Welcome to my blog!

Hi Everyone! Enjoy!
Showing posts with label ยุติธรรม. Show all posts
Showing posts with label ยุติธรรม. Show all posts

Sunday, September 26, 2010

คลิปฉาว ผู้การจังหวัดตาก

คลิปฉาว ผู้การจังหวัดตาก

เวลา 17.00 น.วันที่ 22 กันยายน 2553 พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรศารทูล ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า หลังจากตั้งพล.ต.ต.ชัยณรงค์ วงษ์สุนทร รองผบช.ภ.6 ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผบก.ภ.จว.ตาก ที่ตกเป็นข่าวกรณีคลิ๊ปฉาวในที่ทำงาน ขณะนี้ ได้รับการรายงานเบื้องต้นจากพล.ต.ต.ชัยณรงค์แล้วว่า ได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้ว วันนี้ เวลา 16.00 น.ตนได้เซ็นต์คำสั่งที่ 279/2553 สั่งย้ายพล.ต.ต.เพ็รชลูก เสียงก้อง ผบก.ภ.จว.ตาก มาประจำที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 เป็นระยะเวลา 90 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2553 และได้เซ็นต์คำสั่ง280/2553 แต่งตั้งให้พล.ต.ต.จำลอง น้อมเศียร ผบก.กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ไปรักษาราชการเป็นผบก.ภ.จว.ตาก มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2553 ขณะนี้ได้รายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบแล้ว

พล.ต.ท.สุรสีห์ เผยต่อว่า ส่วนเรื่องการสอบสวนนั้น ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป และคิดว่าอีกสองสามวันคงทราบผลมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนการเซ็นต์คำสั่งปลดหรือไล่ออก หรือลงโทษทางวินัยนั้น ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงดำเนินการสอบสวนชี้มูลว่ามีความผิดหรือไม่อย่างไร จากนั้นจะเสนอให้ผบ.ตร.ผู้มีอำนาจดำเนินการต่อไป

ที่มา : http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=113522


Sunday, August 22, 2010

หลักฐานนิติเวชก็โกหกได้

หลักฐานนิติเวชก็โกหกได้
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11478

เรื่องราวบันเทิงที่ดูจากโทรทัศน์อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูในโลกจริงอย่างร้ายแรงก็เป็นได้ ดังในกรณีของการเชื่อมั่นอย่างผิดๆ ในการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในคดีอาญาจนอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกหรือถึงกับถูกประหารชีวิตได้
ทีวีซีรีส์ CSI หรือ Criminal Science Investigation ของอเมริกาได้รับความนิยมอย่างยิ่ง คนดูได้ทั้งความรู้ในเรื่องนิติเวช (forensics) ความบันเทิง และความไร้เทียมทานของวิทยาศาสตร์ในการจับคนผิดมาลงโทษ
คำขวัญของผู้เชื่อมั่นในเรื่องหลักฐานทางนิติเวช ก็คือ "พยานโกหกได้ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์โกหกไม่ได้" ซึ่งสร้างความสบายใจให้แก่คนเดินถนนทั่วไปที่ไม่คิดจะทำความผิด อย่างไรก็ดีนิตยสาร Popular Mechanics (PM) อันมีชื่อเสียงของโลกในฉบับล่าสุดเดือนสิงหาคม 2009 ให้ข้อเท็จจริงว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็อาจโกหกได้เนื่องจากมนุษย์พยายามยัดเยียดให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตอบคำถามมากกว่าที่มันจะตอบได้
PM เปิดเผยความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวพันกับคดีไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา หรือคณะลูกขุน (ในประเทศที่ใช้ระบบการพิจารณาคดีเช่นนั้น) และเรียกได้ว่าน่าตกใจเพราะหลายเรื่องตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเราๆ เข้าใจกันจากการดู CSI และภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิดด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากตัวผู้ตาย จากบริเวณที่เกิดอาชญากรรม จากหลักฐานประกอบคดี ฯลฯ
ในหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานักโทษนับร้อยคนได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการทบทวนหลักฐานทางนิติเวชในเรื่อง DNA
ดังเรื่องของเด็กหนุ่มอายุ 23 ปี ชื่อ Steven Barnes ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในข้อหาฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 16 ปี เนื่องจากพบเส้นผม 2 เส้นที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ตายอย่างยิ่งในรถของเขา และตัวอย่างดินจากรถของเขาตรงกับดินจากบริเวณที่เกิดเหตุ นอกจากนี้กางเกงยีนของผู้ตายทิ้งรอยนั่งประทับไว้ในรถของเขา
เมื่อปีที่แล้วเขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมา 20 ปี จากการพิสูจน์ DNA ของเขากับที่ปรากฏในตัวผู้ตาย
PM ใช้คำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าหลักฐานทางนิติเวชที่เชื่อถือได้มากที่สุดเพราะมีการศึกษาอย่างกว้างขวางโดยใช้วิชาสถิติสนับสนุนก็คือ การพิสูจน์ DNA (ได้มาจากเลือด เนื้อเยื่อ อสุจิ น้ำมูก น้ำลาย เซลล์ผิวหนัง เซลล์จากอวัยวะของร่างกาย เส้นผม ฯลฯ) โอกาสที่คนสองคนที่มิใช่ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันจะมี DNA เหมือนกันคือ 1 ใน 1 พันล้านล้าน (เลข 1 และตามด้วยเลขศูนย์ 15 ตัว)
ก่อนหน้าการใช้ DNA หลักฐานสำคัญก็คือเลือดและเส้นผม ในเรื่องเลือดก็ใช้ กรุ๊ปเลือด เรื่องเส้นผมก็ใช้การขยายภาพลักษณะของเส้นผม ความหนาและหยาบของเส้นผม ความกลม รอยแตก สารเคมีประกอบบนเส้นผม ฯลฯ FBI เคยศึกษาและพบว่าความผิดพลาดมีถึงร้อยละ 12.5
กล่าวคือในการวิเคราะห์ 100 กรณีของการนำเส้นผมของเจ้าของและ เส้นผมที่นำมาเทียบเคียงกัน 88.5 รายเท่านั้นที่บอกได้ถูกว่าเป็นของบุคคลเดียวกัน ส่วนเลือดนั้นช่วยได้เพียงทำให้จำนวนของผู้ต้องสงสัยลดน้อยลงหรือตัดผู้ต้องสงสัยบางคนออกไปได้
เรื่องที่ PM บอกว่าอื้อฉาวที่สุดก็เรื่องลายนิ้วมือ ผู้เชี่ยวชาญปัจจุบันบอกว่ายังไม่มี การศึกษาใดที่ระบุได้อย่างชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยว่าลายนิ้วมือมนุษย์คนหนึ่งนั้นไม่เหมือนใครเลย ในโลก อีกทั้งไม่ชัดเจนว่ามันเปลี่ยนแปลงข้ามเวลาได้หรือไม่ และเมื่อกดนิ้วมือด้วยแรงกดไม่เท่ากันจะทำให้รอยนิ้วมือแตกต่างกันได้หรือไม่ เรื่องลายนิ้วมือนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาทางสถิติอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบันเพื่อยืนยันความแม่นยำของการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน
อย่างไรก็ดี โลกก็ได้ใช้ลายมือเป็นหลักฐานมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับกัน สิ่งที่ PM ต้องการชี้ให้เห็นก็คือมันมีระดับของความเชื่อมันทางสถิติมากน้อยเพียงใด เหตุที่ DNA ได้รับการยอมรับก็เนื่องจากมีการศึกษาจนสามารถกำหนดระดับความเชื่อมันทางสถิติได้ว่าสองสิ่งนั้นมาจากแหล่งเดียวกันหรือเหมือนกัน
ในการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญไม่ต่ำกว่าสองคนที่มีความเที่ยงธรรมเป็นผู้พิจารณาประกอบกับการใช้ความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์ในเรื่องการพิสูจน์ลายนิ้วมือมาช่วย
PM ระบุว่าหลักฐานหลายเรื่องถูกริเริ่มใช้โดยพนักงานทางกฎหมายที่ขาดความรู้พื้นฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ และก็เชื่อกันต่อๆ มาโดยขาดการวิจัยอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ (ปัจจุบันศาลสหรัฐอเมริกันรับการพิสูจน์จากการดมกลิ่นของสุนัข น้อยลงมากแล้วเนื่องจากยอมรับกันมากขึ้นในความไม่เที่ยงตรง)
หลักฐานที่ PM บอกว่ามีฐานที่ไม่มั่นคงทางวิทยาศาสตร์ก็คือรอยกัด รอยเท้า รอยยางรถยนต์ ลายมือเขียน แบบแผนรอยเลือด ฯลฯ สำหรับกระสุนปืนจากปืนกระบอกเดียวกันนั้นก็มีเรื่องถกเถียงในเรื่องมาตรฐานของความเหมือนกันของลูกปืนที่ยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน กล่าวคือรอยตำหนิบนลูกปืนตรงที่ใด ลักษณะตำหนิแบบใด จำนวนความเหมือนกันของรอยตำหนิมากเท่าใด ฯลฯ จึงจะถือว่าลูกปืนถูกยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน
ปัญหาที่ PM ระบุเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากรายงานที่สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันได้มอบให้ National Academy of Sciences (NAS) ศึกษาในปี 2005 เพื่อตรวจสอบสถานะของหลักฐานทางนิติเวชที่ผู้ใช้กฎหมายใช้กันอยูทั้งประเทศ รายงานดังกล่าวเพิ่งตีพิมพ์ให้สาธารณชนรับทราบเมื่อไม่นานมานี้
รายงานฉบับนี้ระบุว่าสถานะของระบบนิติวิทยาศาสตร์ของประเทศมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงและแนะนำให้ใช้หลักฐานจาก DNA แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเนื่องจากให้ความแน่นอนที่น่าเชื่อถือได้ ปัญหาในเรื่องหลักฐานทางนิติเวชสมควรได้รับการศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้จัดตั้งองค์กรระดับชาติในเรื่องนี้
รายงานฉบับนี้เตือนใจให้ประชาชนได้คิดว่าน่าจะมีคนบริสุทธิ์ติดคุกคดีอาญาเพราะใช้หลักฐานทางนิติเวชบางอย่างที่มิได้อยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่รู้ว่าหลักฐานที่ใช้นั้นมีโอกาสผิดพลาดมากน้อยเพียงใด (ในโลกนี้ไม่มีหลักฐานใดที่ให้ความแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ประกอบด้วยเสมอ และตัวเลขความเป็นไปได้ของความผิดพลาดจะทำให้สามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น)
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือหลายสิ่งที่เราเคยเชื่อมานั้นอาจไม่ถูกต้องก็เป็นได้ และอย่าเชื่อสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ทั้งหมด เช่น เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง CSI คือความจริงของโลก ความคล้อยตามโทรทัศน์เช่นนี้ทำให้ปัจจุบันคนลาวและคนเขมรจำนวนไม่น้อยที่ดูโทรทัศน์ไทย เชื่อว่าคนไทยมีบ้านที่ใหญ่โตหรูหรา มีสระว่ายน้ำทุกบ้าน เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าฝรั่งกินอยู่และมีชีวิตหรูหรากันหมดเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ไม่มีใครรู้ได้ว่าความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของหลักฐานของคดีอย่างผิดๆ ของผู้เกี่ยวพันในกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันในทุกประเทศทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมากน้อยเพียงใด

