห็นหน้าค่าตากัน กรณีที่ซื้อขายโดยตรง มักมีการฉ้อโกงหลอกลวงกันบ้างในขั้นตอนชำระเงิน และการส่งมอบสินค้า ในกรณีซื้อขายข้ามประเทศ ถ้าเกิดการฉ้อโกงกัน การดำเนินคดีจะยุ่งยากมาก ฉะนั้นจึงควรซื้อขายผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือ

การฉ้อโกงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2549 คือลูกค้าธนาคารออนไลน์หลายราย ถูกหลอกทางอีเมลโดยวิธี phishing หลอกให้เข้าไปป้อนข้อมูลในเว็บไซต์ปลอม ทำให้ข้อมูลส่วนตัวทั้งรหัสผู้ใช้กับรหัสผ่าน ถูกแอบนำไปใช้ ในการทำรายการโอนเงินออกไปหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระวังการทำรายการทางการเงินต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต ต้องมั่นใจว่าข้อมูลสำคัญทั้งรหัสผู้ใช้ (username) กับรหัสผ่าน (password) ไม่ถูกดักรับจากคนร้าย แม้จะมีคนแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาขอตรวจสอบข้อมูล one-time password ก็อย่าหลงเชื่อ เราควรเป็นผู้โทรกลับไปหาธนาคารเอง

ธุรกรรมเกี่ยวกับเงินอื่นๆที่กระทำทางอินเตอร์เน็ต เช่น ซื้อขายหุ้น (e-trading) ก็ควรระวังเพราะอาจถูกดักรับรหัสผู้ใช้กับรหัสผ่านได้ ปีที่แล้วเคยมีคดีฉ้อโกงโบรกเกอร์ในต่างประเทศโดยคนร้ายต่างชาติจากประเทศไทย

การฉ้อโกงอีกแบบหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงเพราะคนไทยเราโดนตุ๋นกันมาก คือ แก๊งไนจีเรีย 419 (419 fraud) ใช้วิธีส่งอีเมลแต่งเรื่องให้เหยื่อหลงอ่านจนเกิดความโลภ เช่นหลอกว่าถูกรางวัล (lottery scam) แล้วหลอกให้เหยื่อโอนเงินค่าธรรมเนียมทีละน้อยๆ ก่อนที่จะรับเงินรางวัลก้อนโต บางทีเรียกว่าการฉ้อโกงแบบ advance fee fraud เรื่องที่แต่งให้เราอ่านมีหลายรูปแบบ อ่านเผินๆแล้วโลภก็จะหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อได้ เช่นได้รับเงินคอรัปชั่นมาต้องการโอนเงินออกนอกประเทศ ได้รับมรดกมาแต่ใกล้ตายแล้วอยากบริจาค เป็นต้น

คดีอื่นๆ บนเว็บ

การกระทำผิดโดยใช้เว็บไซต์มีหลายรูปแบบ การหลอกลวงที่พบ ได้แก่การเปิดเว็บเพื่อให้คนต่างประเทศรับจองโรงแรมในไทย เปิดเว็บการกุศลรับบริจาคเงิน เปิดเว็บให้บริการจัดหาคู่แต่งงาน เป็นต้น พวกนี้จะหลอกให้เหยื่อชำระเงินแต่ไม่มีให้บริการจริงตามนั้น

นอกจากนี้ยังมีการลักลอบขายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม เช่นขายยาเสพติด ยาที่ต้องได้รับอนุญาต ขายอาวุธ วัตถุยั่วยุทางเพศ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ขายบริการทางเพศ การพนัน ฯลฯ

อาชญากรรมต่อคอมพิวเตอร์

คดีที่กล่าวมาในหัวข้อก่อนนี้เป็นการกระทำผิดคดีอาญาแบบดั้งเดิมซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในหัวข้อนี้จะเป็นการกระทำผิดต่อคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งก่อนประกาศ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 นั้น การกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด

ในประเทศไทย ความผิดประเภทเจาะระบบเข้าไปทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนที่พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ บังคับใช้ มีอยู่พอสมควร ที่ปรากฏเป็นข่าวดังก็เห็นจะเป็นแฮกเกอร์เจาะระบบบัตรเติมเงินของบริษัทมือถือซึ่งโดนเจาะไป 2 ราย นอกนั้นเป็นข่าวเล็กๆบ้างหรือไม่เป็นข่าวเลย เช่นแอบลบข้อมูล แล้วเรียกค่าไถ่ข้อมูล, แอบขโมยข้อมูลอีเมล, ลักลอบใช้อีเมลของผู้อื่น

โดยปกติ คดีที่เกิดแก่ธนาคารและสถาบันการเงิน ผู้เสียหายมักจะไม่แจ้งความ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียงและทำให้ลูกค้าไม่เชื่อมั่น

การขโมยโดเมนเนมก็มีพบอยู่หลายราย สร้างความเสียหายต่อธุรกิจพอสมควร และเมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีโดนแฮกเปลี่ยนหน้าเว็บหลัก (web defacement) หลังประกาศ พรบ.คอมฯ วันเดียว (19 ก.ค.2550) นับว่าท้าทายพอสมควร แต่ความจริงก็ไม่ใช่แปลกอะไร หน้าเว็บตำรวจและเว็บอื่นก็เคยโดนมาแล้วหลายครั้ง

ปกติเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรนั้นมักจะมีระบบความปลอดภัยอยู่เพียบพร้อม แต่เหตุใดแฮกเกอร์จึงเจาะเข้าระบบได้ ในคดีที่ผ่านๆมา ข้อผิดพลาดเป็นช่องโหว่สำคัญที่พบ ก็คือ พนักงานเก่าหรือผู้ดูแลระบบคนเก่าที่ได้ลาออกไป และการเปิดช่องทางให้เชื่อมต่อระยะไกลโดยไม่ผ่านระบบความปลอดภัยขององค์กร

ภัยต่อระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรมิได้มีเพียงที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีภัยอื่นๆได้แก่ ไวรัส เวิร์ม สปายแวร์ สแปมเมล์ การโจมตีโดย DoS หรือ DDoS โดย botnet ฯลฯ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจและตระหนักถึงความปลอดภัยของขัอมูล (information security awareness) นอกจากนี้ ผู้บริหารระบบไอทีขององค์กรจึงควรศึกษามาตรฐานสากลว่าด้วยความปลอดภัยของระบบไอทีเพื่อกำหนดขั้นตอนความปลอดภัย (security procedure) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการสารสนเทศ จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 26 พรบ.คอมฯ และตามประกาศของกระทรวงไอซีที เช่น การเก็บ log ต่างๆ ด้วย

บทสรุป

แม้อินเตอร์เน็ตจะไม่ได้ทำร้ายบุคคลโดยตรง แต่ผลการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ตระหนักถึงภัย ก็อาจนำความเสียหายมาสู่ตนได้ และแม้ว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 จะมีผลบังคับใช้ แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า ภัยทางอินเตอร์เน็ตจะลดลง ในทางตรงข้าม เมื่อจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ปริมาณคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย การที่จะลดภัยทางอินเตอร์เน็ตลงได้ จึงต้องให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต

ผู้เขียนสังเกตว่า การประกาศใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 น่าจะมีผลให้คนที่คิดจะทำผิดต่อคอมพิวเตอร์ มีความระวังมากขึ้นเพราะเกรงกลัวความผิด เนื่องจากมีโทษรุนแรง อย่างไรก็ดี จนกระทั่งบัดนี้ (ขณะเขียนบทความนี้) การฟ้องคดีความผิดตาม พรบ.ใหม่นี้ มีเพียงไม่กี่คดี



@@@@@@@@@@@@@@@@@

Wednesday, October 3, 2007

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์: ภัยร้ายพันธุ์ใหม่

คงไม่มีใครจะคาดคิดได้ว่า โลกเราทุกวันนี้พัฒนาไปเร็วมาก จะเรียกว่าเร็วคงจะไม่ถูกนัก ต้องเรียกว่าพัฒนาไปอย่างเร่งรีบ ไม่รู้ว่าจะรีบไปไหน

ลองคิดดูซิครับ สองหมื่นปีก่อน เรายังเป็นมนุษย์ดึกดำบรรพ์ล่าสัตว์เก็บของป่ากันอยู่ สองร้อยปีที่แล้วมนุษย์เรายังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย และมนุษย์เราเพิ่งจะมีทีวีสีดูกันสักห้าสิบปีที่ผ่านมา แต่พอถึงศตวรรษที่ 20 มนุษย์เราพัฒนาไปเร็วมาก ถึงขั้นใช้พลังนิวเคลียร์ มีการยิงดาวเทียม และมีการส่งยานอวกาศไปดวงจันทร์ มีการแพทย์ที่ก้าวหน้า และที่สำคัญมีคอมพิวเตอร์

โลกเราพัฒนาไปด้วยอัตราเร่งขนาดนี้ ในศตวรรษที่ 21 คงมีสิ่งมหัศจรรย์ให้เห็นกันอีกมากมาย หรือไม่ก็อาจจะมีความหายนะในโลกให้เห็นกันก็ได้ เริ่มมีตัวอย่างธรรมชาติแปรปรวน เช่นแผ่นดินไหว พายุ น้ำท่วม กันบ้างแล้ว