Sunday, August 15, 2010

ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา

ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “สมานฉันท์” กันมากจนแทบจะอาเจียนกันแล้วละครับ ความจริงเจ้าคำ“สมานฉันท์” นี้น่าจะมาฮิตกันเมื่อเร็วๆนี้เอง ไม่น่าจะเกิน 5 ปีครับ สงสัยเหมือนกันว่าแต่ก่อนประเทศเราเคยมีสมานฉันท์หรือเปล่า

เท่าที่ผู้เขียนจำความได้ ประเทศเรามีความขัดแย้งกันบ้างเหมือนกัน แต่เป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก และคงขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีสมานฉันท์

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขัดแย้งในบ้านเรามีแค่กลุ่มย่อยๆ 2 กลุ่ม จึงมีคนเกี่ยวข้องไม่กี่คน ไม่มากพอที่จะเป็นความขัดแย้งของทั้งประเทศ พอจะเจรจาตกลงกันได้ เรื่องขัดแย้งก็เลยเคลียร์ๆกันไป จนคนรุ่นหลังๆลืมเลือนกัน

จริงๆแล้ว ความขัดแย้งทุกเรื่อง มีที่มาจากผลประโยชน์ตนหรือพวกตนครับ ซึ่งทางพระเรียกว่า “กิเลส” เจ้าตัวผลประโยชน์หรือกิเลสนี้แหละ ถ้าไม่ลงตัวแบบ วิน-วิน แล้วละก็ เป็นเรื่องทีเดียว ทำเอาส่วนรวมวุ่นกันไปหมด

สงสัยจริงๆครับว่าสาเหตุที่ปัจจุบันในประเทศเราขัดแย้งกันมากๆ จนถึงกับต้องสมานฉันท์นั้น เป็นเพราะอะไร

ทางภาคใต้ของเราก็เหมือนกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กันเป็นสิบๆคณะ มีการวิเคราะห์กัน ถึงขนาดต้องขุดประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศักราชโบราณมาเล่า ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเราก็ไม่ชัดและไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือมากแค่ไหน

ขัดแย้งเพราะเราคิดเล็กคิดน้อยหรือเปล่า?

หลายคนหงุดหงิดกับความขัดแย้ง เพราะมันน่ารำคาญนะครับ ไปไหนก็มีแต่คนโต้เถียง กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ขึ้นแท็กซี่ ยังโดนไล่ลงถ้าวิจารณ์เรื่องขัดแย้งไม่เข้าหูคนขับ

บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ไปแล้วครับ หนังตลกไม่มีสาระ (แต่คลายเครียดได้) จึงโกยเงินเอา โกยเงินเอา

ความจริงเหตุที่เราขัดแย้งกัน อาจจะมีสาเหตุมาจากเราคิดเล็กคิดน้อยกระมัง เรื่องทุกเรื่อง ถ้าไม่ยกมาเป็นเรื่อง มันก็ไม่เป็นเรื่องครับ เพราะถึงจะไม่เห็นด้วย เราก็พอทนๆกันไปได้

เรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เอามาเป็นอารมณ์ มันก็คงพอจะอภัยกันได้ วิธีหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสามารถทำได้โดยตัวเราเองครับ วิธีการที่ว่าก็คือ คิดว่า
· ไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี (denial)
· ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องเล็กน้อย (minimizing)
· ไม่เป็นไรครับ ผมยกให้คนหนึ่ง (condoning)
· ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้ (enduring)
· ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สนหรอก (ignoring)
· ไม่เป็นไรครับ ตามใจคุณ (appeasing)

แต่ใครสร้างความขัดแย้งกันแน่?

ถ้าอย่างนั้น แล้วทุกๆวันนี้ใครทำเรื่องให้เป็นเรื่องครับ ถ้าไม่ใช่คนขายข่าว ลองคิดดูนะครับถ้าตื่นเช้า เราไม่มีรายการวิทยุหรือทีวี เสนอข่าวเล่าเรื่องความขัดแย้งของพรรคต่างๆ ไม่มีใครเล่าเรื่องนักการเมืองทะเลาะกัน ไม่มีใครเล่าเรื่องนักวิชาการวิจารณ์การเมือง(แบบกลางแต่เอียงข้าง) ก็คงไม่มีอะไรมากระตุ้นต่อมเครียด

ถ้าเช้าๆวันไหน มีแต่เรื่องชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า มีแต่ข่าวบันเทิง ข่าวบุญกุศล กับข่าวศิริมงคล มากระทบหู วันนั้นดัชนีความสุขของคนไทยคงจะมากขึ้น ยิ่งถ้าตอนบ่ายมีหวยออกด้วย วันนั้นก็ถือเป็น “วันมงคลแห่งชาติ” ได้เลย

เรื่องของคนอื่นเขา แต่เอาเราไปเกี่ยวด้วย

คิดดีๆ จะเห็นว่า ความขัดแย้งทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องคนอื่นขัดแย้งผลประโยชน์กัน แต่เขาลากเอาเรามาเกี่ยวด้วย ตัวละครเอกมีอยู่ไม่กี่คน เราเองไม่ได้เป็นตัวละคร เขายังเอาเราไปเป็นตัวประกอบจนได้ คงได้ยินกันอยู่บ่อยๆที่เขาอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อชาติ (แต่ที่แท้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนทั้งนั้น)

การเมืองในสมัยก่อนเวลาขัดแย้ง อย่างดีก็ไม่ร่วมมือ วอล์คเอาท์ ขัดขวาง หรืออย่างมาก ก็ให้สัมภาษณ์หรือเขียนข่าวโจมตี แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาเลยไปถึงขั้นรวบรวมผู้คนมาชุมนุมหรือจัดม็อบ เพิ่มความกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม และกดดันให้สังคมวุ่นวายด้วย

แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลาเราจะเดินทางไปไหน ต้องเลือกเส้นทางหลบเลี่ยง

ถ้าจำเป็นต้องไปใกล้เคียงบริเวณที่ชุมนุม ต้องคอยหลบลูกหลงด้วย ชีวิตพวกเราพลอยได้รับผลกระทบทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกม็อบเขาเรียกร้องอะไร

คนไทยด้วยกันก็คงทนกันไปได้ แต่คนต่างชาติเขาไม่ทนครับ เขาบอกต่อว่าอย่ามาเที่ยวเมืองไทย อย่ามาลงทุนในบ้านเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย

ต้องเคารพกติกา และบังคับตามกติกาได้

เดี๋ยวนี้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายพันธุ์ไปแล้ว เล่นแรงจนกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ครับการต่อสู้ก็ต้องมีกติกา และเมื่อวิธีการต่อสู้ดุเดือดขึ้น กติกาก็ต้องปรับตามไปด้วย

ถ้าไม่มีกติกามากำกับการต่อสู้ ต่อไปการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ก็จะรุนแรงเลยไปถึงขั้นทำร้าย และทำลายล้างกัน

วิธีที่จะควบคุมมิให้ความขัดแย้งยกระดับไปถึงขั้นทำลายล้าง ก็ต้องสร้างกติกาที่เคารพกันทั้งสองฝ่าย และมีคนคุมกฎกติกานั้น

กติกาต้องเป็นธรรมและต้องเคารพกติกาด้วย นักกฎหมายไทยเราน่าจะมีสติปัญญาพอที่จะเขียนให้ชัดเจน อย่าเขียนสั้นนัก..เขียนยาวอีกหน่อยก็ได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตีความ ...วินิจฉัยหรือพิพากษาได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บังคับใช้กฎหมายสะดวกขึ้น

ตอนที่ขัดแย้งกันทีไร ไม่มีใครสนใจกติกา ลืมกติกากันหมด เพราะฉะนั้นต้องมีคนคุมกติกา คอยเตือนให้เคารพกติกา คนที่คุมกติกาต้องเป็นกลาง ไม่เอียงข้าง และกติกาต้องบังคับได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้การต่อสู้เลยไปไกลแล้ว ค่อยมาบังคับกติกา

ความยุติธรรมที่ต้องพิสูจน์?