คอมพิวเตอร์เป็นสิ่งประดิษฐ์มหัศจรรย์อย่างหนึ่ง อำนวยความสะดวกแก่ชีวิตเราอย่างยิ่ง ทำรายได้ให้ประเทศที่เจริญแล้วมากยิ่งขึ้นไปอีก ประเทศไทยอย่างเราจะไปคิดเทคโนโลยีอะไรได้ทันเขา แค่ซื้อเขาก็ยังติดตามไม่ทัน เพราะยังไม่ทันข้ามปี คอมพิวเตอร์ก็ตกรุ่นไปแล้ว

คอมพิวเตอร์ยิ่งเจริญเติบโตมากขึ้นเมื่อต่อเชื่อมคอมพิวเตอร์เป็นเครือข่ายอินเตอร์เน็ต วงการคอมพิวเตอร์ได้สร้างเศรษฐีกลุ่มใหม่ขึ้นในโลก สร้างธุรกิจใหม่ สร้างอาชีพใหม่ ประโยชน์แก่มวลมนุษย์นั้นมีมหาศาล แม้กระนั้น ก็ยังมีคนร้ายเห็นช่องทางนำคอมพิวเตอร์ไปใช้ในการกระทำผิด เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เรียกชื่อว่า “ อาชญากรรม (ทาง) คอมพิวเตอร์ ”

เพราะความเจริญก้าวหน้าของคอมพิวเตอร์ไปรวดเร็วเหลือเกิน กิจกรรมหลายๆ อย่างที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์นอกจากจะเกิดประโยชน์ แต่บางกิจกรรมก็มีผลให้เกิดการละเมิดสิทธิระหว่างกัน ซึ่งเป็นด้านลบของคอมพิวเตอร์ ทำให้สังคมเดือดร้อน

ก็เพราะว่าเกิดเดือดร้อนกันทั่วโลก (ยกเว้นประเทศที่ไม่นิยมอินเตอร์เน็ตหรือใช้คอมพิวเตอร์น้อย เขาจะไม่ค่อยเดือดร้อนนัก) รัฐบาลในแต่ละประเทศจึงได้รีบป้องกันโดยร่างกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้บังคับ

กฎหมายอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ความที่อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ จึงมีประเด็นข้อกฎหมายต้องพิจารณากันมากมาย เช่น คำจำกัดความเรื่องข้อมูลเป็นทรัพย์สินอย่างไร, พยานหลักฐานในการกระทำผิด เพราะ หลักฐานสำคัญส่วนหนึ่งจะอยู่ในคอมพิวเตอร์ , เขตอำนาจของกฎหมายเพราะการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์สามารถทำได้จากระยะไกล ข้ามเขตแดนของประเทศ ฯลฯ

ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นปัญหาร่วมกันของโลก นานาชาติ คือสหรัฐอเมริกาและสภายุโรปได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อช่วยผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างประเทศ ประเทศไทยเราก็อยู่ในกลุ่มที่ให้ความร่วมมือกับเขาด้วย ทราบว่าประเทศไทยได้ร่างกฎหมายอาชญากรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มาแล้ว (ค.ร.ม.อนุมัติประมาณปี 2546) แต่ปรับแก้กันหลายรอบจนไม่รู้ว่าจะคลอดได้เมื่อไรแน่ ปรากฏว่าแถวบ้านเราก็มีประเทศมาเลเซีย กับสิงคโปร์เขาบังคับใช้แล้ว เป็นกลุ่มแรกๆในโลกเสียด้วย

ความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะการร่างกฎหมายอาชญากรรมเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ทำง่ายๆ นี่ขนาดประเทศแม่แบบ เขามีทั้งตัวอย่างและยกคณะผู้เชี่ยวชาญมาสอนกระบวนการร่างกฎหมายให้ถึงเมืองไทยแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีปัญหาอะไรอีก เกี่ยวกับกฎหมายฉบับนี้

แค่ออกกฎหมายยังยุ่งยากถึงเพียงนี้ การบังคับใช้กฎหมายคงมีปัญหาอะไรตามมาอีกไม่น้อย

รูปแบบอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

เราพบว่าโลกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ มีสองโลก คือ

1. โลกเดิมๆ ที่เป็นอาชญากรรมดั้งเดิม เช่น การขายยาเสพติด การฉ้อโกงกัน การเผยแพร่ภาพลามกเด็ก การล่อลวงและละเมิดทางเพศต่อเด็ก เป็นต้น อาชญากรรมแบบนี้มีมานมนานแล้ว ก่อนจะเข้ายุคคอมพิวเตอร์เสียอีก คือถึงแม้โลกเราจะไม่มีคอมพิวเตอร์ ก็ยังคงมีอาชญากรรมดั้งเดิมแบบนี้อยู่ แต่เดี๋ยวนี้คนร้ายสามารถประกอบอาชญากรรมดั้งเดิมเหล่านี้ ได้สะดวกขึ้นเพราะมีคอมพิวเตอร์ใช้ต่ออินเตอร์เน็ตช่วยในการกระทำผิด คือล่อลวง หลอกลวงกันได้มากขึ้นและง่ายขึ้น เพราะเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมันไปทั่วโลก เรานิยมเรียกอาชญากรรมพวกนี้ ว่า “ อาชญากรรมที่ใช้คอมพิวเตอร์กระทำผิด (computer-related crime) ”