ความยุติธรรมของประเทศเราน่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะตั้งแต่มีความขัดแย้งในชาติ ใครๆก็ร้องหาให้ศาลช่วยแก้วิกฤต มีชื่อเรียกอยู่สองคำคือ “ตุลาการภิวัฒน์” กับ กระบวนการ “ยุติความเป็นธรรม”

ทำให้สับสนว่า แผ่นดินนี้มีความยุติธรรมนั้นหรือเปล่า หรือเมื่อก่อนมีความยุติธรรมมากแต่เดี๋ยวนี้มีความยุติธรรมน้อยลง หรือว่าความยุติธรรมมีจริงแต่ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ อยากได้ต้องแสวงหาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หรือว่าต้องซื้อหาด้วยราคาแพง(มีคนจ่ายเป็นหมื่นล้าน!!) หรืออาจจะต้องใช้จ่ายซื้อหาจนหมดเนื้อหมดตัว

ถ้าไม่เชื่อ ลองดูขบวนการ “ล่าล้านชื่อถวายฎีกา” แสดงว่า การต่อสู้ที่ผ่านๆมายังไม่ได้ยอมรับกติกา เพราะอ้างว่ายังไม่ได้รับความยุติธรรม และ โอ้โฮ !!!...ถึงตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังแสวงหาความยุติธรรมอยู่

แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

ถ้าจะต่อสู้เพื่อแสวงหาความยุติธรรม ขอให้จงทำต่อไป ผู้เขียนขอสนับสนุนอย่างยิ่ง

จะทวงถามจากใครผู้เขียนไม่รู้ แต่จะปั่นกระแสให้สูงขึ้นจนทั้งแผ่นดินมีอารมณ์ร่วมนั้น ดูเหมือนจะยากสักหน่อย

ประเทศนี้จุดไฟติดยากครับ เผ่าพันธุ์นี้กลไกสมองคงซับซ้อนไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะไม่เคยมีจารึกในประวัติศาสตร์เลยที่คนไทยลุกขึ้นต่อสู้การกดขี่ข่มเหง

สมัยอาณานิคม ต่างชาติรังแกประเทศเรา เราก็ไม่เคยเอามาใส่สมองให้คิดเจ็บใจ วัฒนธรรมไทยแบบเอาตัวรอด หรือสยบต่ออำนาจ สอนเราว่า “อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง”

“นางรัตนาฯ บ้านสีดำ” ต่อสู้เพื่อหาความยุติธรรม อยู่ตั้งหลายปี ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีกลุ่มเพื่อนรัตนา ไม่มีจารึกในวิกิ (wikipedia) ไม่ได้เป็นแม่ตัวอย่างจากวีรกรรมการต่อสู้ที่เจ็บปวดและไม่ได้รับการยกย่องจากสังคม ไม่นานก็คงเลือนๆหายไป

แผ่นดินนี้ไม่ลุกเป็นไฟง่ายๆหรอกครับ ถึงจะโฟนอินสักกี่ครั้ง ก็น่าจะได้ผลแค่...อย่าลืมกันนะ!!!

ความขัดแย้ง....เป็นเรื่องธรรมดา

ความขัดแย้งกันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พระเจ้าไม่ยอมสร้างมนุษย์ให้คิดเหมือนๆกัน ฉะนั้นในชีวิตคนเรา ถ้าเราไม่เห็นขัดแย้งกับใครเลย สงสัยต้องไปเช็คสมองดูว่าใช้สมองน้อยเกินไปหรือเปล่า

ความคิดที่ไม่เหมือนกันนี้ทำให้มีความหลากหลาย มีมุมมองต่างๆกัน ก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุง สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ นอกจากนี้ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันยังช่วยถ่วงดุล ทำให้คิดรอบคอบ ตรวจสอบกันและกันในทุกๆเรื่อง

วันนี้เห็นแย้งกัน พรุ่งนี้อาจจะเห็นเหมือน หรืออาจจะเห็นเหมือนกันบางเรื่อง แต่เรื่องอื่นบางเรื่อง ก็เห็นต่างกัน...ก็เป็นไปได้

ความขัดแย้งที่ไปถึงขั้นรุนแรงเป็นสงคราม ..ก็ยังกลับคืนสู่สันติภาพได้ ไม่มีความขัดแย้งแบบยืนยาว คงทน

สงครามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แม้จะมีหายนะเกิดแต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย อย่างน้อยเทคโนโลยีด้านอาวุธก็ได้รับการพัฒนาไปอีกมากมาย และวิธีเจรจายุติความขัดแย้ง ก็ได้รับการปรับให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้พัฒนาไปถึงขั้นรุนแรง

สมานฉันท์นั้นไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือน เห็นต่างก็สมานฉันท์ได้

ขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา อยากคิดอะไรก็คิดไป ...ห้ามความคิดกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ความขัดแย้งแสดงถึงเสรีภาพทางความคิด เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประชาธิปไตย เราต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด มิฉะนั้นเราก็ไม่มีวันได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยที่เห็นต่างกัน

ขอให้ทำใจให้เป็นสุขแม้จะเห็นไม่ตรงกัน


ขัดแย้งกันต่อไปเถิดครับ..เพราะผู้เขียนเริ่มชอบความขัดแย้งแล้ว แต่อย่าขัดขากลั่นแกล้งทำลายล้างกัน ประเทศเราไม่เคยมีประสพการณ์ความขัดแย้งแบบนี้มาก่อน จะได้ค่อยๆเรียนรู้และอยู่ร่วมกันไป ....แล้วเราก็จะรู้ว่าขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา

1 สิงหาคม 2552

Monday, October 22, 2007

มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด

มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด

30 มิถุนายน 2545

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราขยันจัดระเบียบสังคมกัน แล้วเราก็หยุดขยันสักพัก เพื่อรอเวลาขยันใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่น่าแปลกคือ ที่เรามองเห็นว่า มท.1 จัดระเบียบสถานบันเทิงนั้น นอกจากเร่งรัดการบังคับใช้กฏหมายที่ตำรวจ(แกล้ง)ลืมแล้ว ความจริง ท่านจัดระเบียบตำรวจไปด้วย แต่ไม่มีใครเรียกว่า “ จัดระเบียบตำรวจ ”

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ ร่วมมือกันผลักดัน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจ ให้ตำรวจมีความพร้อมปฏิบัติงาน คือ
1. ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย
2. ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรม
3. สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผล
4. ภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งหลาย

ภารกิจตำรวจนั้น นับวันก็จะเริ่มจะเจาะจงเฉพาะงานตำรวจแท้ๆ ที่ต้องใช้ฝีมือตำรวจ ไม่ใช่ทำงานจับฉ่าย แบบครอบจักรวาลอีกต่อไป ตั้งแต่แยกงานหนังสือเดินทางออกไป แยกงานทะเบียนรถยนต์ออกไป และอะไรๆอื่นๆที่อาจจะแยกไปอีก ก็จะเหลือภารกิจสำคัญของตำรวจซึ่งก็คือ ต่อสู้อาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รับแจ้งเหตุ ..ไปจนถึงจัดระเบียบจราจร และงานที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ เช่น สืบสวน ตามล่าคนร้าย ปราบจลาจล ควบคุมฝูงชน งานประเภทหลังนี้ค่อนข้างเสี่ยงชีวิตกว่าประเภทแรก

นโยบายรัฐบาลทักษิณด้าน “ความปลอดภัยของประชาชน” แถลงไว้เมื่อต้นปี 2544 ว่า

(๑) ดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมุ่งเน้นมาตรการทั้งการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท พร้อมทั้งจัด ระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที
(๒) สนับสนุนให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ในการป้องกันอาชญากรรมและสาธารณภัยใน ชุมชนและท้องถิ่นของตนเอง

ตำรวจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ในบรรดาหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจะอยู่ใกล้ชิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าหน่วยอื่น (ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือทนาย) แต่ปรากฏว่า กลับใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์ แต่มองข้ามการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในงานพื้นฐาน โดยเฉพาะงานบริการประชาชน

ตำรวจไทยจัดตั้งระบบรับแจ้งเหตุหมายเลข 199 และ 191 มากว่า 20 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินก็ยังกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ขยายไปต่างจังหวัดไม่ค่อยสำเร็จ แต่กลับมีบริการทางหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเกิดอีกหลายเบอร์ จัดเบอร์ฉุกเฉินให้ประชาชนจำหลายๆ เบอร์จนสับสนไปหมดจนไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน ดีไม่ดีโทรไปแล้วอารมณ์เสีย ทะเลาะกันไปอีก ไม่มีประเทศไหนเขาปล่อยเบอร์ฉุกเฉนออกมาเยอะแยะจนเปรอะอย่างนี้