อาชญากรรมดั้งเดิมนี้ สามารถใช้กฎหมายที่มีอยู่แล้วเอาผิดคนร้ายได้ ซึ่งนับว่าโชคดีที่เรามี พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2547 นิยามคำว่า บัตรอิเล็คทรอนิคส์ และเพิ่มหมวดความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็คทรอนิคส์ ทำให้สามารถดำเนินคดีที่มีข้อมูลคอมพิวเตอร์มาเกี่ยวข้องได้

2. โลกใหม่ เรียกว่าโลกไซเบอร์ก็ได้ เป็นอาชญากรรมรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน คือถ้าโลกเราไม่มีคอมพิวเตอร์ และไม่มีอินเตอร์เน็ตอาชญากรรมแบบนี้ก็จะไม่เกิด พวกนี้ได้แก่ การเจาะ-บุกรุกเข้าระบบคอมพิวเตอร์ การปล่อยไวรัส การโจมตีระบบคอมพิวเตอร์จนล่มทำงานไม่ได้ เป็นต้น เรานิยมเรียกอาชญากรรมพวกนี้ ว่า “ อาชญากรรมที่กระทำต่อคอมพิวเตอร์ (computer crime) ”

กรณีของอาชญากรรมรูปแบบใหม่นี้ ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิด จึงดำเนินคดียังไม่ได้

ภัยจากอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

แม้ว่าคอมพิวเตอร์โดยตัวมันเองจะเป็นอาวุธใช้ทำร้ายกันไม่ได้ แต่อาชญากรรมคอมพิวเตอร์สามารถสร้างความเสียหายแก่สังคมได้ และบางครั้งเสียหายมากๆ เสียด้วย

เพื่อความสะดวก ผู้เขียนขอแบ่งภัยออกเป็น 2 จำพวกคือ จำพวกที่หนึ่งเป็น ภัยต่อธุรกิจและองค์กร เดี๋ยวนี้บริษัทไหนไม่มีเว็บไซต์ต้องถือว่าเชยเหลือเกิน เพราะอินเตอร์เน็ตช่วยส่งเสริมธุรกิจ และมีลูกค้าจำนวนมากนิยมติดต่อบริษัททางเว็บ อย่างไรก็ดี ก็เป็นช่องทางให้คนร้ายเข้ามาทำความเสียหายต่อระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรได้

จากรายงานของ CSI/FBI ปี 2005 ซึ่งสำรวจข้อมูล 700 บริษัทในสหรัฐอเมริกา พบความเสียหายเป็นมูลค่าถึง 130 ล้านเหรียญ ความเสียหายส่วนใหญ่มาจากการปล่อยไวรัส การเจาะระบบ และขโมยข้อมูล สำหรับประเทศไทยเรา เท่าที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีสถิติรายงานออกมาเป็นกิจจะลักษณะ เพราะเก็บรวบรวมได้ยาก สาเหตุสำคัญคือ ภาคธุรกิจเอกชนไม่ค่อยอยากเปิดเผยหรือให้ข้อมูลเกรงจะเสียหายต่อภาพลักษณ์โดยเฉพาะความเชื่อถือของลูกค้าของตน นอกจากนั้น บริษัทเหล่านี้ก็มีหน่วยรักษาความปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรตัวเองอยู่แล้ว

จำพวกที่สองเป็น ภัยต่อบุคคล หมายถึงประชาชนทั่วไปนี่แหละครับ ใครที่ไม่ใช้อินเตอร์เน็ต และไม่มีอีเมล์เป็นของตัวเอง โอกาสที่จะประสบภัยอินเตอร์เน็ตก็จะน้อย แต่อย่านึกว่าจะไม่โดนนะครับ