เบอร์โทรศัพท์ 191 ของตำรวจในต่างจังหวัดแทบทั้งหมด ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะโทรไม่ติดบ้าง โทรติดแล้วก็ไม่มีผู้รับสาย ตำรวจยกหูไว้เฉยๆไม่ยอมรับสาย หรือบางคนโชคดีโทรติดแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบของโรงพักนั้น ฯลฯ สารพันปัญหา ว่างั้นเถอะครับ

ไม่ใช่แค่นี้ เชื่อไหมครับว่า ตำรวจเริ่มมีทั้งคอมพิวเตอร์และทั้งวิทยุสื่อสารมาก่อนหน่วยงานอื่นในประเทศไทย (ตั้งแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ.2510) แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน มันน่าศึกษาวิจัยจริงๆ ว่าอะไรเป็นจุดอ่อน.....the weakest link? ทำไมเทคโนโลยีกับตำรวจจึงไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ของเรามีคำตอบอยู่ในใจแน่นอน พันเปอร์เซนต์ เพราะท่านเคยเป็นตำรวจในสายเทคโนโลยีนี้

ยิ่งมีผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือเพิร์ค (PERC) รายงานเรื่องตำรวจและยุติธรรมของไทย พบว่าไทยอยู่รองบ๊วยในเอเชีย ตำรวจไทยความรู้น้อย รายได้ก็น้อย แถมความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจไทยแทบไม่มีเลย !! …….เหลือเชื่อ!! ทั้งๆที่ตั้งกองพิสูจน์หลักฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นเวลา 70 ปี!! แล้วครับ

ความจริง ตำรวจก็ได้พัฒนางานบริการประชาชน โดยเฉพาะสถานีตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่ม พ.ศ.2537 จาก “โรงพักของเรา ” มาเป็น “โรงพักเพื่อประชาชน” ในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จพอสมควรในมุมมองของตำรวจ แต่ถามว่าในมุมมองของประชาชนเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ คงต้องรอดูผลการประเมินความเห็นของประชาชน

ลองหันไปฟังเสวนาที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์จัด เรื่อง “ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรจะไปเพื่อประชาชน” เมื่อ 5 เม.ย.2544 ท่านวิทยากรบางท่านชี้ว่า ตำรวจในสายตาประชาชนมีภาพเป็นลบ ใช้กฏหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ใช้อำนาจกลั่นแกล้งประชาชน...... บางท่านก็กล่าวว่าตำรวจมีเงินเดือนน้อย ด้อยสวัสดิการ ......ฯลฯ วิทยากรอาจจะมีทัศนะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องการให้ไปในทิศทางเพื่อประชาชน

จะจัดระเบียบตำรวจอย่างไร

ที่สหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ กว่าจะมาเป็นสุดยอดของโลกทุกวันนี้ ลองดูปัญหาของตำรวจสหรัฐสักหน่อย ในปี ค.ศ.1964 ได้มีการยกปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียงในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

สถานภาพอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น คือเพิ่ม 2 เท่าจากปี ค.ศ.1940 ถึง 1965 ดูเหมือนว่าจะไม่มาก แต่มันเพิ่มเร็วกว่าอัตราเพิ่มประชากรถึง 5 เท่า!! เฉพาะปี ค.ศ.1964 ปีเดียว อัตราเพิ่มอาชญากรรมราว 13 % หลังจากที่ได้รับเลือก ในปี ค.ศ.1967 ประธานาธิบดีจอห์นสัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเรียกว่า คณะกรรมการด้านตำรวจและบริหารงานยุติธรรม (President’s Crime Commission on Law Enforcement andAdministration of Justice) เพื่อศึกษาปัญหานี้

คณะกรรมการชุดนี้ ได้รายงานว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศมีความทันสมัย (คือช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก แต่กลับมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมเพียงเล็กน้อยจนน่าประหลาดใจ เหตุผลที่เขาพบก็คือ คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกับคนที่อยู่ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ห่างเหินต่อกันไม่มีความร่วมมือกัน ผลก็คือ การประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ในกิจการตำรวจเป็นไปได้ช้าเกินไป

ในรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ ยังบอกด้วยว่า “ ....แม้ตำรวจ ซึ่งมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Crime Laboratories) และเครือข่ายวิทยุสื่อสาร (Radio Networks) จะได้นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ก็จริง แต่ก็น่าจะได้มีใช้มาก่อนหน้านี้สัก 30-40 ปีเสียด้วยซ้ำ...... ”

ในยุคนั้น มีตำรวจคนหนึ่งพูดประชดไว้น่าฟังว่าอย่างนี้ “ ศูนย์ควบคุมที่ฐานยิงจรวดพูดกับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ได้ แต่ผมเรียกเพื่อนตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ห่างแค่บล็อกถนนถัดไปไม่ได้ ” แปลว่า มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาในการปรับใช้ในกิจการตำรวจ

ในรายงานนี้ได้มีข้อเสนอแนะอยู่ 12 ข้อ ในจำนวนนี้มี 5 ข้อที่เกี่ยวข้องกับวิทยุสื่อสาร อีก 7 ข้อ นอกนั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านลายพิมพ์นิ้วมือ ด้านการจัดสรรกำลังตำรวจ (manpower allocation) การติดตั้งตู้โทรศัพท์แจ้งเหตุ (police callboxes) การศึกษาเปรียบเทียบด้านอาชญากรรม การจับกุม และการสืบสวนในท้องที่

ในบรรดาข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างกว้างขวาง(เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่สุดที่ตำรวจมอบให้สังคม) สิ่งนั้นคือ ระบบรับแจ้งเหตุ 911 ร่วมกับการใช้คอมพิวเตอร์ (911 dispatch and computerization)

การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ระบบรับแจ้งเหตุ 911 และส่งตำรวจออกปฏิบัติ (911 dispatch) ในปี ค.ศ.1968 ครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปฏิวัติงานบริการของตำรวจอย่างขนานใหญ่ การพัฒนางานบริการของตำรวจเกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ปีก็ครอบคลุมเมืองใหญ่ทุกเมืองในสหรัฐอเมริกา ยิ่งในปัจจุบันนำระบบ 911 ไปเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งทำให้ตำรวจค้นข้อมูลได้รวดเร็ว

และเดี๋ยวนี้เขายกระดับไปเป็น E911 (enhanced 911) แล้ว เขาสามารถรู้ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านหรือมือถือ ทั้งตำแหน่งที่อยู่ แทบจะรู้ชื่อเจ้าของเบอร์ด้วยซ้ำ

ตอนแรกๆที่เอาระบบ 911 มาใช้ งานรับแจ้งเหตุเป็นภาระที่แสนโหด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยแค่ไหน ก็ต้องบริการทั้งนั้น มิฉะนั้น สังคมและสื่อต่างๆจะร้องเรียนและรุมประณาม ไม่เพียงเท่านั้น ภาระของตำรวจสายตรวจที่ลาดตระเวนในพื้นที่ก็เพิ่มตามไปด้วย เคยทำงานสบายๆอยู่ดีๆ ก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เพราะต้องถูกส่งออกไปให้วิ่งรอกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

ตอนขึ้นต้นเป็นการนำระบบ 911 มาช่วยงานบริการประชาชน แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นระบบที่บังคับตำรวจให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ ผลที่สุดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่กับทั้งตำรวจผู้ให้บริการ และประชาชนผู้รับบริการ เดี๋ยวนี้สหรัฐอเมริกาขาดระบบ 911 ไม่ได้เพราะกลายเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้ว

นาย ลี พี บราวน์ (Lee P. Brown) ซึ่งอดีตเคยเป็นหัวหน้าตำรวจในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในปี ค.ศ.1989 ว่า “….. ยากที่จะให้ตำรวจบริการที่มีคุณภาพ (the level and quality of services the community deserves) แก่ประชาชนได้ โดยปราศจากการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการส่งตำรวจออกปฏิบัติในพื้นที่ (computer-aided dispatch) คอมพิวเตอร์ในรถสายตรวจ ระบบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ระบบรายงานการทำผิดกฏหมายโดยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น....... ”

การพัฒนาเทคโนโลยีตำรวจที่น่าสนใจ


(ตาราง)

ความร่วมมือ

นโยบายรัฐบาลด้านความปลอดภัยของประชาชนข้อ 1 ยังไม่มีใครเร่งรัดดำเนินการ “จัดระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที” แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ประเทศไทยเราก็ยังไม่มีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแลเรื่องอาชญากรรม ในระดับผู้บริหารประเทศก็ยังแบ่งสรรอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไม่ลงตัว ยังไม่มีใครยกเรื่องประโยชน์ของบริการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ 191 ขึ้นมาพิจารณา คงต้องให้ประชาชนโทรไป รายการวิทยุ “ร่วมด้วยช่วยกัน”หรือ “จส.100” หรือ “สวพ.91” แล้ว ทางรายการค่อยแจ้งขอความช่วยเหลือตำรวจอีกทอดหนึ่ง

คนไทยเรารักกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน ก็ช่วยกันเองไปก่อน หน้าที่อย่างนี้ต้องเป็นงานของตำรวจ ทำใจเย็นๆรอดูไปก่อนดีไหม ให้อำนาจไปแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไร เดี๋ยวมีคนเอาอำนาจไปให้หน่วยอื่น ตำรวจจะเสียเวลาไปตามเอาคืนมาเปล่าๆ

หรือว่าในระหว่างรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ขอให้ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย ที่มองเห็นประโยชน์ ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรมช่วยเรียกร้องให้ยกระดับคุณภาพบริการจากตำรวจ แล้วก็สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผลตลอดจนภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และผู้ประกอบการทั้งหลาย ช่วยกันนำเสนอเทคโนโลยีหรือจัดหาระบบที่ว่านี้มาใช้บริการประชาชน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจกันหน่อยเถิดครับ


****************

ที่มาข้อมูล:

1. นโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 26 ก.พ.2544
2. เดลินิวส์ 3-4 มิ.ย.2545 หัวข้อข่าวหน้าหนึ่ง “ ตีแสกหน้าไทย ตร.-ยุติธรรม รองบ๊วยเอเชีย ” และ “ รับตำรวจเรียนน้อยเลยทุจริต ”
3. The Evolution and Development of Police Technology: National Institute of Justice 1998.
4. http://www.ipoll.th.org/article/police2001/police2001.htm
5. http://ems.fire2rescue.com/articles1.html

Thursday, October 4, 2007

อาวุธไม่ถึงตายช่วยป้องกันตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

อาวุธไม่ถึงตายช่วยป้องกันตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

พฤษภาคม 2547
------------------------

ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา นับว่าเป็นยุคที่ยาบ้าแพร่หลายสุดขีด เราได้รับฟังข่าวคนเมายาบ้าคลุ้มคลั่ง อาละวาดก็มี ทำร้ายตนเองก็มี จับตัวประกันและทำร้ายเด็กหรือผู้หญิงก็มี สร้างความเสียหายต่อสังคมเป็นอย่างมาก ถึงขนาดบาดเจ็บ และเสียชีวิต นำมาซึ่งความเศร้าสลดต่อผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมนั้น
คนเหล่านี้มิใช่คนร้ายโดยสันดาน แต่เป็นคนที่ขาดสติ เมื่อเกิดเหตุขึ้นจึงเป็นภาระแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างหนักในการใช้สติปัญญา ไหวพริบ เพื่อเข้าแก้ไขสถานการณ์ ก็เพราะความที่เป็นคนบ้า เสียสติ ไม่ใช่คนร้ายโดยสันดานนี่เอง จึงทำให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้ดุลพินิจ ตั้งแต่กันไทยมุงต่าง ๆ สยบความแข็งกร้าวของคนร้าย ลดความหวาดระแวงของคนร้าย เจรจาหว่านล้อม ห้ามยั่วยุคนร้าย ยื้อเวลารอจังหวะเพื่อระงับเหตุ ห้ามใช้อาวุธปืนเด็ดขาด
แม้ว่าส่วนมากตำรวจจะประสบความสำเร็จ แต่ก็น่าเสียดายที่บางครั้งมีตัวประกันเสียชีวิต ตำรวจไทยมีประสบการณ์ในเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้ง และเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกฝนมาดีพอสมควร ทำให้ระงับเหตุร้ายต่าง ๆ ได้เรียบร้อยอย่างน่าชมเชย
ที่ผ่านมา ปัญหาเกี่ยวกับการใช้กำลังเกินกว่าเหตุของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยพบไม่บ่อยนัก อาจเป็นเพราะว่า ประชาชนไม่อยากเป็นความกับเจ้าหน้าที่ แต่ในอนาคต คาดว่าจะมีมากขึ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ได้ให้การรับรองสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาคและหน้าที่ของประชาชนไว้ชัดเจน ที่พบอยู่บ่อยๆ ก็คือกรณีของเหตุชุลมุนในการชุมนุมร้องเรียน ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีปัญหาถกเถียงกันอยู่อย่างมากในประเด็นตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

ระดับความรุนแรงของการใช้กำลัง

เหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการที่ตำรวจใช้กำลังระงับเหตุเกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ วัน เกิดขึ้นทั่วประเทศ ไม่ว่าตำรวจจะเจอพวกขี้เมา พวกสติฟั่นเฟือน หรือผู้ที่ไม่ยอมร่วมมือขัดขืน ดื้อดึง ก่อเหตุร้าย ตำรวจก็จะต้องเลือกวิธีจัดการต่อเหตุนั้นอย่างปลอดภัย วิธีดังกล่าวมีรูปแบบตามระดับความรุนแรง ตั้งแต่การออกคำสั่งด้วยวาจาให้ปฏิบัติตาม การห้ามปราม จนถึงการใช้กำลังร่างกายลงมือด้วยเทคนิคการสยบคนร้าย หรือ ใช้อาวุธประเภทกระบอง สเปรย์พริกไทย หรืออาวุธปืน
ในปี ค.ศ.1989 ศาลสูงสหรัฐได้วินิจฉัยชี้ขาดระดับความรุนแรงของการใช้กำลังตำรวจว่า ต้องตัดสินโดยพิจารณาจาก “ ความเห็นหรือวิจารณญาณ ของตำรวจที่ดี มีเหตุผลอันพึงปฏิบัติในเหตุการณ์อันตึงเครียดและไม่แน่นอนนั้น ๆ ” โดยระลึกเสมอว่าการเผชิญหน้าระหว่างตำรวจและประชาชนอาจทวีความรุนแรงขึ้นไปจนถึงควบคุมไม่ได้ในชั่วพริบตา
นอกจากนี้ศาลยังเน้นว่าระดับความรุนแรงในการใช้กำลังต้องพิจารณาจากการกระทำของผู้ก่อเหตุเป็นสำคัญ ตำรวจมีหน้าที่ตอบสนองต่อการกระทำนั้น กล่าวคือ ถ้าผู้ก่อเหตุให้ความร่วมมือเจ้าหน้าที่จะต้องสงบใจเย็นในการใช้อำนาจ ถ้าผู้ก่อเหตุดื้อและต่อสู้ขัดขืน เจ้าหน้าที่จะต้องใช้เทคนิคการจับกุม เพื่อสยบคนร้ายให้อยู่ในความควบคุม หากคนร้ายกลับคืนสู่การยินยอมเจ้าหน้าที่ก็จะต้องลดระดับความรุนแรงลงให้สอดคล้องกับผู้ก่อเหตุ ( ดูตารางที่ 1 ) สำหรับรายละเอียดแต่ละระดับความรุนแรงจะขอไม่อธิบายในที่นี้


ตารางที่ 1 แสดงระดับความรุนแรงของการใช้กำลัง




กฎการใช้อาวุธถึงตาย

ในอดีตตำรวจได้รับอำนาจในการใช้กำลังอาวุธถึงตายในสถานการณ์ 2 แบบ คือ แบบแรกเพื่อป้องกันรักษาชีวิตตนเอง หรือผู้อื่น เรียกว่า กฎรักษาชีวิต ( Defense of life ) กฎข้อนี้มีความชัดเจนในตัวและไม่เป็นปัญหา
แต่แบบที่สองเพื่อหยุดยั้งการหลบหนีของคนร้าย เรียกว่า กฎคนร้ายหลบหนี ( Fleeing felon ) กฎข้อนี้มีปัญหาถกเถียงกันมากมาย จนกระทั่งในปี ค.ศ.1985 กฎข้อหลังนี้จึงถูกปรับแก้ใหม่ เนื่องจากครั้งหนึ่งในมลรัฐเทนเนสซี่ สหรัฐอเมริกา เจ้าของบ้านโทรศัพท์แจ้งตำรวจว่าเกิดเหตุขโมยเข้าบ้าน เมื่อตำรวจมาถึงที่เกิดเหตุ เห็นคนร้ายกำลังหลบหนีออกจากบ้านพอดี ตำรวจจึงเรียกให้หยุด แต่คนร้ายไม่ยอมหยุดตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ จึงถูกยิงตาย ปรากฏว่าคนร้ายในคดีนี้เป็นเด็กอายุ 15 ปี และตรวจพบเงินในกระเป๋าเพียง 10 เหรียญ ซึ่งก็คือเงินที่ขโมยมาจากในบ้านนั้น
ภายใต้กฎหมายของรัฐเทนเนสซี่ ขณะนั้น ตำรวจสามารถใช้อาวุธถึงตายในการหยุดยั้งการหลบหนีของคนร้าย พ่อแม่ของเด็กคนร้ายฟ้องร้องต่อศาลว่ากฎหมายข้อนี้ขัดรัฐธรรมนูญ คดีขึ้นมาถึงศาลสูงในปี ค.ศ.1985 ศาลสูงตัดสินให้พ่อแม่ของเด็กนี้ชนะคดี เพราะการยิงผู้ที่สงสัยว่าเป็นคนร้าย ที่กำลังหลบหนี ( ทั้งที่ไม่มีอาวุธและไม่แสดงความรุนแรง ) ขัดต่อรัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกา ซึ่งห้ามการตรวจค้นและจับกุมโดยไม่มีเหตุอันควร (unreasonable search and seizure)
คำตัดสินครั้งนั้น ทำให้กฎการใช้กำลังอาวุธถึงตายของตำรวจที่บังคับใช้มาถึง 30 ปี ต้องยกเลิกไป เหลือกฎรักษาชีวิตข้อเดียวคือ ใช้กำลังอาวุธถึงตายได้ในกรณีที่เชื่อว่าคนร้ายแสดงอาการคุกคามต่อชีวิตตำรวจ หรือผู้อื่น

เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตาย

สังคมทุกวันนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ในประเทศที่เจริญแล้ว นอกจากจะมีการศึกษาวิจัยระดับความรุนแรงเพื่อพิจารณาความเหมาะสมของการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่แล้ว ยังได้มีการศึกษาวิจัยคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ซึ่งเรียกว่า เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตาย ( Less Lethal Technology ย่อว่า LLT ) เพื่อช่วยให้ตำรวจได้มีทางเลือกสำหรับการใช้กำลังตามสถานการณ์

อาวุธไม่ถึงตายที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
1. อาวุธประเภทตี ( impact weapons )
2. สเปรย์พริกไทย ( pepper sprays หรือ Oleoresin Capsicum )
3. อุปกรณ์ช็อคไฟฟ้า ( electronic stun devices)
4. แก๊สน้ำตา ( tear gas )
5. เครื่องยิงกระสุนยาง ( projectile launchers )
6. อุปกรณ์อื่น ๆ

1. อาวุธประเภทตี ( Impact weapon )
ออกแบบเพื่อใช้เป็นเครื่องทุ่นแรง ในการตี, กระทุ้ง, ดัน, ป้องกันหรือห้าม หรือควบคุมผู้ที่ต่อสู้ขัดขืน อาวุธประเภทตีนี้ได้แก่ กระบองชนิดต่างๆ เป็นต้น บางแบบก็ออกแบบเป็นกระบอกไฟฉายโลหะทำหน้าที่เป็นกระบองได้ด้วย แต่อาวุธพวกนี้จะมีน้ำหนักมากเพราะถ่านไฟฉายหนัก และตัวกระบอกมักมีขอบสัน คม เมื่อฟาดแรง ๆ อาจถึงบาดเจ็บสาหัส พวกอาวุธกำลังภายในของพวกกังฟู ก็เป็นกระบองประเภทหนึ่ง แต่อาวุธประเภทนี้ต้องฝึกฝนนานกว่า จะชำนาญ
กระบองที่ตำรวจนิยมใช้มีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ แบบยืดได้ , แบบตรง และ แบบมีที่จับอยู่ด้านข้าง ข้อดีของอาวุธประเภทกระบองก็คือ มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ห้อยเข็มขัด เหน็บเอวได้ ถ้าเป็นกระบองแบบยืดหดได้จะพกได้มิดชิด เหมาะกับเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบ ถ้าเป็นกระบองแบบตรง การพกพาให้มองเห็น ก็เป็นข้อดีตรงที่ป้องปราม กระบองมีราคาไม่แพง ฝึกใช้ง่าย ใช้ได้ผลในการยับยั้งผู้ที่ถืออาวุธ สังคมทั่วไปยอมรับอาวุธประเภทนี้
ส่วนข้อเสียของกระบองได้แก่ ใช้ได้ผลในระยะประชิด ถ้าเป็นกรณีประจันหน้ากับผู้ที่ถือมีดหรือดาบ กระบองไม่ค่อยเกิดประโยชน์
กระบองอาจทำให้บาดเจ็บได้ทั้งเล็กน้อยจนถึงกระดูกหัก ฟกช้ำ ตกเลือด ถ้าตีหัวแรงๆอาจถึงตายได้ แม้ว่ากระบองจะพกพาได้ง่าย แต่ก็จำเป็นต้องถอดออกวางในตอนนั่งรถ เจ้าหน้าที่บางคนเห็นว่าน่ารำคาญ จึงตั้งใจวางทิ้งไว้ในรถ หรือไม่ก็อาจลืมพกไปด้วย นอกจากนี้กระบองแบบยืดได้ บางทีถ้าหากไม่หมั่นดูแล ก็มีปัญหาตอนใช้งานจริงกลับฝืด สะบัดแล้วไม่ยอมยืดออก