ลองดูคดีตัวอย่างของสาวชื่อ Michelle Brown เพียงแต่ข้อมูลส่วนตัวของเธอหลุดไปอยู่ในมือคนร้าย แล้วคนร้ายก็ใช้ข้อมูลนั้นไปทำความเสียหายต่อเธออีกมากมาย (เรื่องนี้เคยทำเป็นหนังออกมาฉายแล้ว ช่วงนี้ก็ออกฉายช่อง UBC อยู่ หนังชื่อ Identity Theft) เธอโดนแอบอ้างว่าเป็นตัวเธอ ใช้บัตรเครดิตปลอมซื้อสินค้าทั้งไปซื้อที่ร้านและซื้อทางอินเตอร์เน็ต ตัวตนของเธอถูกแอบอ้างถึงขนาดไปก่ออาชญากรรมค้ายาเสพติด ทั้งหมดนี้ เกิดจากคนที่แอบอ้างว่าเป็นตัวเธอ ทั้งๆที่เธอไม่ได้รู้เห็นเกี่ยวข้องด้วย ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเธอนั้นมหาศาลประเมินค่าไม่ได้ เพราะไม่ใช่แค่แอบอ้างชื่อเฉยๆ แต่มันมีผลร้ายแรงอื่นเกิดขึ้นด้วยและเข้ามารบกวนชีวิตส่วนตัวของเธอ เครดิตของเธอยับเยิน เธอถูกจับข้อหาค้ายาเสพติด กว่าจะรู้ว่าผิดตัว แทบแย่

สำหรับประเทศเราก็ไม่ได้แตกต่างจากประเทศเจริญแล้วมากนัก เพียงแต่คนใช้อินเตอร์เน็ตของเขามากกว่าเราเป็นหลายสิบเท่า (จากข้อมูล www.clickz.com ปี 2005 คนใช้อินเตอร์เน็ตของสหรัฐอเมริกา 200 ล้านคน จีน 100 ล้านคน ของไทยเรา 8 ล้านคน ) เรามีคดีมากพอสมควรตั้งแต่หมิ่นประมาทธรรมดาๆ ฉ้อโกง หลอกลวงไปจนถึงฆาตกรรม ไม่ได้น้อยหน้าต่างประเทศเขาหรอกครับ ขนาดแชต(คุย) กันอยู่ดีๆ แล้วหลงใหลจนนัดเจอตัว ถึงขนาดฆ่ากันแบบหนุ่มปากีสถานฆ่าหั่นศพอาจารย์สาว ก็เพิ่งจะเกิดเมื่อเร็วๆนี้

แนวโน้มของอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ในอนาคตจะเกิดขึ้นมาก เพราะทำได้ง่าย เร็ว รวยทันตาเห็น และตามจับได้ยาก คนกระทำผิด (เรียก แฮกเกอร์) ที่แต่ก่อนเป็นอัจฉริยะชอบอวดความสามารถว่าเก่ง และไม่แสวงประโยชน์ คงจะมีน้อยลงและกลายพันธุ์ไปเป็นอาชญากรจริงๆ เนื่องจากผลประโยชน์มหาศาลน่าจูงใจ ให้อาชญากรร่วมมือกับแฮกเกอร์กระทำผิด.... ต่อไปแฮกเกอร์ดีๆ ชักจะหายากแล้ว

ถ้ามีกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์, แล้วยังไง?

มีคนถามเหมือนกันครับ ว่ามีกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ จะช่วยได้สักแค่ไหน ผู้เขียนคิดว่า คงดีกว่าไม่มี ที่ผ่านมาภาคราชการเราอืดอาด มักจะปล่อยให้ทำผิดกันไปก่อน ร่างกฎ ระเบียบ กติกากันไม่ทัน ก็เลยขอความร่วมมือภาคธุรกิจ ถ้าเขาให้ก็ดีไป ถ้าเขาไม่ให้ ก็ลำบาก บางทีปล่อยให้ทำผิดกันนานๆ จนกระทั่งกลายเป็นถูกไปได้ก็ยังมี (เช่น บุกรุกที่สาธารณะ หาบเร่ รถตู้ จยย.รับจ้าง เป็นต้น)

เคยได้ยินว่า หลายๆ ปัญหาต้องแก้โดยใช้มาตรการทางสังคม แต่สังคมไทยเราอ่อนแอ ไม่แน่ใจว่าจะมีพลังไปสู้อิทธิพลอะไรได้ ยกเว้นเมื่อเร็วๆนี้ ขอชมเชย ผู้เกี่ยวข้อง ทั้งเครือข่ายภาคประชาชน เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายเยาวชนสร้างสรรค์ สหพันธ์นิสิต นักศึกษา เภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย เอแบคโพลล์ ร่วมมือกัน “ ถล่ม ” ร้านสะดวกซื้อ “ เซเว่น ” กรณีฝ่าฝืนมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขในการห้ามตั้งโชว์บุหรี่ ณ จุดขาย เพราะรู้สึกว่าจะไม่ร่วมมือ แสดงความหัวหมอ ขอให้ตีความ แต่สุดท้ายต้องยอมสยบต่อกระแสสังคม

ความจริง ธุรกิจที่มอมเมาเยาวชนนอกจากบุหรี่แล้วก็มีอย่างอื่นอีก เอาเฉพาะที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ก็มีร้านเกม ร้านอินเตอร์เน็ต เว็บที่เผยแพร่สื่อทางเพศที่ยั่วยุมอมเมาเยาวชน ตั้งแต่ผู้ให้บริการเครือข่ายอินเตอร์เน็ต บริการเข้าใช้อินเตอร์เน็ต บริการเช่าเครื่อง รับฝากเครื่อง บริการฝากเก็บข้อมูล บริการจัดทำข้อมูล.. ไปจนถึงบรรณาธิการที่เรียกว่า เว็บมาสเตอร์ ตอนแรกทำธุรกิจ ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่พอทำธุรกิจใหญ่โตขึ้นก็เลยลืมนึกถึงความเสียหายต่อสังคม

ถ้าไม่เชื่อ ทางราชการลองขอความร่วมมือดู ก็จะพบว่าไม่ง่าย เพราะเจอข้ออ้าง เรื่องการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลบ้าง เรื่องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (free speech) ตามรัฐธรรมนูญบ้าง ฯลฯ

ปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะคล้ายๆกัน คือภาคราชการให้อนุญาตประกอบธุรกิจได้ แต่ควบคุมจัดระเบียบเขาไม่ได้ง่ายๆ พวกเราต้องช่วยกันเชียร์กระทรวงไอซีที ให้เก่งกล้าเหมือนกระทรวงสาธารณสุข

จะระวังภัยร้ายทางอินเตอร์เน็ตอย่างไร?

อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งความรู้ เปรียบเสมือนห้องสมุดขนาดใหญ่ เป็นสื่อใหม่ที่มีประโยชน์มหาศาล ถ้ารู้จักใช้อย่างปลอดภัย แต่ก็มีคนชั่วร้ายจำนวนหนึ่งหาช่องทางนำไปใช้ในทางที่ผิด เช่น เผยแพร่ข่าวสารที่เป็นภัยต่อความมั่นคง โจมตีฝ่ายรัฐบาล ละเมิดสิทธิเสรีภาพ บางอย่างก็เป็นความเสี่ยงอันตรายต่อสังคม เช่น สอนทำระเบิด สอนวิธีฆ่าคน สอนลัทธิประหลาด นอกจากนี้ยังมีการโฆษณาธุรกิจหลอกลวง ขายบริการทางเพศ การใส่ร้ายป้ายสีกัน ฯลฯ

แม้ในโลกอินเตอร์เน็ตจะมีภัยร้ายแอบแฝงอยู่ แต่ไม่ได้อันตรายมากจนน่ากลัว ผู้เขียนเคยฟังมาจากไหน ก็จำไม่ได้ เขาบอกว่า เวลาเข้าอินเตอร์เน็ต ให้ตั้งสติ ท่องคำว่า “ไม่” ไว้เสมอ คือ ไม่บอกข้อมูลส่วนตัว, ไม่ติดต่อคนที่ไม่รู้จัก, ไม่งกของฟรีในอินเตอร์เน็ต, ไม่ตอบ yes สุ่มสี่สุ่มห้า, ไม่ออนไลน์ค้างไว้เมื่อไม่ใช้เน็ต, ไม่.. ไม่ .... และไม่เผลอลืมขาดสติ ด้วย

ประเทศที่เจริญแล้ว เขาจะห่วงใยและปกป้องเยาวชนจากภัยอินเตอร์เน็ตเป็นพิเศษ เพราะเยาวชนอ่อนโลก เป็นกลุ่มเสี่ยงที่ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมได้ง่าย ข้อมูล i-SAFE America Inc. สำรวจเยาวชนกว่า 3 หมื่นคนในอเมริกาเมื่อปี 2004 พบว่า เยาวชน 40% เคยเข้าเว็บที่ไม่เหมาะสม 40% ไว้วางใจคนที่แชต(คุย)ใน (อินเตอร์) เน็ต 10% นัดเจอตัวจริงกันทั้งที่แค่รู้จักกันในเน็ต น่าตกใจนะครับ พ่อแม่ผู้ปกครองจึงต้องดูแลใกล้ชิด อย่าให้คลาดสายตา

ขอแนะนำให้อ่าน “ คู่มือ ECPAT ปกป้องน้องน้อยจากภัยออนไลน์ ” ของมูลนิธิยุติการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก (ECPAT) และ “ คู่มือการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป ” ของเนคเทค

มีคำแนะนำในการป้องกันข้อมูลคอมพิวเตอร์ของเราให้ปลอดภัยเมื่อต่ออินเตอร์เน็ต หาอ่านได้จากบทความ “ การรักษาความปลอดภัยเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน ” ของเนคเทค ซึ่งมีคำอธิบายและแนะนำการใช้โปรแกรมป้องกันไวรัส, การอุดช่องโหว่, การใช้โปรแกรมไฟร์วอลล์ เป็นต้น

ก็เหมือนกับตอนแรกๆ ที่มนุษย์สร้างรถยนต์ หรือมีถนนวิ่ง คงไม่มีใครคาดคิดว่าการใช้รถใช้ถนน จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุ คนบาดเจ็บล้มตาย และพิการ รวมแล้วปีละนับสิบล้านคน สิ่งประดิษฐ์ใหม่ที่เรียกว่า อินเตอร์เน็ต ก็เช่นเดียวกัน มีคนเคราะห์ร้าย ได้รับความเดือดร้อน เสียหายทั้งทรัพย์สิน ร่างกายและจิตใจ หรือสังเวยชีวิตไปเพราะอินเตอร์เน็ตจำนวนไม่น้อย

หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้โดยไม่มีการควบคุม ต่อไปจะแก้ไขลำบาก เพราะเทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก ครั้นจะรอให้ภาคราชการวางกฎระเบียบ เกรงว่าจะช้าไปหน่อย ทุกภาคส่วนโดยเฉพาะเอกชน น่าจะมีประสิทธิภาพดีกว่า ครับ..ช่วยกันรณรงค์สร้างสำนึกความปลอดภัยในการใช้อินเตอร์เน็ต ถือว่าเป็นการคืนกำไรธุรกิจมาช่วยทำบุญและไถ่บาปจากที่ไปสร้างเคราะห์ให้เขา

ข้อมูลในอินเตอร์เน็ตน่าเชื่อถือไหม?

มีข้อมูลมหาศาลในโลกอินเตอร์เน็ตแทบจะเรียกได้ว่ามีทุกอย่าง ข้อมูลที่เราไม่เคยรู้เลยก็สามารถค้นหาได้ (ถ้าค้นเก่ง) เมื่อค้นหาพบแล้ว อย่าด่วนเชื่อตามนั้น เพราะอาจมีข้อมูลที่บอกตรงข้ามกับที่เราค้นพบก็ได้ ลองหาข้อมูลตรงข้ามดูแล้วท่านจะรู้ว่าข้อมูลนั้นน่าเชื่อหรือไม่ ตัวอย่างเช่น มีเว็บไซต์เชียร์ทักษิณแล้ว ก็มีเว็บไซต์ที่ด่าทักษิณเหมือนกัน

ทุกครั้งเมื่อเราอ่านข้อมูลในอินเตอร์เน็ต ต้องตระหนักเสมอว่า อินเตอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลรวมทั้งจริงและเท็จปะปนกันอยู่ ไม่มีการตรวจสอบว่าอะไรจริงอะไรโกหกหลอกลวง เราจึงมักจะลืมไปว่า อินเตอร์เน็ต ก็เป็นสื่อประเภทหนึ่งเช่นเดียวกับวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์ แตกต่างกันตรงที่เป็นสื่อที่นำเสนอโดยไม่ค่อยมีการควบคุมและตรวจสอบ ข้อมูลที่นำเสนอไม่จำเป็นต้องจริงตามนั้น ฉะนั้น ผู้บริโภคสื่อต้องใช้วิจารณญาณเองว่าน่าเชื่อถือเพียงใด ไม่ว่าจะเป็นสำนักหรือแหล่งข้อมูลใด มีชื่อเสียงแค่ไหน ขอให้สอบทานจากหลายๆแหล่ง แล้วจึงเลือกเชื่อบางส่วน จะเชื่อบ้างหรือเชื่อทั้งหมด ก็แล้วแต่วิจารณญาณของท่าน อย่าว่าแต่สื่อไทยเลย สื่อเทศแม้แต่สำนักข่าวมีชื่อเสียงอย่าง CNN หรือ BBC ก็เถอะ เวลาบริโภค ควรใช้วิจารณญาณเหมือนกัน

ฉะนั้น อย่าคิดแต่ปฏิรูปด้านสื่อ ต้องรณรงค์ปฏิรูปผู้บริโภคสื่อด้วย หมายความว่าต้องสร้างทัศนคติให้คนไทย เป็นคนขี้สงสัย ความสงสัยนี้จะทำให้เรามีเหตุผลไม่เชื่อง่าย เพราะในอินเตอร์เน็ต เราไม่รู้ใครเป็นใคร เขาปกปิดตัวตนจริง อย่าลืมว่า ใครอยากเอาข้อมูลเผยแพร่ในอินเตอร์เน็ต จะถูกหรือผิด จะจริงหรือเท็จ ก็สามารถทำได้ ถ้าหลงเชื่อตามข้อมูลอินเตอร์เน็ต อาจเสียใจภายหลัง

ครับ..ใช้วิจารณญาณ มากๆ

ถ้าโดนไปแล้ว จะทำอย่างไร?

ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ คืออะไร ตัวอย่างของอาชญากรรมเหล่านี้ คือ
• อาชญากรรมดั้งเดิม (ที่ใช้ คอมพิวเตอร์ ในการกระทำผิด) ได้แก่ ความผิดต่อทรัพย์ ฉ้อโกง ขู่กรรโชก สร้างความเดือดร้อนรำคาญ หมิ่นประมาท อนาจาร ค้าขายสิ่งผิดกฎหมายเช่นวัตถุลามก ขายบริการทางเพศ ยาอันตราย ยาเสพติด ฯลฯ
• อาชญากรรมต่อคอมพิวเตอร์ ได้แก่ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ การขโมย การเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อมูล การเผยแพร่โปรแกรมไวรัสหรือโปรแกรมอื่นเพื่อโจมตี ทำลายระบบหรือข้อมูล ฯลฯ

เมื่อท่านคิดว่าได้รับความเสียหายหรือคิดว่าตัวเองตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ ท่านสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ อย่างไรก็ดี การกระทำผิดบางอย่าง กฎหมายไทยยังไม่มีบัญญัติว่าเป็นการกระทำผิด ก็ไม่สามารถดำเนินคดีได้ แต่สำหรับการกระทำผิดส่วนอื่นที่มีบัญญัติไว้ว่าเป็นการกระทำผิด ก็สามารถดำเนินคดีได้

กรณีฉุกเฉิน
ยกตัวอย่างเช่น ถ้าท่านได้รับอีเมล์ ข่มขู่ บอกว่า “ระวังให้ดี กูกำลังจะมาหามึง จะฆ่าล้างโคตร” กรณีอย่างนี้ เป็นเหตุฉุกเฉิน ให้โทร 191 แจ้งเหตุฉุกเฉินทันที หรือไม่ก็ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากตำรวจใน สน. ท้องที่ของท่านทันที อย่ารอช้า

กรณีไม่ฉุกเฉิน
1. แจ้งโดยตรง แต่ถ้าไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน ท่านสามารถแจ้งความร้องทุกข์ได้ ที่ สน. ท้องที่ของท่าน หรือ ถ้าไม่แน่ใจว่า เหตุเกิดที่ไหน ก็แจ้งความร้องทุกข์ ที่กองบังคับการปราบปราม จตุจักร โทร 02-9393700-19 หรือที่กองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี บางรัก โทร 02-2371199

2. แจ้งทางอินเตอร์เน็ต ท่านสามารถร้องเรียนทางอินเตอร์เน็ตได้ หรือหากท่านพบเห็นอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ หรือเว็บไซต์ที่ผิดกฎหมาย เว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม ท่านสามารถแจ้งเบาะแสหรือร้องเรียนทางอินเตอร์เน็ตได้ ทางเว็บไซต์ของหน่วยราชการต่างๆ เช่น www.htcc.police.go.th/webreport/index.php หรือ www.police.go.th/complaint.htm หรือ www.dsi.go.th หรือ www.rakang.thaigov.go.th หรือ www.mict.go.th/news/complain.aspx


**************************


ข้อมูลอ้างอิง
- 2005 CSI/FBI Computer Crime and Security Survey
- Verbal Testimony by Michelle Brown (http://www.privacyrights.org/cases/victim9.htm)
- โพลประจาน “เซเว่น” ประณามธุรกิจไร้จริยธรรม ประกาศบอยคอตสั่งสอน (ผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2548 17:26 น.)
- Annual Report 2004 ของ i-SAFE America Inc.
- “ คู่มือ ECPAT ปกป้องน้องน้อยจากภัยออนไลน์ ” (http://www.ecpat.net/eng/Ecpat_inter/Publication/Other/Thai/Pdf_page/ecpat_onlinesafety_th.pdf)
- Safety net : คู่มือการใช้งานเครือข่ายอินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สำหรับผู้ใช้งานทั่วไป (http://thaicert.nectec.or.th/paper /basic/safety_net.pdf)
- บทความ “การรักษาความปลอดภัยเครื่องคอมพิวเตอร์ของท่าน” พ.ต.ปนิวัธน์ ทรัพย์รุ่งเรือง ((http://thaicert.nectec.or.th/paper /basic/home_computer_security.pdf)
- รายงานวิจัยเรื่อง การกำกับดูแลเนื้อหาอินเทอร์เน็ต โดยพิรงรอง รามสูต รณะนันท์และนิธิมา คณานิธินันท์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (มีนาคม 2547)