2. สเปรย์พริกไทย ( Oleoresin Capsicum หรือ O.C. )
สกัดจากพืชตระกูล Cayenne pepper plant มี 9 พันธุ์ ที่ใช้ทำสเปรย์ Capsicum มีประโยชน์หลายอย่าง เช่น มีรสเผ็ด ใช้เป็นอาหารได้ ใช้ทาถู นวดกล้ามเนื้อได้ วิธีวัดความเผ็ดร้อนของ O.C. วัดเป็นหน่วยความร้อน ซึ่งค้นพบโดยนาย Scoville สมัยก่อนใช้ลิ้นคนทดสอบ แต่ปัจจุบันมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ใช้ทดสอบ
ตัวอย่างค่าความเผ็ดร้อน : พริกหยวก ( Sweet green bell pepper ) มีค่าเท่ากับ 1 หน่วย ( heat unit ) Capsicum มีค่า 0-15 ล้านหน่วย สำหรับ O.C. ที่ใช้ทำสเปรย์พริกไทย จะมีค่า 2 ล้านหน่วย
ความจริง การใช้สารเผ็ดแสบร้อน หรือสารระคายเคือง เพื่อหยุดยั้งเข้าควบคุมคนร้ายนี้ ไม่ใช่การคิดค้นใหม่ เมื่อ 2,000 ปีก่อน คนจีนใช้วิธีขว้างห่อเครื่องเทศพริกไทยใส่ข้าศึก นักรบญี่ปุ่นก็ใช้อาวุธแบบนี้ทำให้ข้าศึกตาพร่ามองไม่เห็นชั่วขณะ
ตำรวจในอเมริกาและแคนาคาใช้สเปรย์พริกไทยมากว่า 20 ปีแล้ว เพราะมีข้อดีกว่าแก๊สน้ำตา คือ ถ้าใช้ถูกต้องจะไม่มีการบาดเจ็บ และไม่มีปัญหาสารเคมีเปรอะเปื้อน สเปรย์พริกไทยในงานตำรวจ จะบรรจุเป็นกระป๋องสเปรย์ขนาด 55 gm เหน็บเอว หรือเป็นขนาดถังใหญ่ 250-400 gm ใช้ควบคุมฝูงชน
ตอนแรกๆ ใคร ๆ ก็คิดว่า O.C. เป็นของวิเศษ สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธแทนปืนได้ แต่จริง ๆ แล้ว มีข้อจำกัดหลายประการ เช่น ใช้ได้ในระยะประชิดเหมือนกระบองคือ 3-6 ฟุต สำหรับการควบคุมฝูงชน ซึ่งการปฏิบัติจะยืนอยู่ห่าง ราว 20 ฟุต ต้องใช้แบบถังซึ่งไม่สะดวกในการพกพา นอกจากนี้ฝนและลมยังทำให้ระยะหวังผลน้อยลงไปอีก เพราะตัวสเปรย์จะต้องถูก บริเวณที่ตาเท่านั้น ถูกบริเวณอื่นไม่ได้ผล
เคยมีข้อมูลว่า สเปรย์พริกไทยไม่สามารถใช้ได้ผลกับคนบางประเภทโดยเฉพาะพวกนักมวยกังฟู หรือ กำลังภายใน หรือคนบ้า พวกนี้สามารถทนต่อการฉีดสเปรย์ได้หลายครั้ง บางคนสามารถปิดตาได้รวดเร็วมากจนสเปรย์พริกไทยไม่ทำงาน
สเปรย์พริกไทยยังมีข้อเสียอีกข้อหนึ่งก็คือ แม้ทำงานได้ผล แต่ก็สยบคนร้ายได้ไม่สมบูรณ์ ลองเปรียบเทียบ 2 สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นต่อไปนี้ :
กรณีที่ 1 เจ้าหน้าที่ใช้สเปรย์สยบนักโทษที่คลุ้มคลั่งในห้องขังได้ โดยพ่นผ่านลูกกรงเข้าไปในห้องขัง เพียง 5 วินาที เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวนักโทษได้ โดยไม่มีการบาดเจ็บทั้งสองฝ่าย
กรณีที่ 2 คนบ้าถือมีดเข้าจู่โจมเจ้าหน้าที่ในระยะประชิด เจ้าหน้าที่ใช้สเปรย์ฉีดใส่ใบหน้าได้ทันที แต่ในช่วงเวลากว่าสเปรย์จะสยบคนร้ายได้ ปรากฏว่าคนบ้าโถมเข้าหาและแทงบริเวณคอของเจ้าหน้าที่ แม้ว่าหลังจากนั้นคนบ้าจะถูกควบคุมตัวได้ แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งก็ได้รับบาดเจ็บ
3. เครื่องช็อคไฟฟ้า ( electronic stun device )
เครื่องช็อคไฟฟ้าเริ่มนำมาใช้ราวปี ค.ศ.1985 ปัจจุบันมี 2 แบบ คือ ปืนจี้ไฟฟ้า ( stun gun ) และปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า(TASER) เครื่องช็อคทั้ง 2 แบบใช้หลักการป้อนไฟฟ้าแรงดันสูง แต่กระแสต่ำ เข้าสู่ร่างกาย ทำให้คนร้ายไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ชั่วขณะ เพราะกล้ามเนื้อหดตัวทันที โดยทั่วไปคนร้ายจะทรุดลงกับพื้นในลักษณะสั่น และ ชักกระตุก คนร้ายจึงสยบลงได้ชั่วขณะ แม้จะมึนงง แต่คนร้ายก็มักจะมีสติ
แบบแรกคือปืนจี้ไฟฟ้าใช้แบตเตอรี่ 9 โวลท์ มีลักษณะคล้าย ๆ ที่โกนหนวดไฟฟ้า มีสองเขี้ยว สำหรับจี้เข้าที่ร่างกายของคนร้าย การใช้งานจึงต้องอยู่ในระยะประชิด ถ้าจะใช้ระยะห่าง ต้องใช้แบบที่ต่อให้ยาวขึ้นซึ่งค่อนข้างเทอะทะ
ปืนจี้ไฟฟ้า ผลิตไฟ 4-5 หมื่นโวลท์ กระแส 50-60 มิลลิแอมป์ เป็น แบบกระตุก ( pulse ) วิ่งผ่านเขี้ยวทั้งสอง ซึ่งเมื่อจี้กล้ามเนื้อบริเวณ กระเพาะ ขา แผ่นหลังส่วนล่าง แขน และหน้าอกส่วนบน พลังงานไฟฟ้าจะทำให้กล้ามเนื้อหดตัว ประกายไฟฟ้านี้สามารถทะลุผ่านเสื้อผ้าเข้าไปได้ เว้นแต่ถ้าเป็นเสื้อกันหนาวที่ค่อนข้างหนามาก ๆ ก็จะใช้ไม่ได้ผล
ปืนจี้ไฟฟ้านี้มีข้อดีตรงที่ ใช้ขู่ได้ผล เพราะมองเห็นประกายไฟ ทำให้คนร้ายตกใจกลัว ยอมเชื่อฟังตามคำสั่งเจ้าหน้าที่ แต่ปืนจี้ไฟฟ้านี้มีข้อจำกัดในการใช้งาน และสังคมก็มักจะมองว่าเจ้าหน้าที่นำไปใช้ในการทรมานผู้ต้องหา จึงถูกระงับใช้ในกิจการตำรวจ ต่อมาได้มีการคิดค้นปืนยิงลูกดอก ซึ่งมีประสิทธิภาพดีกว่า ปืนจี้ไฟฟ้าก็เลยเสื่อมความนิยมลงไป
ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าถูกคิดค้นขึ้นโดยนาย Jack Cover ในปี ค.ศ.1976 และทดลองใช้งานในปี ค.ศ.1978 นาย Jack คนนี้เป็นแฟนหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์ Tom Swift จึงตั้งชื่ออาวุธว่า Thomas A. Swift Electric Rifle นิยมเรียกย่อว่า Taser
ปืนยิงลูกดอกนี้ความจริงไม่ใช่ปืนยาว (Rifle ) แต่เป็นปืนพกใช้แบตเตอรี่นิเกิลแคตเมี่ยมหรืออัลคาไลน์ ที่ใช้ยิงลูกดอกซึ่งติดอยู่ที่ปลายเส้นลวด ลูกดอกพุ่งออกไปโดยใช้แรงดันแก๊สหรือชนวนท้ายแบบดินปืนน้อย ความเร็วต้นของลูกดอกอยู่ในช่วง 200 ฟุต/วินาที
เมื่อลูกดอกถูกยิงออกไปจะปักติดกับผิวหนัง หรือเสื้อผ้าของคนร้าย มีเส้นลวดต่อจากลูกดอกยาว 15-20 ฟุต ติดกับตัวปืนทำหน้าที่เป็นสายไฟฟ้า เมื่อดึงลูกดอกที่ปักในตัวผิวหนังของคนร้ายออก ก็จะมีรอยแผลเหมือนกับโดนผึ้งต่อย แทบจะไม่มีริ้วรอยหรือการบาดเจ็บเลย กระแสไฟที่ส่งผ่านเส้นลวดไปยังคนร้าย ( ประมาณ 50,000 โวลท์ ) ยังสามารถกด ปิด/เปิด โดยสวิทช์ที่ไกปืนอีกด้วย
ทั้งปืนจี้ไฟฟ้ากับปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า มีน้ำหนักเบา พกพาสะดวก ติดเข็มขัด เหน็บเอวได้ แต่ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า ทำงานที่ระยะห่าง 15-20 ฟุต ไกลกว่า ปืนจี้ไฟฟ้า กระบอง และ สเปรย์พริกไทย ซึ่งต้องใช้ระยะประชิด
แม้ว่าเครื่องช็อคไฟฟ้านี้ จะสามารถสยบคนร้ายได้ทันที แต่จากสถิติ และผลการใช้งาน ปรากฏว่าไม่แน่นอน 100 % ว่าจะได้ผลดี ปัญหาสำคัญก็คือ ความหนาของเสื้อผ้าคนร้าย นอกจากนี้ระยะหวังผลขึ้นอยู่กับทักษะการเล็ง
ปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าบรรจุกระสุนได้ทีละ 1-2 นัด ในสถานการณ์ตึงเครียดแทบจะไม่มีโอกาสบรรจุกระสุนอีกเลย อีกทั้งปืนยิงลูกดอกไฟฟ้าเป็นอุปกรณ์ทางไฟฟ้าผสมกับทางกล ต้องดูแลรักษาอย่างดี โดยเฉพาะแบตเตอรี่ ทั้งยังไม่สามารถใช้ในสภาพแวดล้อมที่มีไอสารระเบิดหรือแก๊สธรรมชาติได้
ในประเทศอเมริกา มีหลายรัฐ ได้ศึกษาปืนจี้ไฟฟ้าและปืนยิงลูกดอกไฟฟ้า ปรากฏว่ามีทั้งยอมรับและไม่ยอมรับอาวุธดังกล่าว เหตุผลที่ไม่ยอมรับประการสำคัญก็คือ เกรงว่าเจ้าหน้าที่จะนำไปใช้ในทางมิชอบ เนื่องจากเคยมีเหตุการณ์ในอดีต เช่น คดีนาย Rodney King ซึ่งเป็นชาวอเมริกันนิโกร ในระหว่างการจับกุมนาย Rodney ซึ่งอยู่ในอาการเมาสุรา เจ้าหน้าที่ยิงลูกดอกซ้ำหลายครั้ง และตีซ้ำหลายครั้ง ปรากฏว่านาย Rodney ยังทนได้ ซึ่งคดีนี้ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่าตำรวจกระทำรุนแรงเกินเหตุ จนเป็นชนวนนำไปสู่การจลาจลในเมืองลอสแองเจลิส ในปี ค.ศ.1992 และยังมีคดีอื่น ๆ อีกหลายคดีที่เจ้าหน้าที่ใช้ปืนจี้ไฟฟ้าในการทรมานผู้ต้องหา

4. แก๊สน้ำตา ( Tear gas)
ความจริงแก๊สน้ำตาไม่ได้เป็นแก๊ส แต่เป็นผงเคมีละเอียดชนิดหนึ่ง มี 2 สูตร ที่ใช้ในกิจการตำรวจ คือสูตร CN ( Chloroacetophenone ) และสูตร CS ( Orthochlorbenzalmalononitrile) ทั้ง 2 สูตร มีความแตกต่างกันในด้านประสิทธิภาพ
แก๊สน้ำตาสูตร CN ประดิษฐ์โดยนักเคมีชาวเยอรมัน ในปี ค.ศ.1969 ถูกใช้ร่วมกับแก๊สพิษ คือแก๊สมัสตาร์ด ( mustard gas ) กับ แก๊สคลอรีน ( Chlorine gas ) ในสงครามโลกครั้งที่ 1 แก๊สนี้มีผลให้บริเวณร่างกายที่มีความชื้นเกิดอาการแสบร้อนและคัน น้ำตาไหลและหนังตาปิด และระคายเคืองต่อระบบหายใจ แม้ว่า แก๊สน้ำตาสูตร CN จะอ่อนกว่าแก๊ส ทั้ง 2 ชนิด แต่ก็สามารถสยบคนร้ายได้รวดเร็วภายใน 1-3 วินาที
แก๊สน้ำตาสูตร CS พัฒนาขึ้นโดยประเทศอังกฤษ ในสงครามไซปรัส ปี ค.ศ.1961 มีความรุนแรงกว่า สูตร CN แต่คงอยู่ได้นานกว่า แก๊สน้ำตาสูตร CS จะสยบคนร้ายได้ภายใน 3-7 วินาที ผลของ มันจะทำให้เกิดน้ำตาไหลพราก หนังตาปิด ผิวหนังแสบร้อนอย่างมาก น้ำมูกไหล มีอาการแน่นหน้าอก สำลัก และมึนงงด้วย
แม้ว่า แก๊สน้ำตาสูตร CS จะมีอำนาจรุนแรงมากกว่า แต่ก็มีอันตรายกว่า เพราะถ้าใช้ความเข้มข้นมากอาจถึงตายได้ เพื่อความปลอดภัยจึงนิยมใช้ สูตร CN
แก๊สน้ำตานั้นมีทั้งแบบลูกระเบิดขว้าง ( grenade) และแบบกระสุนยิง (cartridge) แก๊สน้ำตาเหมาะกับสถานการณ์ ( ก ) ควบคุมฝูงชน (ข) ยิงหรือโยนใส่คนร้ายที่อยู่หลังสิ่งกีดขวางเพื่อสร้างความได้เปรียบแก่หน่วยที่เข้าจู่โจม ( ค) ใช้โดยตรงต่อกลุ่มคนร้าย
แก๊สน้ำตาเป็นอาวุธไม่ถึงตาย เป็นที่ยอมรับแพร่หลายทั่วไป เพราะมีความปลอดภัยดีมาก แก๊สน้ำตาใช้ได้ผลดีมากในการควบคุมฝูงชน หรือในการสยบคนร้ายในที่กีดขวาง
แม้ว่าแก๊สน้ำตาจะทำงานได้ไว แต่ก็ไม่สามารถทำให้คนร้ายสยบได้ทันที ต้องรอเวลาอีกเล็กน้อย แก๊สน้ำตาแบบระเบิดขว้างอาจทำให้เกิดไฟไหม้ได้ เพราะต้องใช้ความร้อนเผาให้ปล่อยสารเคมีพ่นออกจากกระป๋อง จึงเหมาะกับการใช้งานในที่โล่ง ถ้าใช้ในอาคาร มีโอกาสผิดพลาด เกิดอันตรายได้
ข้อเสียของแก๊สน้ำตาที่สำคัญก็คือ อนุภาคหรือผงเคมีไม่ค่อยยอมตกลงพื้น แต่จะลอยพัดไปตามลม ผู้ใช้งานจึงต้องสวมหน้ากากด้วย นี่คือปัญหา เพราะคนที่ไม่เกี่ยวข้องเช่นไทยมุงก็จะได้รับแก๊สน้ำตาไปด้วย
ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของแก๊สน้ำตาคือสารเคมีเปรอะเปื้อน ต้องใช้น้ำมากในการทำความสะอาด ต้องถ่ายเทอากาศฯลฯ

5. เครื่องยิงกระสุนยาง ( projectile launcher )
เครื่องยิงกระสุนยางมีหลายแบบ ใช้กระสุนพิเศษต่างๆ กัน หลักการก็คือ กระสุนที่ยิงออกไปจะต้องสามารถส่งผล ทำนองเดียวกับ การต่อยแรง ๆ ทำให้คนร้ายสลบ โดยไม่ทำให้เกิดบาดแผลอันตรายมากเหมือนกับกระสุนจริง กระสุนที่ใช้มักจะทำด้วยยาง หรือ พลาสติกอ่อน
เครื่องยิงบางแบบ สามารถใช้ยิง กระสุนแก๊สน้ำตาก็ได้ หรือยิงกระสุนยางก็ได้ ความแม่นยำและระยะหวังผลขึ้นอยู่กับชนิดกระสุน และความชำนาญ
ข้อดีของเครื่องยิงกระสุนยาง เทียบกับอาวุธไม่ถึงตายอื่น ๆ ก็คือ ระยะส่วนมากใช้ระยะประชิด แต่เครื่องยิงกระสุนยางมีระยะหวังผลไกลกว่ามาก ข้อนี้กลับเป็นข้อเสียเพราะความแรงของกระสุนตอนยิงระยะใกล้อาจรุนแรงถึงตายได้ ผู้ใช้งานจึงต้องมีความชำนาญสูง เพราะต้องเข้าใจสมรรถนะและอันตรายของเครื่องยิงและกระสุน และต้องยิงได้แม่นยำ

6. อาวุธชนิดอื่น ๆ
ยังมีอาวุธอื่น ๆ ที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาและอยู่ระหว่างการพิจารณายอมรับมาใช้ในกิจการตำรวจ เช่น เครื่องยิงแห (net launching / capture device) ปืนยิงโฟม (sticky foam gun) ปืน Taser ไร้สาย ( wireless taser ) เครื่องยิงกระสุน RAG (ring airfoil grenade) เป็นต้น
เครื่องยิงแหใช้หลักการเดียวกับการไล่จับสัตว์ป่าในหนังสารคดีสัตว์ป่า เป็นเครื่องยิงใช้พลังแก๊สหรือลมขับและดันแหไปคลุมตัวคนร้าย เพื่อให้การห่อหุ้มดีขึ้น แหบางแบบผสมโฟมเหนียว บางแบบมีไฟฟ้า ผลการทดสอบเครื่องยิงแห ยังพบอุปสรรคในการใช้งานหลายประการ ตั้งแต่ความเทอะทะ พกพาลำบาก เหน็บเอวไม่ได้ ระยะหวังผลราว 20 ฟุต ก็น้อยเกินไป ส่วนมากมักจะยิงพลาดเป้า หรือแม้จะถูกเป้าแต่คนร้ายก็สามารถปลดเปลื้องได้รวดเร็ว
การพัฒนาโฟมเหนียวเริ่มขึ้นในราวปี ค.ศ.1992 ในอเมริกา ณ ห้องปฏิบัติการแซนเดีย ( Sandia National Laboratories) บางทีเรียกว่าปืนกาว ( Glue Gun ) ลักษณะของปืนจะเป็นแบบเครื่องยิง และถังโฟม น้ำหนักรวม 32 ปอนด์ ยิงได้หลายนัด และระยะยิงไกลไปถึง 35 ฟุต เมื่อยิงออกไป โฟมเหนียวขยายตัวออก 30 เท่า อย่างไรก็ดี ผลการทดสอบพบว่ามีปัญหาตรงที่ใช้งานไม่สะดวกและไม่ได้ผล

บทสรุป
ตราบจนทุกวันนี้ มนุษย์เราก็ยังคิดค้นอาวุธไม่ถึงตายที่สมบูรณ์แบบ มาใช้สำหรับกิจการตำรวจไม่สำเร็จ ถ้าหากค้นพบแล้วจริง อาวุธดังกล่าวนี้ คงจะมีรูปร่างเหมือนกับปืนรังสี (หรือ Phaser) ในนิยายวิทยาศาสตร์ เรื่อง “Star Trek”
จะเห็นว่า ปืนรังสีในหนัง สามารถใช้หยุดยั้งคนร้ายได้ ในระยะหวังผล ถ้าตั้งไว้ที่ตำแหน่งช็อค ( “Stun ” ) ก็จะสยบคนร้ายได้ เป็นอาวุธไม่ถึงตาย หรือจะตั้งไว้ที่ตำแหน่งฆ่า ( “ Kill ” ) ก็จะเป็นอาวุธถึงตาย
อย่างไรก็ดี เทคโนโลยีอาวุธไม่ถึงตายจะมีการพัฒนามากขึ้นไปเรื่อย ๆ ซึ่งก็เป็นนิมิตหมายที่ดีว่าในอนาคตสักวันหนึ่ง มนุษย์เราจะมีอาวุธวิเศษ (wonder weapon) ที่พกพาสะดวกมาใช้แทนกระบองหรือปืน
ถึงอย่างไร เราต้องไม่ลืมว่าอาวุธเหล่านั้น ออกแบบคิดค้นเพื่อแสวงหากำไรซึ่งผู้ผลิตย่อมต้องการที่จะขายของ ๆ ตน อาวุธที่ผลิตขึ้นมาบางอย่างได้ทดลองใช้แล้ว แทบจะเรียกได้ว่า ในการปฏิบัติมีประโยชน์น้อยมาก หรืออาจใช้ได้ในบางสถานการณ์เท่านั้น เหตุผลหนึ่งก็คือออกแบบโดยไม่เข้าใจสถานการณ์จริง ๆ ที่ตำรวจประสบ ดังนั้น ตำรวจจึงยังต้องพึ่งพาอาวุธถึงตาย ( คือปืน ) อยู่
อาวุธไม่ถึงตายในอุดมคติ จะต้องมีคุณสมบัติต่อไปนี้ คือ
1. ต้องทำให้คนร้ายหมดสภาพ (incapacitate) ชั่วระยะเวลาหนึ่ง ไม่เกิดนานมาก แต่นานพอที่จะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่เข้าชาร์จ/ควบคุม/จับกุมได้ทัน
2. มีบาดแผล และบาดเจ็บเล็กน้อย
3. ช่วยให้เจ้าหน้าที่เข้าควบคุมตัวได้ทันที (instantaneous control)
4. ใช้กับคนบ้าหรือพวกที่ทนต่อความเจ็บปวดได้
5. สังเกตได้ว่ามีอาการ เพื่อให้แน่ใจว่าอาวุธนั้นใช้งานได้
6. มีผลเฉพาะผู้ที่เป็นเป้าหมายเท่านั้น คนอื่นไม่ได้รับผลของอาวุธไปด้วย


@@@@@@@@@@@@@@@@@


เอกสารอ้างอิง

1. “ THE EVOLUTION AND DEVELOPMENT OF POLICE TECHNOLOGY ” , SEASKATE INC. , MINISTRY OF JUSTICE (JULY 1998).
2. “ USE OF FORCE COMMITTEE FINAL REPORT ” , TORONTO POLICE CANADA ( MAY 1998 )
3. สกู๊ปหน้า 1 นสพ. เดลินิวส์ ( 23 ธ.ค. 2545 )
4. หนังสือเวียน ที่ นร.0205/ว117 ลงวันที่ 9 ส.ค.2545 เรื่องหลักการและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในการชุมนุมเรียกร้อง