Welcome to my blog!

Hi Everyone! Enjoy!

Sunday, September 26, 2010

คลิปฉาว ผู้การจังหวัดตาก

คลิปฉาว ผู้การจังหวัดตาก

เวลา 17.00 น.วันที่ 22 กันยายน 2553 พล.ต.ท.สุรสีห์ สุนทรศารทูล ผบช.ภ.6 เปิดเผยว่า หลังจากตั้งพล.ต.ต.ชัยณรงค์ วงษ์สุนทร รองผบช.ภ.6 ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีผบก.ภ.จว.ตาก ที่ตกเป็นข่าวกรณีคลิ๊ปฉาวในที่ทำงาน ขณะนี้ ได้รับการรายงานเบื้องต้นจากพล.ต.ต.ชัยณรงค์แล้วว่า ได้สอบพยานที่เกี่ยวข้องแล้ว วันนี้ เวลา 16.00 น.ตนได้เซ็นต์คำสั่งที่ 279/2553 สั่งย้ายพล.ต.ต.เพ็รชลูก เสียงก้อง ผบก.ภ.จว.ตาก มาประจำที่สำนักงานตำรวจภูธรภาค 6 เป็นระยะเวลา 90 วัน มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2553 และได้เซ็นต์คำสั่ง280/2553 แต่งตั้งให้พล.ต.ต.จำลอง น้อมเศียร ผบก.กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 6 ไปรักษาราชการเป็นผบก.ภ.จว.ตาก มีผลตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน 2553 ขณะนี้ได้รายงานให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติทราบแล้ว

พล.ต.ท.สุรสีห์ เผยต่อว่า ส่วนเรื่องการสอบสวนนั้น ยังคงดำเนินการสอบสวนต่อไป และคิดว่าอีกสองสามวันคงทราบผลมีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนการเซ็นต์คำสั่งปลดหรือไล่ออก หรือลงโทษทางวินัยนั้น ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงดำเนินการสอบสวนชี้มูลว่ามีความผิดหรือไม่อย่างไร จากนั้นจะเสนอให้ผบ.ตร.ผู้มีอำนาจดำเนินการต่อไป

ที่มา : http://76.nationchannel.com/playvideo.php?id=113522


มอบรางวัล "คนดีศรีสังคม"ผู้กระทำความดี

มอบรางวัล "คนดีศรีสังคม"ผู้กระทำความดี

22 กย. 2553

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานมอบใบเกียรติคุณ "คนดีศรีสังคม" และมอบของที่ระลึกให้กับผู้ที่ได้รับรางวัล "คนดีศรีสังคม" โดยมีนายระพีพันธุ์ สริวัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายจิรายุ นันท์ธราธร ผู้อำนวยการสำนักงานเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ พร้อมด้วย ผู้ตรวจราชการ ผู้บริหาร ประชาชน มาร่วมงานเป็นจำนวนมาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ กล่าวว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือก "คนดีศรีสังคม" ได้ตระหนักในคุณค่าของการทำความดีและคนดีของสังคม จึงได้จัดโครงการ "ส่งเสริมคนดีศรีสังคม" มาตั้งแต่ปี 2550 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบที่จะต้องรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ สถาบันศาสนา สถาบันพระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมทั้งเป็นการยกย่องผู้กระทำความดีอันประจักษ์แก่สังคมและประเทศชาติ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ตลอดจนปลุกจิตสำนึก และกระตุ้นให้ทุกภาคส่วนได้มีแบบอย่างที่ดีและมีส่วนร่วมในการรณรงค์รักษาและส่งเสริมคนดีด้วยการมอบรางวัล "คนดีศรีสังคม" ให้แก่ "คนดี" เหล่านั้น โดยที่ผ่านมามีผู้ที่ได้รับรางวัลคนดีศรีสังคมไปแล้ว รวม 77 คน
รองนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในปีนี้ คณะอนุกรรมการพิจารณาคัดเลือก "คนดีศรีสังคม" ตามแนวทางและหลักเกณฑ์ได้ทั้งหมด จำนวน 10 ราย แบ่งเป็น 3 กรณี คือ
1. ผู้แสดงออกซึ่งความเมตตา กรุณา ต่อเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยากด้วยการอุทิศตนให้การช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน จำนวน 1 คน ได้แก่ นายพฤกษา ทองเจริญ
2. ผู้แสดงออกซึ่งการปกป้อง พิทักษ์สังคมด้วยความกล้าหาญ เสียสละ โดยไม่เกรงกลัวต่อภยันตราย จำนวน 2 คน ได้แก่ นายโสภา มั่นแย้ม นางสาวธิติมา ยุราวรรณ
3. ผู้แสดงออกถึงความซื่อสัตย์ สุจริต เช่น ไม่ยักยอก หรือนำเอาทรัพย์สินซึ่งมีค่าของผู้อื่นมาเป็นของตน ทั้งๆ ที่มีโอกาสจะกระทำได้ จำนวน 7 คน ได้แก่ สิบตำรวจโท กฤตพัฒน์ รัตนเสรี นายอภิเชษฐ์ สุรธรรมจรรยา นายหนูเจน มณีฉาย นายวิทยา ดวงบุตร นายอาจ กอบคำ นายสมศักดิ์ อภัยโส และ นายสานนท์ พรมแตง

ที่มา : http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=470166

Tuesday, August 31, 2010


คุณแม่ใจเด็ด คลอดแล้วน้องฮีโร่ !

12 ส.ค. 53 รายงานข่าวได้รับแจ้งจาก น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 ว่า นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ดที่ไล่จับโจรขโมยรถยนต์ ได้คลอดน้องฮีโร่ แล้วด้วยวิธีผ่าตัด เมื่อเวลา 09.29 ที่ผ่านมาโดยมีน้ำหนักตัว 2,738 กรัม ซึ่งมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ทั้งแม่ และลูก ขณะที่ นางธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ใจเด็ด ได้กล่าวถึงพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ได้หยิบยกวีรกรรมของตน มากล่าวชื่นชมว่า
“ตนรู้สึกตื้นตันใจ ปลื้มปิติ ตลอดเวลาที่นั่งฟังพระราชดำรัสของ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ที่ทรงชื่นชมตน จากกรณีช่วยจับคนร้ายขโมยรถยนต์ ไม่คิดว่าเรื่องเล็กๆ ของตน จะทราบถึงพระเนตรพระกรรณ ซึ่งถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยชีวิตหลังจากนี้ จะขอทำดีความดีตลอดชีวิต และรู้สึกดีใจ ที่ได้ปลุกกระแสให้สังคมไทย ได้ลูกขึ้นมาทำดี อยากให้ทุกคนช่วยกันสอดส่องดูแลประเทศชาติ ให้บ้านเมืองเราน่าอยู่มากยิ่งขึ้น” คุณแม่ใจเด็ดกล่าวสั้นๆ

แหล่งข่าวที่มา MThai SMS News
http://news.mthai.com/general-news/83957.html


สาวไล่จับโจรคลอดน้องฮีโร่แล้วปีติดอกไม้พระราชทานจากราชินี


วันที่ 12 ส.ค. น.ส.ธิติมา ยุราวรรณ คุณแม่ฮีโร่จากวีรกรรมขับรถกวดคนร้ายทั้งที่ท้องแก่ 9 เดือน ได้คลอดบุตรชายคนที่ 2 แล้ว ที่โรงพยาบาลพญาไท 3 เมื่อเวลา 09.29 น. ชื่อ ด.ช.สิรวิชญ์ วิจิตราการลิขิต หรือ น้องฮีโร่ น้ำหนักแรกเกิด 2,738 กรัม สูง 49 เซนติเมตร สภาพสมบูรณ์แข็งแรง
น.ส.ธิติมา เผยว่า ดีใจที่คลอดบุตรในวันดีคือวันเฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ปลาบปลื้มที่ได้รับดอกไม้พระราชทาน ไม่คิดว่าการกระทำเล็ก ๆ ครั้งนี้จะได้รับผลตอบแทนยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะการที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงมอบกำลังใจให้นั้น ตื้นตันและปลื้มปิติยิ่งกว่าพรใด ๆ

“ไม่นึกเลยว่าจะมีวันที่มีโอกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯ จะตรัสถึงชื่อและนามสกุล และยังทรงอวยพรถึงลูกที่เกิดมาให้มีร่างกายที่แข็งแรง มันเป็นเรื่องที่ไม่คาดคิดที่สุดในชีวิต” น.ส.ธิติมา กล่าวทั้งน้ำตาและว่า หลังจากนี้จะสอนลูกให้รู้จักคิด ช่วยเหลือสังคมและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ คาดหวังว่าลูกชายจะได้รับใช้ชาติ

น.อ.หญิงอังคณา บุญยงค์ เจ้าของรถที่ถูกขโมย กล่าวว่า ชื่นชมวีรกรรมของน.ส.ธิติมา เป็นตัวอย่างที่ดีของสังคม อยากให้ทุกคนช่วยเหลือเอื้ออาทรต่อกัน ทั้งนี้ได้นำเหรียญกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พร้อมสร้อยทองน้ำหนัก 1 บาท มอบเป็นของขวัญให้น้องฮีโร่ด้วย

น.พ.อนันตศักดิ์ อภัยรัตน์ ผอ.ร.พ.พญาไท 3 กล่าวว่า เป็นเกียรติที่น.ส.ธิติมาเลือกมาคลอดบุตรที่โรงพยาบาล มอบของขวัญเป็นการดูแลค่าใช้จ่ายทั้งหมดกว่า 5 หมื่นบาท พร้อมทั้งชุดวัคซีนให้น้องฮีโร่ด้วย

สำหรับบรรยากาศบริเวณห้องพักหมายเลข 763 เป็นไปอย่างคึกคักตั้งแต่ช่วงเช้า มีผู้เข้าเยี่ยมและให้กำลังใจน.ส.ธิติมาจำนวนมาก อาทิ ตัวแทนจากกทม. ตำรวจในท้องที่ สำนักงานเขตภาษีเจริญ ฯลฯ ทั้งนี้เวลา 11.50 น. น.ส.ธิติมาเห็นหน้าบุตรชายครั้งแรกผ่านจอแอลซีดีที่ติดตั้งถ่ายทอดสดในห้องพัก พร้อมกล่าวด้วยความปลื้มใจว่า “ลูกแม่ ตัวแดงมากเลย แข็งแรงดี ๆ”
พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ว่าที่ ผบ.ตร พร้อมด้วยพล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก สตช. เดินทางเข้าแสดงความยินดีกับ น.ส.ธิติมาและน้องฮีโร่ โดยพล.ต.อ.วิเชียรกล่าวว่า น.ส.ธิติมาเป็นแม่ตัวอย่างที่เสียสละ จึงตั้งใจเดินทางมาเพื่อแสดงความยินดี ขณะที่พล.ต.ท.พงศพัศกล่าวว่า อนาคตอยากชวนน้องฮีโร่มารับใช้ชาติ นอกจากนี้ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. ยังส่งตัวแทนนำกระเช้าแสดงความยินดีด้วย


แหล่งข่าวที่มา http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRJNE1UWXdNRGczTVE9PQ==

Sunday, August 22, 2010

หลักฐานนิติเวชก็โกหกได้

หลักฐานนิติเวชก็โกหกได้
โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มติชนรายวัน วันที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 32 ฉบับที่ 11478

เรื่องราวบันเทิงที่ดูจากโทรทัศน์อาจมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ดูในโลกจริงอย่างร้ายแรงก็เป็นได้ ดังในกรณีของการเชื่อมั่นอย่างผิดๆ ในการใช้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ในคดีอาญาจนอาจทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องติดคุกหรือถึงกับถูกประหารชีวิตได้
ทีวีซีรีส์ CSI หรือ Criminal Science Investigation ของอเมริกาได้รับความนิยมอย่างยิ่ง คนดูได้ทั้งความรู้ในเรื่องนิติเวช (forensics) ความบันเทิง และความไร้เทียมทานของวิทยาศาสตร์ในการจับคนผิดมาลงโทษ
คำขวัญของผู้เชื่อมั่นในเรื่องหลักฐานทางนิติเวช ก็คือ "พยานโกหกได้ แต่หลักฐานทางวิทยาศาสตร์โกหกไม่ได้" ซึ่งสร้างความสบายใจให้แก่คนเดินถนนทั่วไปที่ไม่คิดจะทำความผิด อย่างไรก็ดีนิตยสาร Popular Mechanics (PM) อันมีชื่อเสียงของโลกในฉบับล่าสุดเดือนสิงหาคม 2009 ให้ข้อเท็จจริงว่าหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ก็อาจโกหกได้เนื่องจากมนุษย์พยายามยัดเยียดให้หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ตอบคำถามมากกว่าที่มันจะตอบได้
PM เปิดเผยความจริงที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวพันกับคดีไม่ว่าจะเป็นตำรวจ อัยการ ผู้พิพากษา หรือคณะลูกขุน (ในประเทศที่ใช้ระบบการพิจารณาคดีเช่นนั้น) และเรียกได้ว่าน่าตกใจเพราะหลายเรื่องตรงกันข้ามกับสิ่งที่พวกเราๆ เข้าใจกันจากการดู CSI และภาพยนตร์หลายๆ เรื่องที่เกี่ยวกับการลงโทษผู้กระทำผิดด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์จากตัวผู้ตาย จากบริเวณที่เกิดอาชญากรรม จากหลักฐานประกอบคดี ฯลฯ
ในหลายประเทศในโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกานักโทษนับร้อยคนได้รับการปล่อยตัวหลังจากมีการทบทวนหลักฐานทางนิติเวชในเรื่อง DNA
ดังเรื่องของเด็กหนุ่มอายุ 23 ปี ชื่อ Steven Barnes ถูกตัดสินจำคุก 25 ปี ในข้อหาฆ่าข่มขืนเด็กหญิงอายุ 16 ปี เนื่องจากพบเส้นผม 2 เส้นที่มีลักษณะคล้ายกับผู้ตายอย่างยิ่งในรถของเขา และตัวอย่างดินจากรถของเขาตรงกับดินจากบริเวณที่เกิดเหตุ นอกจากนี้กางเกงยีนของผู้ตายทิ้งรอยนั่งประทับไว้ในรถของเขา
เมื่อปีที่แล้วเขาได้รับการปล่อยตัวหลังจากติดคุกมา 20 ปี จากการพิสูจน์ DNA ของเขากับที่ปรากฏในตัวผู้ตาย
PM ใช้คำยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญว่าหลักฐานทางนิติเวชที่เชื่อถือได้มากที่สุดเพราะมีการศึกษาอย่างกว้างขวางโดยใช้วิชาสถิติสนับสนุนก็คือ การพิสูจน์ DNA (ได้มาจากเลือด เนื้อเยื่อ อสุจิ น้ำมูก น้ำลาย เซลล์ผิวหนัง เซลล์จากอวัยวะของร่างกาย เส้นผม ฯลฯ) โอกาสที่คนสองคนที่มิใช่ฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกันจะมี DNA เหมือนกันคือ 1 ใน 1 พันล้านล้าน (เลข 1 และตามด้วยเลขศูนย์ 15 ตัว)
ก่อนหน้าการใช้ DNA หลักฐานสำคัญก็คือเลือดและเส้นผม ในเรื่องเลือดก็ใช้ กรุ๊ปเลือด เรื่องเส้นผมก็ใช้การขยายภาพลักษณะของเส้นผม ความหนาและหยาบของเส้นผม ความกลม รอยแตก สารเคมีประกอบบนเส้นผม ฯลฯ FBI เคยศึกษาและพบว่าความผิดพลาดมีถึงร้อยละ 12.5
กล่าวคือในการวิเคราะห์ 100 กรณีของการนำเส้นผมของเจ้าของและ เส้นผมที่นำมาเทียบเคียงกัน 88.5 รายเท่านั้นที่บอกได้ถูกว่าเป็นของบุคคลเดียวกัน ส่วนเลือดนั้นช่วยได้เพียงทำให้จำนวนของผู้ต้องสงสัยลดน้อยลงหรือตัดผู้ต้องสงสัยบางคนออกไปได้
เรื่องที่ PM บอกว่าอื้อฉาวที่สุดก็เรื่องลายนิ้วมือ ผู้เชี่ยวชาญปัจจุบันบอกว่ายังไม่มี การศึกษาใดที่ระบุได้อย่างชัดแจ้งโดยปราศจากข้อสงสัยว่าลายนิ้วมือมนุษย์คนหนึ่งนั้นไม่เหมือนใครเลย ในโลก อีกทั้งไม่ชัดเจนว่ามันเปลี่ยนแปลงข้ามเวลาได้หรือไม่ และเมื่อกดนิ้วมือด้วยแรงกดไม่เท่ากันจะทำให้รอยนิ้วมือแตกต่างกันได้หรือไม่ เรื่องลายนิ้วมือนี้จำเป็นต้องมีการศึกษาทางสถิติอย่างกว้างขวางยิ่งขึ้นกว่าในปัจจุบันเพื่อยืนยันความแม่นยำของการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐาน
อย่างไรก็ดี โลกก็ได้ใช้ลายมือเป็นหลักฐานมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับกัน สิ่งที่ PM ต้องการชี้ให้เห็นก็คือมันมีระดับของความเชื่อมันทางสถิติมากน้อยเพียงใด เหตุที่ DNA ได้รับการยอมรับก็เนื่องจากมีการศึกษาจนสามารถกำหนดระดับความเชื่อมันทางสถิติได้ว่าสองสิ่งนั้นมาจากแหล่งเดียวกันหรือเหมือนกัน
ในการใช้ลายนิ้วมือเป็นหลักฐานจำเป็นต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญไม่ต่ำกว่าสองคนที่มีความเที่ยงธรรมเป็นผู้พิจารณาประกอบกับการใช้ความก้าวหน้าด้านคอมพิวเตอร์ในเรื่องการพิสูจน์ลายนิ้วมือมาช่วย
PM ระบุว่าหลักฐานหลายเรื่องถูกริเริ่มใช้โดยพนักงานทางกฎหมายที่ขาดความรู้พื้นฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ และก็เชื่อกันต่อๆ มาโดยขาดการวิจัยอย่างกว้างขวางและลึกซึ้งในเรื่องความน่าเชื่อถือ (ปัจจุบันศาลสหรัฐอเมริกันรับการพิสูจน์จากการดมกลิ่นของสุนัข น้อยลงมากแล้วเนื่องจากยอมรับกันมากขึ้นในความไม่เที่ยงตรง)
หลักฐานที่ PM บอกว่ามีฐานที่ไม่มั่นคงทางวิทยาศาสตร์ก็คือรอยกัด รอยเท้า รอยยางรถยนต์ ลายมือเขียน แบบแผนรอยเลือด ฯลฯ สำหรับกระสุนปืนจากปืนกระบอกเดียวกันนั้นก็มีเรื่องถกเถียงในเรื่องมาตรฐานของความเหมือนกันของลูกปืนที่ยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน กล่าวคือรอยตำหนิบนลูกปืนตรงที่ใด ลักษณะตำหนิแบบใด จำนวนความเหมือนกันของรอยตำหนิมากเท่าใด ฯลฯ จึงจะถือว่าลูกปืนถูกยิงออกมาจากปืนกระบอกเดียวกัน
ปัญหาที่ PM ระบุเหล่านี้ส่วนหนึ่งมาจากรายงานที่สภาผู้แทนราษฎรอเมริกันได้มอบให้ National Academy of Sciences (NAS) ศึกษาในปี 2005 เพื่อตรวจสอบสถานะของหลักฐานทางนิติเวชที่ผู้ใช้กฎหมายใช้กันอยูทั้งประเทศ รายงานดังกล่าวเพิ่งตีพิมพ์ให้สาธารณชนรับทราบเมื่อไม่นานมานี้
รายงานฉบับนี้ระบุว่าสถานะของระบบนิติวิทยาศาสตร์ของประเทศมีความบกพร่องอย่างร้ายแรงและแนะนำให้ใช้หลักฐานจาก DNA แต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเนื่องจากให้ความแน่นอนที่น่าเชื่อถือได้ ปัญหาในเรื่องหลักฐานทางนิติเวชสมควรได้รับการศึกษาให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น และสนับสนุนให้จัดตั้งองค์กรระดับชาติในเรื่องนี้
รายงานฉบับนี้เตือนใจให้ประชาชนได้คิดว่าน่าจะมีคนบริสุทธิ์ติดคุกคดีอาญาเพราะใช้หลักฐานทางนิติเวชบางอย่างที่มิได้อยู่บนพื้นฐานอันมั่นคงทางวิทยาศาสตร์ โดยไม่รู้ว่าหลักฐานที่ใช้นั้นมีโอกาสผิดพลาดมากน้อยเพียงใด (ในโลกนี้ไม่มีหลักฐานใดที่ให้ความแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ จำเป็นต้องใช้วิจารณญาณของมนุษย์ประกอบด้วยเสมอ และตัวเลขความเป็นไปได้ของความผิดพลาดจะทำให้สามารถใช้วิจารณญาณได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรมยิ่งขึ้น)
บทเรียนจากเรื่องนี้ก็คือหลายสิ่งที่เราเคยเชื่อมานั้นอาจไม่ถูกต้องก็เป็นได้ และอย่าเชื่อสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ทั้งหมด เช่น เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่อง CSI คือความจริงของโลก ความคล้อยตามโทรทัศน์เช่นนี้ทำให้ปัจจุบันคนลาวและคนเขมรจำนวนไม่น้อยที่ดูโทรทัศน์ไทย เชื่อว่าคนไทยมีบ้านที่ใหญ่โตหรูหรา มีสระว่ายน้ำทุกบ้าน เช่นเดียวกับที่เราเชื่อว่าฝรั่งกินอยู่และมีชีวิตหรูหรากันหมดเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์จากฮอลลีวู้ด ไม่มีใครรู้ได้ว่าความเชื่อมั่นในเรื่องความเป็นวิทยาศาสตร์ของหลักฐานของคดีอย่างผิดๆ ของผู้เกี่ยวพันในกระบวนการยุติธรรมในปัจจุบันในทุกประเทศทำให้เกิดความเสียหายขึ้นมากน้อยเพียงใด

โจรขยาด....เมื่อตาทิพย์ขยับ


โจรขยาด....เมื่อตาทิพย์ขยับ


ไทยโพสท์......19 สิงหาคม 2553 เวลา 06:03 น.



ระหว่างที่พนักงานธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า กว่า 10 คน กำลังอยู่ในห้วงอาการวิตก หลังจากที่คนร้ายอายุประมาณ 40 ปี ผิวขาว ลักษณะท้วม สวมเสื้อคลุมซาฟารีสีเหลือง ด้านในสวมเสื้อยืดสีขาวคอสีเข้ม กางเกงสีกากีเข้ม รองเท้าหนัง ในมือมีอาวุธปืน เปิดประตูเหล็กด้านหน้าเดินเข้ามาในธนาคาร พร้อมข่มขู่เอาเงินจนทุกคนต้องยอมเปิดทาง

โดย...วิทยา ปะระมะ

เพียงไม่กี่นาทีคนร้ายบรรจงโกยเงินใส่ถุงสีแดงจำนวน 8.15 แสนบาท ก่อนจะวิ่งหนีออกมาจากธนาคารไปทางด้านหลังห้าง ขับมอเตอร์ไซค์ 4 สูบ สีเหลืองหลบหนีไป
เหมือนทุกอย่างจะเข้าทางโจร ธนาคารถูกปล้นต่อหน้าต่อตาคนในห้าง และคนร้ายได้หนีลอยนวล
แต่รูปพรรณสัณฐาน เสื้อผ้าหน้าผม เครื่องแต่งตัวต่างๆ ถูก “กล้องวงจรปิด” บันทึกไว้โดยละเอียดทุกอิริยาบถ ซึ่งประจวบเหมาะที่คนร้ายเข้าไปยืนตรงมุมกล้องที่สามารถบันทึกโฉมหน้าคนร้ายได้อย่างแจ่มแจ้ง นั่นจึงทำให้เจ้าหน้าที่เอาภาพที่ได้จากกล้องไปเปรียบเทียบกับทะเบียนราษฎร แล้วตามจับได้เพียงชั่วข้ามคืน
หลายต่อหลายคดีที่ตำรวจจำเป็นต้องใช้ภาพจากกล้องวงจรปิดเป็นหลักฐานมัดตัวคนร้ายที่ก่ออาชญากรรม เพราะพยานแวดล้อมไม่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ได้
กล้องทีวีวงจรปิดกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการใช้เฝ้าระวังเหตุและติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดี ยิ่งในห้วงที่ประเทศไทยกำลังมีความขัดแย้งและมีการลอบวางระเบิดตามสถานที่สำคัญต่างๆ กล้องวงจรปิดก็ยิ่งทวีความสำคัญช่วยให้ตำรวจทำหน้าที่ได้ง่ายขึ้น
พ.ต.อ.สุชาติ กังวารจิตต์ รองผู้บังคับการกองตำรวจสื่อสาร สำนักงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (รอง ผบก.สส.สทส.) ตั้งข้อสังเกตว่าปัจจุบันมีการก่ออาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อยครั้งมาก ทำให้ประชาชนไม่ค่อยมั่นใจในชีวิตและทรัพย์สิน เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นตำรวจก็จะหาพยานในที่เกิดเหตุแล้วสเกตช์ภาพผู้ต้องสงสัย ปัญหาคือบางครั้งไม่มีพยาน หรือมีพยาน แต่พยานก็บรรยายลักษณะคนร้ายจากมุมมองที่ตัวเองเห็นอย่างเดียว
“จำเรื่องภาพสเกตช์คนร้ายที่ใส่หมวกกันน็อกปล้นร้านทองได้ใช่ไหม เพราะพยานเขาเห็นคนร้ายแบบนั้นจริงๆ เลยต้องสเกตช์ออกมาเป็นรูปแบบนั้น กล้องวงจรปิดมันถึงเป็นตัวช่วยสำคัญอย่างยิ่งที่ใช้จับตาดูพฤติกรรมคนร้ายทั้งช่วงก่อนและหลังเกิดเหตุ อย่างตอนปล้นอาจใส่หมวกกันน็อก แต่ถ้ามีกล้องอยู่ในบริเวณใกล้เคียงเราก็จะเห็นว่าเขาใส่หมวกตอนไหน ถอดตอนไหนแล้วหน้าตาจริงๆ เป็นอย่างไร”
คดีที่รอง ผบก.สส.สทส. บอกเล่า เป็นเหตุที่คนร้ายปล้นร้านทองใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยคนร้ายซึ่งมีเพียงคนเดียวเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างผอมสูง สวมหมวกกันน็อกแบบรถแข่งปิดหน้ามิดชิด สวมเสื้อแจ็กเกตสีน้ำเงิน ได้ขับรถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีแดงดำ ป้ายเหลือง ทะเบียน กกก 473 สงขลา มาจอดหน้าร้าน ก่อนที่จะบุกเข้าไปในร้านและชักอาวุธปืนขนาด 9 มม. ออกมายิงกระจกตู้เก็บทอง 2 นัด
คนร้ายกระโดดข้ามเคาน์เตอร์ไปกวาดทองรูปพรรณที่แขวนอยู่ใส่กระเป๋า และรีบวิ่งออกจากร้านไปสตาร์ตรถจักรยานยนต์ขับหลบหนีไปท่ามกลางสายตาของประชาชนจำนวนมากที่เห็นเหตุการณ์ เนื่องจากอยู่ในย่านชุมชน โดยระหว่างนั้นกลุ่มวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างพยายามใช้ก้อนอิฐขว้างใส่คนร้ายแต่ไม่โดน
นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำไมต้องติดตั้งกล้องวงจรปิด เพราะแม้ว่าจะมีการตรวจสอบทะเบียนรถคันดังกล่าวแล้ว ก็พบว่าเป็นรถที่ถูกขโมยไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน และเจ้าหน้าที่วิทยาการได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่สามารถบันทึกภาพคนร้ายขณะก่อเหตุไว้ได้ แต่ไม่ได้เบาะแสมากนัก เนื่องจากคนร้ายสวมหมวกกันน็อกปิดบังใบหน้ามิดชิด และสวมถุงมือ
ในขณะที่ภาพจากกล้องวงจรปิดที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นที่อยู่ตรงข้ามร้านทอง ก็ไม่สามารถจับภาพไว้ได้เช่นกัน เนื่องจากช่วงเวลาเกิดเหตุมีรถยนต์มาจอดบังกล้องเอาไว้
พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ในกรุงเทพฯ มีกล้องวงจรปิดติดตั้งในจุดต่างๆ ประมาณ 2,000 ตัว อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่าอาชญากรรมส่วนใหญ่คนร้ายมักจะก่อเหตุที่บ้านหรือที่ส่วนบุคคล ไม่ค่อยก่อเหตุในที่สาธารณะ ดังนั้นหากสนับสนุนให้ประชาชนติดกล้องวงจรปิดในพื้นที่ของตนให้มากๆ ก็จะช่วยให้ตำรวจสืบสวนหาคนร้ายได้ดียิ่งขึ้น
ที่สำคัญ กล้องวงจรปิดของรัฐบางครั้งมีปัญหาเรื่องการบำรุงรักษา กล้องบางตัวใช้งานไม่ได้ แต่หากประชาชนติดตั้งเองก็จะช่วยลดปัญหานี้ลงไปได้ด้วย
“ผมอยากเสนอให้รัฐยกเรื่องกล้องวงจรปิดเป็นวาระแห่งชาติเลย โดยกำหนดให้รัฐรับผิดชอบติดตั้งกล้องในพื้นที่สาธารณะทั้งหมด ส่วนพื้นที่กึ่งสาธารณะ เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงแรม ที่จอดรถ โรงเรียน หมู่บ้าน หรือแม้แต่วัด ต้องออกมาตรการบังคับให้ติดกล้องวงจรปิดทั้งหมด ส่วนที่ส่วนบุคคลหรือภายในบ้าน รัฐต้องมีมาตรการสนับสนุนให้ประชาชนจัดหากล้องวงจรปิดได้ง่ายขึ้น โดยการทำราคากล้องวงจรปิดให้ถูกลง ทุกวันนี้กล้องราคาประมาณ 2,000 บาท ไปจนถึงหลักหมื่นหลักแสน แต่ถ้าลดให้เหลือประมาณ 500 บาท และเครื่องบันทึกอีก 5,000 บาท ก็น่าจะทำให้ประชาชนหันมาติดตั้งกล้องวงจรปิดภายในบ้านมากขึ้น” พ.ต.อ.สุชาติ กล่าว
ขณะเดียวกัน การติดตั้งกล้องวงจรปิดก็ต้องมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนด้วยว่าต้องการเอามาดูอะไร เช่น ติดเพื่อดูรถก็แบบหนึ่ง แต่ถ้าจะดูทะเบียนรถก็เป็นอีกแบบหนึ่ง เนื่องจากการบันทึกภาพขณะเคลื่อนไหวต้องใช้กล้องที่มีความไวแสงสูงกว่า
ทั้งนี้ พ.ต.อ.สุชาติ ยกตัวอย่างกล้องวงจรปิดของกรุงเทพฯ ว่า กว่า 90% จะไม่เห็นหน้าคนร้ายชัดเจน เพราะเป็นกล้องที่ติดเพื่อดูสภาพการจราจรเป็นหลัก ตำรวจใช้ได้แต่ดูพฤติกรรมของคนร้าย แต่กล้องที่จับภาพใบหน้าคนร้ายได้ชัดเจนกลับเป็นกล้องวงจรปิดของเอกชนที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นกล้องจากตู้เอทีเอ็ม ร้านสะดวกซื้อ หรือธนาคารต่างๆ
ซึ่งสรุปแล้วก็คือ เมื่อโจรปล้นร้านทองหรือร้านค้า กล้องวงจรปิดที่รัฐติดตั้งไว้ไม่สามารถระบุรูปพรรณสัณฐานของคนร้ายได้ และเกือบทุกคดีตำรวจต้องขอภาพจากกล้องวงจรปิดจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นผู้เสียหายแทบทั้งนั้น
นั่นจึงเป็นคำตอบว่า เพราะอะไรเมื่อมีเหตุร้าย เหตุวินาศกรรม วางระเบิด คนกรุงจึงตื่นตระหนกแทบไม่เป็นอันกินอันนอน




Sunday, August 15, 2010

ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา

ขัดแย้งอย่างเป็นสุข และขัดแย้งแต่ไม่ขัดขา

ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า “สมานฉันท์” กันมากจนแทบจะอาเจียนกันแล้วละครับ ความจริงเจ้าคำ“สมานฉันท์” นี้น่าจะมาฮิตกันเมื่อเร็วๆนี้เอง ไม่น่าจะเกิน 5 ปีครับ สงสัยเหมือนกันว่าแต่ก่อนประเทศเราเคยมีสมานฉันท์หรือเปล่า

เท่าที่ผู้เขียนจำความได้ ประเทศเรามีความขัดแย้งกันบ้างเหมือนกัน แต่เป็นครั้งคราว ไม่บ่อยนัก และคงขัดแย้งเล็กๆน้อยๆ จึงไม่จำเป็นต้องมีสมานฉันท์

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความขัดแย้งในบ้านเรามีแค่กลุ่มย่อยๆ 2 กลุ่ม จึงมีคนเกี่ยวข้องไม่กี่คน ไม่มากพอที่จะเป็นความขัดแย้งของทั้งประเทศ พอจะเจรจาตกลงกันได้ เรื่องขัดแย้งก็เลยเคลียร์ๆกันไป จนคนรุ่นหลังๆลืมเลือนกัน

จริงๆแล้ว ความขัดแย้งทุกเรื่อง มีที่มาจากผลประโยชน์ตนหรือพวกตนครับ ซึ่งทางพระเรียกว่า “กิเลส” เจ้าตัวผลประโยชน์หรือกิเลสนี้แหละ ถ้าไม่ลงตัวแบบ วิน-วิน แล้วละก็ เป็นเรื่องทีเดียว ทำเอาส่วนรวมวุ่นกันไปหมด

สงสัยจริงๆครับว่าสาเหตุที่ปัจจุบันในประเทศเราขัดแย้งกันมากๆ จนถึงกับต้องสมานฉันท์นั้น เป็นเพราะอะไร

ทางภาคใต้ของเราก็เหมือนกันครับ มีการตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กันเป็นสิบๆคณะ มีการวิเคราะห์กัน ถึงขนาดต้องขุดประวัติศาสตร์ตั้งแต่ศักราชโบราณมาเล่า ทั้งที่ประวัติศาสตร์ของประเทศไทยเราก็ไม่ชัดและไม่รู้ว่าน่าเชื่อถือมากแค่ไหน

ขัดแย้งเพราะเราคิดเล็กคิดน้อยหรือเปล่า?

หลายคนหงุดหงิดกับความขัดแย้ง เพราะมันน่ารำคาญนะครับ ไปไหนก็มีแต่คนโต้เถียง กล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ขึ้นแท็กซี่ ยังโดนไล่ลงถ้าวิจารณ์เรื่องขัดแย้งไม่เข้าหูคนขับ

บ้านเมืองเราเป็นแบบนี้ไปแล้วครับ หนังตลกไม่มีสาระ (แต่คลายเครียดได้) จึงโกยเงินเอา โกยเงินเอา

ความจริงเหตุที่เราขัดแย้งกัน อาจจะมีสาเหตุมาจากเราคิดเล็กคิดน้อยกระมัง เรื่องทุกเรื่อง ถ้าไม่ยกมาเป็นเรื่อง มันก็ไม่เป็นเรื่องครับ เพราะถึงจะไม่เห็นด้วย เราก็พอทนๆกันไปได้

เรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าไม่เอามาเป็นอารมณ์ มันก็คงพอจะอภัยกันได้ วิธีหลีกเลี่ยงความขัดแย้งสามารถทำได้โดยตัวเราเองครับ วิธีการที่ว่าก็คือ คิดว่า
· ไม่เป็นไรครับ ทุกอย่างก็เรียบร้อยดี (denial)
· ไม่เป็นไรครับ เป็นเรื่องเล็กน้อย (minimizing)
· ไม่เป็นไรครับ ผมยกให้คนหนึ่ง (condoning)
· ไม่เป็นไรครับ ผมทนได้ (enduring)
· ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สนหรอก (ignoring)
· ไม่เป็นไรครับ ตามใจคุณ (appeasing)

แต่ใครสร้างความขัดแย้งกันแน่?

ถ้าอย่างนั้น แล้วทุกๆวันนี้ใครทำเรื่องให้เป็นเรื่องครับ ถ้าไม่ใช่คนขายข่าว ลองคิดดูนะครับถ้าตื่นเช้า เราไม่มีรายการวิทยุหรือทีวี เสนอข่าวเล่าเรื่องความขัดแย้งของพรรคต่างๆ ไม่มีใครเล่าเรื่องนักการเมืองทะเลาะกัน ไม่มีใครเล่าเรื่องนักวิชาการวิจารณ์การเมือง(แบบกลางแต่เอียงข้าง) ก็คงไม่มีอะไรมากระตุ้นต่อมเครียด

ถ้าเช้าๆวันไหน มีแต่เรื่องชาติบ้านเมืองมีความเจริญก้าวหน้า มีแต่ข่าวบันเทิง ข่าวบุญกุศล กับข่าวศิริมงคล มากระทบหู วันนั้นดัชนีความสุขของคนไทยคงจะมากขึ้น ยิ่งถ้าตอนบ่ายมีหวยออกด้วย วันนั้นก็ถือเป็น “วันมงคลแห่งชาติ” ได้เลย

เรื่องของคนอื่นเขา แต่เอาเราไปเกี่ยวด้วย

คิดดีๆ จะเห็นว่า ความขัดแย้งทั้งหลายนั้น เป็นเรื่องคนอื่นขัดแย้งผลประโยชน์กัน แต่เขาลากเอาเรามาเกี่ยวด้วย ตัวละครเอกมีอยู่ไม่กี่คน เราเองไม่ได้เป็นตัวละคร เขายังเอาเราไปเป็นตัวประกอบจนได้ คงได้ยินกันอยู่บ่อยๆที่เขาอ้างว่าเป็นผลประโยชน์ของประชาชน ทำเพื่อประชาชน ทำเพื่อชาติ (แต่ที่แท้เขาทำเพื่อประโยชน์ตนทั้งนั้น)

การเมืองในสมัยก่อนเวลาขัดแย้ง อย่างดีก็ไม่ร่วมมือ วอล์คเอาท์ ขัดขวาง หรืออย่างมาก ก็ให้สัมภาษณ์หรือเขียนข่าวโจมตี แต่เดี๋ยวนี้พัฒนาเลยไปถึงขั้นรวบรวมผู้คนมาชุมนุมหรือจัดม็อบ เพิ่มความกดดันให้ฝ่ายตรงข้าม และกดดันให้สังคมวุ่นวายด้วย

แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร เพราะเวลาเราจะเดินทางไปไหน ต้องเลือกเส้นทางหลบเลี่ยง

ถ้าจำเป็นต้องไปใกล้เคียงบริเวณที่ชุมนุม ต้องคอยหลบลูกหลงด้วย ชีวิตพวกเราพลอยได้รับผลกระทบทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกม็อบเขาเรียกร้องอะไร

คนไทยด้วยกันก็คงทนกันไปได้ แต่คนต่างชาติเขาไม่ทนครับ เขาบอกต่อว่าอย่ามาเที่ยวเมืองไทย อย่ามาลงทุนในบ้านเมืองที่มีแต่ความวุ่นวาย

ต้องเคารพกติกา และบังคับตามกติกาได้

เดี๋ยวนี้ความขัดแย้งทางการเมืองกลายพันธุ์ไปแล้ว เล่นแรงจนกลายเป็นการต่อสู้ทางการเมือง ครับการต่อสู้ก็ต้องมีกติกา และเมื่อวิธีการต่อสู้ดุเดือดขึ้น กติกาก็ต้องปรับตามไปด้วย

ถ้าไม่มีกติกามากำกับการต่อสู้ ต่อไปการกล่าวหาใส่ร้ายป้ายสีกัน ก็จะรุนแรงเลยไปถึงขั้นทำร้าย และทำลายล้างกัน

วิธีที่จะควบคุมมิให้ความขัดแย้งยกระดับไปถึงขั้นทำลายล้าง ก็ต้องสร้างกติกาที่เคารพกันทั้งสองฝ่าย และมีคนคุมกฎกติกานั้น

กติกาต้องเป็นธรรมและต้องเคารพกติกาด้วย นักกฎหมายไทยเราน่าจะมีสติปัญญาพอที่จะเขียนให้ชัดเจน อย่าเขียนสั้นนัก..เขียนยาวอีกหน่อยก็ได้ เพราะจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตีความ ...วินิจฉัยหรือพิพากษาได้รวดเร็ว ซึ่งจะทำให้บังคับใช้กฎหมายสะดวกขึ้น

ตอนที่ขัดแย้งกันทีไร ไม่มีใครสนใจกติกา ลืมกติกากันหมด เพราะฉะนั้นต้องมีคนคุมกติกา คอยเตือนให้เคารพกติกา คนที่คุมกติกาต้องเป็นกลาง ไม่เอียงข้าง และกติกาต้องบังคับได้ทันที ไม่ใช่ปล่อยให้การต่อสู้เลยไปไกลแล้ว ค่อยมาบังคับกติกา

ความยุติธรรมที่ต้องพิสูจน์?

ความยุติธรรมของประเทศเราน่าจะมีปัญหาแน่นอน เพราะตั้งแต่มีความขัดแย้งในชาติ ใครๆก็ร้องหาให้ศาลช่วยแก้วิกฤต มีชื่อเรียกอยู่สองคำคือ “ตุลาการภิวัฒน์” กับ กระบวนการ “ยุติความเป็นธรรม”

ทำให้สับสนว่า แผ่นดินนี้มีความยุติธรรมนั้นหรือเปล่า หรือเมื่อก่อนมีความยุติธรรมมากแต่เดี๋ยวนี้มีความยุติธรรมน้อยลง หรือว่าความยุติธรรมมีจริงแต่ไม่ใช่ได้มาฟรีๆ อยากได้ต้องแสวงหาด้วยความเหน็ดเหนื่อย หรือว่าต้องซื้อหาด้วยราคาแพง(มีคนจ่ายเป็นหมื่นล้าน!!) หรืออาจจะต้องใช้จ่ายซื้อหาจนหมดเนื้อหมดตัว

ถ้าไม่เชื่อ ลองดูขบวนการ “ล่าล้านชื่อถวายฎีกา” แสดงว่า การต่อสู้ที่ผ่านๆมายังไม่ได้ยอมรับกติกา เพราะอ้างว่ายังไม่ได้รับความยุติธรรม และ โอ้โฮ !!!...ถึงตายไปแล้ว วิญญาณก็ยังแสวงหาความยุติธรรมอยู่

แผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

ถ้าจะต่อสู้เพื่อแสวงหาความยุติธรรม ขอให้จงทำต่อไป ผู้เขียนขอสนับสนุนอย่างยิ่ง

จะทวงถามจากใครผู้เขียนไม่รู้ แต่จะปั่นกระแสให้สูงขึ้นจนทั้งแผ่นดินมีอารมณ์ร่วมนั้น ดูเหมือนจะยากสักหน่อย

ประเทศนี้จุดไฟติดยากครับ เผ่าพันธุ์นี้กลไกสมองคงซับซ้อนไม่เหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะไม่เคยมีจารึกในประวัติศาสตร์เลยที่คนไทยลุกขึ้นต่อสู้การกดขี่ข่มเหง

สมัยอาณานิคม ต่างชาติรังแกประเทศเรา เราก็ไม่เคยเอามาใส่สมองให้คิดเจ็บใจ วัฒนธรรมไทยแบบเอาตัวรอด หรือสยบต่ออำนาจ สอนเราว่า “อย่าเอาไม้ซีกไปงัดไม้ซุง”

“นางรัตนาฯ บ้านสีดำ” ต่อสู้เพื่อหาความยุติธรรม อยู่ตั้งหลายปี ไม่มีแฟนคลับ ไม่มีกลุ่มเพื่อนรัตนา ไม่มีจารึกในวิกิ (wikipedia) ไม่ได้เป็นแม่ตัวอย่างจากวีรกรรมการต่อสู้ที่เจ็บปวดและไม่ได้รับการยกย่องจากสังคม ไม่นานก็คงเลือนๆหายไป

แผ่นดินนี้ไม่ลุกเป็นไฟง่ายๆหรอกครับ ถึงจะโฟนอินสักกี่ครั้ง ก็น่าจะได้ผลแค่...อย่าลืมกันนะ!!!

ความขัดแย้ง....เป็นเรื่องธรรมดา

ความขัดแย้งกันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ พระเจ้าไม่ยอมสร้างมนุษย์ให้คิดเหมือนๆกัน ฉะนั้นในชีวิตคนเรา ถ้าเราไม่เห็นขัดแย้งกับใครเลย สงสัยต้องไปเช็คสมองดูว่าใช้สมองน้อยเกินไปหรือเปล่า

ความคิดที่ไม่เหมือนกันนี้ทำให้มีความหลากหลาย มีมุมมองต่างๆกัน ก่อให้เกิดการพัฒนาปรับปรุง สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ใหม่ๆ นอกจากนี้ ความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันยังช่วยถ่วงดุล ทำให้คิดรอบคอบ ตรวจสอบกันและกันในทุกๆเรื่อง

วันนี้เห็นแย้งกัน พรุ่งนี้อาจจะเห็นเหมือน หรืออาจจะเห็นเหมือนกันบางเรื่อง แต่เรื่องอื่นบางเรื่อง ก็เห็นต่างกัน...ก็เป็นไปได้

ความขัดแย้งที่ไปถึงขั้นรุนแรงเป็นสงคราม ..ก็ยังกลับคืนสู่สันติภาพได้ ไม่มีความขัดแย้งแบบยืนยาว คงทน

สงครามที่เกิดขึ้นแต่ละครั้ง แม้จะมีหายนะเกิดแต่ก็มีสิ่งดีๆเกิดขึ้นหลังจากนั้นด้วย อย่างน้อยเทคโนโลยีด้านอาวุธก็ได้รับการพัฒนาไปอีกมากมาย และวิธีเจรจายุติความขัดแย้ง ก็ได้รับการปรับให้ทันต่อสถานการณ์ ไม่ปล่อยให้พัฒนาไปถึงขั้นรุนแรง

สมานฉันท์นั้นไม่จำเป็นต้องเห็นเหมือน เห็นต่างก็สมานฉันท์ได้

ขัดแย้งกันเป็นเรื่องธรรมดา อยากคิดอะไรก็คิดไป ...ห้ามความคิดกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ

ความขัดแย้งแสดงถึงเสรีภาพทางความคิด เป็นสัญลักษณ์หนึ่งของประชาธิปไตย เราต้องยอมรับความแตกต่างทางความคิด มิฉะนั้นเราก็ไม่มีวันได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันโดยที่เห็นต่างกัน

ขอให้ทำใจให้เป็นสุขแม้จะเห็นไม่ตรงกัน


ขัดแย้งกันต่อไปเถิดครับ..เพราะผู้เขียนเริ่มชอบความขัดแย้งแล้ว แต่อย่าขัดขากลั่นแกล้งทำลายล้างกัน ประเทศเราไม่เคยมีประสพการณ์ความขัดแย้งแบบนี้มาก่อน จะได้ค่อยๆเรียนรู้และอยู่ร่วมกันไป ....แล้วเราก็จะรู้ว่าขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมดา

1 สิงหาคม 2552

Monday, October 22, 2007

2007 Thailand Computer Crime Report

2007 Thailand Computer Crime Report

For the 27th ASEANPOL Conference


Current Situation

Computer crime situation in Thailand compared with the past year has shown an increase in terms of number of cases. New methods of offense which did not happen in the previous years were found. Some of these examples are
­ SIM card fraud – hacking into the cellphone operator’s computer and modifying top-up credits.
­ Cyber-extortion – hacking into and erasing the web hosting provider’s data then extorting money for returning of copy of original data.
­ Making Fraud to online web service through vulnerabilities
­ Credit card identity theft
­ Phishing – some Thai e-banking customers were victimized

Also there has been a steady rise in computer-related crime such as online sale of pornography, online fraud, illegal gambling, defamation and harassment.

There is a growing tendency for both computer and computer-related crime to be more serious and widespread. The computer crime law is being in the Parliamentary process of getting final approval for enactment. Still prosecution of many computer crime cases are complicated particularly those cases where the Royal Thai Police being requested by international cooperation. Because certain offenses in other countries are not crime in Thailand.

It is found that more intrusions originated from foreign countries into Thailand-based computers. Besides, many cheating websites in foreign countries which lure tourists to make online fake reservations for hotels in Thailand. This hotel reservation fraud has damaged to our country’s tourism business and reputation. Both the perpetrators and victims of these offenses live abroad thereby causing troublesome international cooperation.


Our Measures against those problems

Domestic Approach
­ To encourage the public to report illegal websites
­ To cooperate among law enforcement units
­ To promote public awareness and distributing of filter software to control children access to the internet by the Ministry of Culture
­ Blocking of illegal website by the Ministry of ICT
­ To prosecute illegal websites by the Royal Thai Police
­ To train the police on electronic evidence collection and investigation techniques

International Approach
­ To cooperate with G8 , Interpol, CTINS and establish 24/7 point of contact
­ To participate in Aseanapol activities, meeting, training, etc.
­ To assist in solving computer crime cases upon the foreign law enforcement request (both official and nonofficial) as possible
­ Sharing of knowledge and experience with other countries

Statistics of Computer Crime and International Request

At present the Royal Thai Police has no official computer crime information. Information gathering system and criminal data classification are now under planning.

The number of cooperation requests from Asean member countries in 2006 : 1 (from Hong Kong).

There has been many international cooperation requests mostly from U.S. and E.U. countries where web hosting service are available.

Regarding Asean countries cooperation, the Royal Thai Police has assisted a computer crime case from HK. In this case, High-Tech Crime Center (HTCC) - the Royal Thai Police helped investigate the electronic money transfer from the victim’s account in HK to Thailand. With the IP address and bank account number received, we found that it was from the internet café in Bangkok and the owner’s bank account was Indian national. The fraudster was identified thereafter but had been left from Thailand several months earlier. We send those details to HK and not very long after were informed that the criminal was arrested upon his return to HK.

Our vision to cope with those problems

Domestic Approach
­ Regulating all electronic transactions to be traceable or identifiable of its source and destination e.g. prepaid SIM card registration, parcel post sender ID plus CCTV recording , CDROM identity data collecting from duplicator, etc.
­ In order to help law enforcement in investigation, the service providers are forced to have 3 month non-content data retention
­ Making laws to assist law enforcement in fighting against electronic crime
­ Training of police to achieve world class capability in electronic crime investigation techniques
­ Developing a knowledge-base case management

International Approach
­ Making an issue to be solved together among various countries
­ Research of difference in computer crime law of member countries especially those cases where they are illegal in some countries but not illegal in another and setting up the proper cooperation procedures for them. For example, the defamation of Thai dignitaries in the US website is not criminal offense. The applicable law used to remove that content from it had to be copyright law. But there is another US law – title 18 USC section 2703( c ) that makes cooperation possible
­ Developing cooperation framework to be more efficient
­ Requesting technical training from technologically advanced countries

24/7 point of contact

5.1 Pol.Col. Suchart KANGWARNJIT
Deputy Commander, High-Tech Crime Center
Telephone: (662)205-2688 Facsimile: (662) 205-1285
Email: suchart_k@police.go.th
5.2 Pol.Lt.Col. Niwate ARPAWASIN
Deputy Superintendent, High-Tech Crime Center
Telephone: (662)205-1981-2 Facsimile: (662) 251-5417
Email: niwate@police.go.th

Conclusion

To cope with computer crime, international cooperation is highly essential. The framework and guidelines of cooperation shall be developed in order to make quick and efficient procedure.




@@@@@@@@@@@@@@

2005 Computer Crime Report

2005 Computer Crime Report
For the 26th ASEANPOL Conference


Current Situation

Computer crime situation in Thailand compared with the past year has shown an increase in terms of number of cases. New methods of offense which did not happen in the previous years were found. Some of these examples are
­ SIM card fraud – hacking into the cellphone operator’s computer and modifying top-up credits.
­ Cyber-extortion – hacking into and erasing the web hosting provider’s data then extorting money for returning of copy of original data.
­ Making Fraud to online web service through vulnerabilities
­ Credit card identity theft

Also there has been a steady rise in computer-related crime such as online sale of pornography, online fraud, illegal gambling, defamation and harassment.

There is a growing tendency for both computer and computer-related crime to be more serious and widespread. Still the computer crime law is being in the process of getting approval for enactment and seemingly perhaps delayed by political conflict crisis. This makes prosecution of many computer crime cases more complicated. Particularly, those cases that the Royal Thai Police was requested by international cooperation. Because certain offenses in other countries are not crime in Thailand.

It is found that more intrusions originated from foreign countries into Thailand-based computers. Besides, many cheating websites in foreign countries which lure tourists to make online fake reservations for hotels in Thailand. This hotel reservation fraud has damaged to our country’s tourism business and reputation. Both the perpetrators and victims of these offenses live abroad thereby causing troublesome international cooperation.


Our Measures against those problems

Domestic Approach
­ To encourage the public to report illegal websites
­ To cooperate among law enforcement units
­ To promote public awareness and distributing of filter software to control children access to the internet by the Ministry of Culture
­ Blocking of illegal website by the Ministry of ICT
­ To prosecute illegal websites by the Royal Thai Police
­ To train the police on electronic evidence collection and investigation techniques

International Approach
­ To cooperate with G8 , Interpol, CTINS and establish 24/7 point of contact
­ To participate in Aseanapol activities, meeting, training, etc.
­ To assist in solving computer crime cases upon the foreign law enforcement request (both official and nonofficial) as possible
­ Sharing of knowledge and experience with other countries

Statistics of Computer Crime and International Request

At present the Royal Thai Police has no official computer crime information. Information gathering system and criminal data classification are now under planning.

There has been many international cooperation requests mostly from U.S. and E.U. countries where web hosting service are available. Regarding Asean countries cooperation, the Royal Thai Police has assisted a computer crime case from Singapore. In this case, High-Tech Crime Center (HTCC) - the Royal Thai Police helped investigate the email threatening the political leader. Working together with Singapore officials, HTCC team could locate the email origin and thereafter the electronic evidence was collected at an internet café in Bangkok. Finally the criminal was arrested on the next day.

Our vision to cope with those problems

Domestic Approach
­ Regulating all electronic transactions to be traceable or identifiable its source and destination e.g. SIM card registration, topping-up credits by phone, parcel post sender ID plus CCTV recording , CDROM identity data collecting from duplicator?, etc.
­ Making laws to assist law enforcement in fighting against electronic crime
­ Training of police to achieve world class capability in electronic crime investigation techniques
­ Developing a knowledge-base case management

International Approach
­ Making an issue to be solved together among various countries
­ Research of difference in computer crime law of each country
­ Developing cooperation framework to be more efficient
­ Requesting technical training from technologically advanced countries

24/7 point of contact

5.1 Pol.Col. Suchart KANGWARNJIT
Deputy Commander, High-Tech Crime Center
Telephone: (662)205-2688 Facsimile: (662) 205-1285
Email: suchart_k@police.go.th
5.2 Pol.Lt.Col. Niwate ARPAWASIN
Deputy Superintendent, High-Tech Crime Center
Telephone: (662)205-1981-2 Facsimile: (662) 251-5417
Email: niwate@police.go.th

Conclusion

To cope with computer crime, international cooperation is highly essential. The framework and guidelines of cooperation shall be developed in order to make quick and efficient procedure.




@@@@@@@@@@@@@@

Country Report 2006

Country Report 2006


1. Thailand against Cybercrime

1.1 Introduction
Though cybercrime is rather new to Thailand, the computer crime rate keeps increasing over the last few years. The Royal Thai Police has established the High-Tech Crime Center (HTCC) to respond to the technology crime since June 30, 2005. Being a new division reporting to the office of the Information and Communications Technology (ICT), HTCC is initially assigned to technically support the local police in handling computer crime complaints and investigation and to work collectively with the Forensics division pertaining to electronic evidence examination thereby filling the technology gap within major police works. Its tasks not only include international cooperation among law enforcement agencies but also promotion of police awareness in computer crime and collaboration with local industries in Thailand. In this manner, HTCC therefore plays an important role in national technology crime prevention and information security planning.

1.2 Organization
Being a divisional level unit in the office of ICT, HTCC’s organization structure is as follows.

Office of the Information and Communications Technology (ICT):
· Criminal Records Division
· Police Information Center
· Police Communications Division
· High-Tech Crime Center

1.3 HTCC Staff
Commander 1
Deputy Commander 1
Superintendents 2
Deputy Superintendents 2
Inspectors and Subinspectors 7
Non-commissioned officers 15

1.4 Roles
· Investigation on technology crime
· Electronic evidence forensic examination
· Cooperation with international law enforcement and other local government unit
· Computer crime training to local police
· Handling public complaints and consulting on technology crime
· Research on pattern of crime committed
· Advise on planning of technology crime prevention
2. New technological methods in cybercrime investigation


2.1 As a newly established unit, rather than concentrating on a research work, HTCC has put very much emphasis on carrying out the forensic activities to reach international standard by using computer forensic software such as Encase v.5 , FIM (Field Intelligence Model) and FTK. Unfortunately because of their high price, these softwares are only available to few police units. HTCC therefore has brought other open source softwares for example Knoppix, NetCat and DD into police application especially for preview and acquiring electronic evidence.

2.2 There were many cases where HTCC was requested for technical assistance. One example is that an underground lotto gambling software diskette with password protection was sent for evidence examination. The HTCC forensic team had reverse engineered it by using disassembly and bypass the password checking which enabled printing out the hidden data for evidence examination report.

2.3 Regarding the investigation techniques, because many ISP’s in Thailand now provide the service through cache servers thereby making IP address tracing very difficult. During the recent world cup soccer, HTCC had introduced a new technique. Instead of normal IP address tracing of perpetrators from the email, the ISPs were subpoenaed to summon the cache data over which a search for URL of the football betting websites was done. After careful analysis of the frequency of those websites visit, the useful information which could lead to further investigation of many people involved in gambling both bookmakers and punters was obtained. The result of that investigation was satisfactory.

3. Training of computer crime investigation and forensics

Having been short of technical personnel. HTCC has to focus mainly on training of its own personnels and those who work together with them. Nationwide police training will be conducted starting the coming years. Within this year alone, HTCC personnels have participated in training of the following course.
· Encase intermediate course 5 days 8 persons
· Basic computer forensics (ILEA) 2 weeks 2 persons
· Joint Thai-Malaysia commercial crime 2 weeks 3 persons
· Pacific training initiative (FBI) 2 weeks 1 person
· Computer forensics (JICA) 1 month 1 person
· Traditional investigative technique 3 months 1 person


4. Cybercrime situation and countermeasures
The cybercrime crime situation in Thailand tends to increase. There is a growing tendency that more young people becoming victimized and juvenile offenders in computer crime.

Libel, fraud and dissemination of pornography over the internet are the top three on the crime complaints list. This year Thailand may see the beginning of credit card fraud through wiretapping which was brought in from neighbouring country and infringement of intellectual property right of music by sharing of large files in a certain website.

There was an ISP who did not cooperate with the police in IP address tracing by claiming that disclosing it might invade its customer’s privacy right. HTCC had to file a consultation to the office of Council of State pertaining to the police authority to summon for evidence from ISPs. The Council of State ruled that the police investigator is authorized to summon for evidence in accordance with the criminal procedural law.

Promotion public awareness on internet safety has to focus also to the parents as a target group because most of them still lack computer and internet knowledge. Production of a media like short spot video showing several stories of real life situation in a family with guidelines shall be made available and televised during the prime time over the public service media channel.

Now there are many new IT businesses offering new services that need regulation to control their operation. For instance internet café, online game, prepaid card for mobile phones, international calling, wireline internet, wi-fi internet, etc. It is essential to put preventive measures into effect against access to these services by means of identity verification.



******************

การบริหารงานตำรวจยุคใหม่

การบริหารงานตำรวจยุคใหม่


กรกฎาคม 2547


1. คลื่นการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก

นับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน กระแสคลื่นการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง รวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงสามศตวรรษที่ผ่านมา จากสังคมเกษตรเข้าสู่อุตสาหกรรม และเข้าสู่เทคโนโลยีข่าวสารข้อมูลในปัจจุบัน
1. ยุคเกษตรกรรม สภาพเศรษฐกิจและสังคมเป็นสังคมแบบดั้งเดิม การผลิตด้าน การเกษตร เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ พึ่งพาธรรมชาติ สังคมเรียบง่ายไม่ซับซ้อนเป็นยุคอดีตจนก่อนการปฎิวัติอุตสาหกรรม
2. ยุคอุตสาหกรรมมีการนำเครื่องจักรไอน้ำมาพัฒนาไปสุ่เครื่องจักรกล มาใช้ เป็นพลังการผลิตแทนแรงงานคน และสัตว์ ก่อให้พลังการผลิตจำนวนมาก (Mass Production) สภาพสังคมเปลี่ยนไปสู่ การตลาดและการบริโภคนิยม ก้าวเข้าสู่ความทันสมัย สภาพสังคมซับซ้อน หลากกหลายมากขึ้น เป็นยุคสามทศวรรษก่อนปัจจุบัน
3. ยุคเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาเชื่อมโยงระบบโทรศัพท์ โทรสารติดต่อทั่วโลก เป็นยุคโลกไร้พรมแดนการติดต่อสื่อสารรวดเร็วเป็นยุคโลกาภิวัฒน์ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย จนคนในสังคมปรับตัวไม่ทันกกับคลื่นการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก (Future Shock) เป็นยุคศตวรรษที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน
4. ยุคโลกาภิวัฒน์ (Globalization) เป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรวดเร็ว ด้วยพลังแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ซึ่งส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์
- โลกไร้พรมแดน
- เศรษฐกิจเสรี
- ธุรกิจข้ามชาติ
- หมู่บ้านโลก
ปรากฎการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขององค์กรจากองค์กรขนาดใหญ่เป็นองค์กรขนาดเล็ก ลดขั้นตอนการทำงานลดเอกสารที่ใช้ ลดจำนวนบุคลากร มีการแข่งขันขององค์กร เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

วิวัฒนาการทางการบริหาร
การบริหารงานขององค์กรในอดีตจนถึงปัจจุบันมีการปรับ เปลี่ยนหลักทฤษฎีการบริหารมาตามลำดับ ดังนี้
1. ยุคก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทฤษฎีทางการบริหารที่นำมาใช้ คือ ทฤษฎี Adam Smith จัดแบ่งโครงสร้างหน้าที่การแบ่งงานกันทำและปรัชญา Big is Beautiful มีองค์กรและการผลิตขนาดใหญ่ ผู้ผลิตเป็นผู้กำหนดตลาดสินค้าและบริการ
2. ยุคหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทฤษฎีทางการบริหารที่นำมาใช้ คือ ทฤษฎี Kai Zen Demming Philosophy QC Circle ปรัชญาทางการบริหารมุ่งสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการ ตลอดจนการ ตรวจสอบทุกขั้นตอนการผลิต เพื่อนำไปสู่การแก้ไขข้อบกพร่องในการทำงาน
3. ยุคหลังปี คศ. 1980 ทฤษฎีการบริหารงานที่นำมาใช้ คือ Total Quality Management ISO 9000 Business Process Reengineering ปรัชญาการทำงานมุ่งไปสู่การสร้างสรรค์ประสิทธิภาพการทำงานทุกขั้นตอน การควบคุมคุณภาพ สินค้าและบริการตามมาตรฐานที่กำหนด การผลิตที่ไม่กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการรื้อปรับระบบการทำงานใหม่ของระบบธุรกิจ เอกชน

แนวคิดการรื้อปรับระบบ(Reengineering)
เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน ใหม่ ที่ไม่สนใจการทำงานแบบเดิมที่ผ่านมา เพื่อมุ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและก่อให้เกิดผลงานเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เพื่อเพิ่ม ผลผลิตลดเวลา ลดขั้นตอน ลดเอกสาร และลดค่าใช้จ่ายในการทำงาน ซึ่งระบบธุรกิจเอกชนนำมาใช้ปรับปรุงองค์กรในช่วง ทศวรรษที่ผ่านมาและเริ่มต้นนำมาใช้ในระบบราชการ
ขั้นตอนการรื้อปรับระบบ
1. การคิดค้นทบทวนใหม่ (Rethink)
2. การออกแบบกระบวนการทำงานใหม่ (Redesign)
3. การเสริมเทคโนโลยี (Retool)
4. การฝึกอบรมบุคลากร (Retrain)

การนำแนวคิดการรื้อปรับระบบมาใช้ในระบบราชการเพื่อมุ่งปรับเปลี่ยนทันคติผู้ปฎิบัติงานใหม่ ปรับลดขั้นตอนการ ทำงานลงเสริมการทำงานและปรับสภาพภูมิทัศน์ให้สวยงาม สะดวกในการทำงานซึ่งเป็นมิติใหม่ของการทำงานการให้ บริการของหน่วยราชการ
ตัวอย่าง
(ก) การให้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร (แบบเดิม)
· การฝากถอนเงินผ่านขั้นตอนหลายขั้นตอน
· มีพนักงานหลายคน แบ่งหน้าที่ ฝาก ถอน ตรวจสอบ อนุมัติ ผ่านพนักงานหลายคน
· ใช้เวลานานในการฝากถอน
· ระบบการตรวจสอบด้วยเอกสาร
(ข) การให้บริการฝากถอนเงินของธนาคาร (แบบใหม่)
· การฝากถอนเงินมีขั้นตอนลดลง
· มีพนักงานคนเดียวทำหลายหน้าที่ ฝาก ถอน ตรวจสอบ อนุมัติด้วยพนักงานคนเดียวกัน ใช้เวลาลดลง
· มีการมอบอำนาจ พัฒนาบุคลากร
· มีระบบการตรวจสอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์

ความแตกต่างระหว่างแนวคิด Reengineering กับ Automation
Reengineering เป็นการคิดค้นกระบวนการทำงานใหม่ทั้งระบบองค์การและนำระบบคอมพิวเตอร์มาปรับใช้กับกระบวนการทำงานใหม่ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันทันที ประสิทธิภาพสูง หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ มักจะเป็นการนำแนวคิด Automation โดยนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้กับกระบวนการ ทำงานเดิม ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น การทำงานรวดเร็วมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. การบริหารงานภายใต้การเปลี่ยนแปลง(Management Of Change)

วิสัยทัศน์ (Vision)
การบริหารงานในอนาคตจำเป็นต้องกำหนดทิศทางขององค์กร ในอนาคต โดยพิจารณาจากสภาพที่เป็นจริง สถานการณ์ลูกค้า เพื่อมุ่งถึงเป้าหมายในอนาคต วิสัยทัศน์ ประกอบด้วย
- เป้าหมายในอนาคต
- สภาพที่เป็นจริง
- ลูกค้า ผู้รับบริการ
- สถานการณ์ สิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันลูกค้าเป็นผู้กำหนดชะตากรรมขององค์การการผลิตสินค้า และบริการเปลี่ยนจากการผลิตจำนวนมาก เป็นการผลิตตามความต้องการลูกค้า ผู้บริโภค ลูกค้าจึงมีความสำคัญต่อการอยู่รอดขององค์การ การบริหารงานยุคใหม่ จึงมุ่ง สนองตอบต่อลูกค้าเป็นสำคัญ ( Customer Oriented )

พันธกิจ (Mission)
เป็นภารกิจหรือแนวทางนำไปสู่วิสัยทัศน์ เป็นกิจกรรมหลักที่ทำให้ วิสัยทัศน์บรรลุผล องค์ประกอบของพันธกิจ
- ทำอะไร (What) เป้าหมายคืออะไร
- ใครเป็นคนทำ (Who) ผู้รับผิดชอบคือใคร
- ทำอย่างไร (How) ให้บรรลุวัตถุประสงค์
ดังนั้น พันธกิจอาจกำหนดไว้หลานด้าน เพื่อตอบสนองต่อวิสัยทัศน์ (เป้าหมายหลัก) ที่กำหนดไว้
- ผลสัมฤทธิ์ ( Result) การประเมินผลการทำงานจะประเมินผลสัมฤทธิ์ โดยประเมินทั้งผลผลิต (Output) และผลลัพธ์ (Outcome)
- ผลผลิต (Output) เป็นผลที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมจากโครงการ เป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการผลิตสินค้าและบริการ
- ผลลัพธ์ (Outcome) เป็นผลกระทบของโครงการ อาจเป็นผลด้านนามธรรมและส่งผลต่อความสำเร็จหรือล้มเหลวของโครงการโดยตรง
ตัวอย่าง
โครงการสร้างภาชนะเก็บน้ำ อ่างเก็บน้ำ ผลผลิตได้แก่ ภาชนะ หรือ อ่างเก็บน้ำ ผลลัพธ์ต้องดูว่าประชาชนใช้ ภาชนะเก็บน้ำหรือไม่ ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำหรือไม่ คุณภาพของน้ำเป็นอย่างไร สาเหตุที่ประชาชนไม่นิยมบริโภคน้ำฝนขากภาชนะ เก็บน้ำ หรือไม่ใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำ ซึ่งเป็นการพิจารณาผลลัพธ์ ดังนั้น การบริหารงานภายใต้การเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องกำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ วิธีการที่ทำให้ บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดและประเมินผลการดำเนินการที่ผ่านมาว่าบรรลุผลตามเป้าหมายหรือไม่ ซึ่งได้แก่การกำหนด วิสัยทัศน์พันธกิจ และผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน ซึ่งจะทำงานไปวันๆ ไร้จุดหมายทิศทาง ดังเช่นอดีตที่ผ่านมาอีกไม่ได้

3. การปรับกระบวนทัศน์ในการทำงานใหม่(Paradigm Shift)

การปรับกระบวนทัศน์ในการทำงานใหม่ เป็นการปรับเปลี่ยนทัศนคติ วิธีคิด วิธีทำงานของคน และหน่วยงานใหม่ เพื่อสร้างสรรค์บรรยายกาศการทำงานมุ่งสู่ผลสัมฤทธิ์ในการทำงาน
1. การปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ปฎิบัติงาน ให้มีความเต็มใจในการให้บริการด้วยอัธยาศัยไมตรี มองผู้มาติดต่อ เป็นลูกค้า ที่ต้องให้บริการด้วยความสะดวกรวดเร็ว ปรับทัศนคติการทำงานที่ปกป้องตนเอง มาเป็นการทำงานเพื่อมุ่งผลสำเร็จ ของงาน
2. การปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงานใหม่ ของผู้ปฎิบัติงาน จะเป็นการสร้างสรรค์การทำงานให้ผู้ปฎิบัติงานสามารถ ทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีความภูมิใจต่องานที่รับผิดชอบ ตลอดจนลูกค้าหรือประชาชนที่มาคิดต่อเกิดความพอใจ ประทับใจ ในการให้บริการ ควรปรับเปลี่ยนวิธีคิด วิธีการทำงานใหม่ ดังนี้
ก. มองประชาชนผู้มาขอรับบริการ หรือผู้มาติดต่อราชการ เป็นลูกค้า
ข. เปลี่ยนการทำงานที่ยึดเบียบปฎิบัติกฎเกณฑ์เคร่งครัดมาเป็นการทำงานที่ยืดหยุ่นมุ่งผลสำเร็จของงาน
ค. ปรับลดขั้นตอนการทำงานที่ซ้ำซ้อน ใช้เอกสารใช้เวลามาก ให้มีขั้นตอนน้อยลง ใช้เอกสารและเวลาน้อยลงเท่าที่ไม่ขัดต่อระเบียบ
ง. การมอบอำนาจในการทำงาน (Delegation) การมอบอำนาจในการทำงานให้แก่เจ้าหน้าที่หรือพนักงาน ผู้ปฎิบัติงาน จะเป็นผลให้
· เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน
· ตอบสนองลูกค้าได้รวดเร็ว
· ลดข้อจำกัดการทำงาน
· เพิ่มผลผลิตมากขึ้น
· การทำงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
· เพิ่มขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฎิบัติงาน
จ. การจัดสำนักงาน จัดสภาพภูมิทัศน์ เป็นแนวคิดการจัดสภานที่ทำงาน และสภาพแวดล้อม ของสถานที่ทำงานให้เอื้ออำนวยต่อการทำงานแนวความคิดในการจัดสำนักงาน และจัดสภาพภูมิทัศน์สมัยใหม่ ประกอบด้วย
· สำนักงานไร้กระดาษ ลดการใช้เอกสาร มีระบบการจัดเก็บเอกสารที่ทันสมัย
· สถานที่ทำงาน สะอาด สวยงาม มีบรรยากาศเอื้ออำนวยต่อการทำงาน
· สร้างทีมงาน (Process Team) จัดสถานที่ทำงานเอื้ออำนวยต่อการทำงานเป็นทีม จัดโต๊ะทำงานหันหน้า เข้าหากันเป็นลักษณะการทำงานปรึกษาหารือสถานที่ประชุมสัมมนา
· จัดระบบสำนักงานอัตโนมัติ (Automation Work Flow) นำระบบสำนักงานอัตโนมัติมาใช้ มีระบบโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ มาใช้ในการทำงาน เพื่อให้ทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว

4. การบริหารงานตำรวจยุคใหม่
การเปลี่ยนแปลงบทบาทองค์กร การบริหารงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงองค์กรจำเป็นต้องปรับบทบาทให้สอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลง ดังนี้
ก. การแบ่งงานตามหน้าที่ (Function) เปลี่ยนไปสู่การทำงานหลายด้าน(Multi-Function) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ให้แก่ผู้ปฎิบัติงานสามารถทำงานได้หลายหน้าที่
ข. การถูกควบคุม (Control) เปลี่ยนไปสู่การเพิ่มอำนาจ การบริหารงานเปลี่ยนจากเน้นการควบคุมเป็นการให้อิสระในการทำงาน แก่ผู้ปฎิบัติงานมีการตรวจสอบควบคุมน้อยลง
ค. การบริหารงานภายใต้การเปลี่ยนแปลง เป็นการปรับเปลี่ยนการบริหาร หรือทำงานแบบเดิม ไปสู่การบริหารงาแบบใหม่ โดย การปรับเปลี่ยนสู่การบริหารงานยุคใหม่ ประกอบด้วยเงื่อนไข ดังนี้
· สร้างกระบวนการทำงานใหม่
· นำเทคโนโลยีมาใช้
· สร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่
· วิเคราะห์ลูกค้าและสถานการณ์
· มอบอำนาจการตัดสินใจ

ขั้นตอนการดำเนินการสู่การบริหารงานยุคใหม่ นอกจากการดำเนินการตามเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ยังมีขั้นตอนการดำเนินการสู่การบริหารยุคใหม่ ประกอบด้วย
· สร้างวิสัยทัศน์การบริหารงาน (VISION) กำหนดเป้าหมายในการบริหารงาน การทำงาน
· กำหนดพันธกิจ (MISSION) กำหนดแนวทาง ภารหน้าที่ เพื่อบรรลุผลตามเป้าหมาย
· กำหนดผลลัพธ์ (OUTCOME) พิจารณาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการบริหารงาน การทำงาน
· สร้างตัวชี้วัด (INDICATOR) เพื่อวัดผลที่เกิดขึ้นตอบสนองต่อเป้าหมายเพียงใด ตัวชี้วัดควรวัดในเชิงรูปธรรมได้
· วัดผลสัมฤทธิ์ เป็นการตรวจสอบผลผลิตและผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงทบทวน ขั้นตอนการดำเนินการ ทำงานของนักบริหารยุคใหม่

การทบทวนบทบาทภารกิจของผู้บริหาร เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของนักบริหาร ด้วยการตอบคำถาม ดังนี้
- วันๆ แค่รับโทรศัพท์กับเซ็นหนังสือก็หมดวันแล้ว
- ต้องนำงานกลับไปเซ็นที่บ้าน
- เจอหน้าใคร ก็บ่นว่าทำงานยุ่งตลอดวัน
- ควบคุมงานอย่างเข้มแข็งด้วยตนเอง
ถ้าการทำงานของท่าน เป็นไปตามคำถามที่ตั้งไว้ มากเท่าข้อใด แสดงให้เห็นว่าประสิทธิภาพการทำงานของท่าน อยู่ในเกณฑ์ที่ควรต้องปรับปรุงโดยเร่งด่วน

4. การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่เพื่อมุ่งสู่การบริการประชาชน

ขั้นตอนสำคัญของการรื้อปรับระบบ
การปรับเปลี่ยนแนวความคิดของคนในหน่วยงานราชการ (Rethinking) จากกระบวนทัศน์เก่า เช่น ความเป็นเจ้าขุนมูลนาย หรือล่าช้าไปเป็นกระบวนทัศน์ใหม่ที่ดีกว่า เพื่อให้การปฎิบัติงาน หรือพฤติกรรมการให้บริการสอดคล้องกับเป้าหมายของหน่วยงาน เช่น มองประชาชนคือลูกค้าหรือทำงานอย่างรวดเร็ว นับเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุดของการรื้อปรับระบบ การออกแบบกระบวนการ ทำงานใหม่ของหน่วยงานจะดีเลิศวิเศษเพียงใดหากคนในหน่วยงานยังมีกระบวนทัศน์เก่าๆ กระบวนการทำงานที่ออกแบบใหม่ก็ย่อม ล้มเหลว แต่ถ้าคนในหน่วยงานมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่สอดคล้องกับการทำงานแล้ว ย่อมทำให้กระบวนการทำงานประสบความสำเร็จ

ความหมายของกระบวนทัศน์และการปรับเปลี่ยน
กระบวนทัศน์ มาจากภาษาอังกฤษว่า "Paradigm" (พาราไดม์ ) คือแนวทางหรือวิธีการทำงานที่ยึดกันมา โดยเชื่อว่า หากทำแล้วจะทำให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งหากความเชื่อนี้เปลี่ยนไป ก็จะทำให้วิธีการหรือวัฒนธรรมการทำงานเปลี่ยนแปลง ไปด้วยดังนั้น กระบวนทัศน์จึงเป็นวงล้อม หรือกรอบการทำงานของเรา การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ จึงเป็นการแหกวงล้อม หรือเปลี่ยนกรอบการทำงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนแปลงไปและตรงกับความต้องการของประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญของหน่วยงานราชการ

วิวัฒนาการของกระบวนทัศน์หน่วยงานราชการ
หน่วยงานราชการไทยไม่ได้หยุดนิ่ง มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อภารกิจหน้าที่ที่สังคมกำหนดให้ดำเนินการไปได้ อย่างราบรื่นนับตั้งแต่ระบบราชการไทยก่อตั้งขึ้นมาในสมัยสุโขทัย กระบวนทัศน์ได้มีการเปลี่ยนแปลงมาโดยตลอดและมีการ ตกทอดสั่งสมกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจแบ่งกระบวนทัศน์หลักของหน่วยงานราชการได้ 4 ช่วง คือ
1. กระบวนทัศน์เจ้ากับไพร่
นับตั้งแต่ประเทศไทยได้ตั้งตัวและสร้างรัฐ ( State ) ขึ้นมาได้ครั้งแรกเมื่อประมาณ พ.ศ.1800 ในสมัยสุโขทัย ข้าราชการคือข้าราชบริพารของพ่อขุนผู้ปกครองประเทศทำหน้าที่ในการรักษาความสงบ เก็บภาษีและเกณฑ์ไพร่ฟ้าประชาชน ไปทำการรบเมื่อเกิดศึกสงคราม ดังนั้นข้าราชการจึงมีอำนาจในการบังคับบัญชาประชาชนมากบ้างน้อยบ้างตามตำแหน่งที่เป็นอยู่ โดยระบบศักดินา ใครมีมากก็จะมีอำนาจมาก ใครมีศักดินาน้อยก็จะมีอำนาจน้อยลดหลั่นลงไปประชาชนทั่วไปจะต้องเป็นไพร่ มีสังกัดมูลนาย หรือทาสที่มีเจ้านาย ไม่เช่นนั้นจะถูกลงโทษตามกบิลเมือง ประชาชนในยุคนี้จึงมองดูข้าราชการคือผู้รับมอบ อำนาจสิทธิ์ขาดจากผู้ปกครองที่จะลงโทษอะไรกับตนก็ได้ ส่วนราชการก็ถือว่าตนเป็นกลุ่มคนที่มีความสำคัญเหนือกว่าประชาชน ทั่วไป ความสัมพันธ์จึงเสมือน " เจ้ากับไพร่ " ส่วนภาคเอกชนยังไม่ปรากฎชัดเจนเป็นหน้าที่ของรัฐในการค้าขาย
2. กระบวนทัศน์ผู้พิทักษ์
เมื่อประเทศไทยได้พัฒนาเพิ่มความสลับซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ พระมหากษัตริย์ ซึ่งเดิมถือว่าเป็นองค์อธิปัตย์ที่พระบรมราชโองการคือกฎหมาย ไม่สามารถปกครองประเทศได้อย่างทั่วถึง ต้องมีข้าราชการบริพาร ต่างพระเนตรพระกรรณมากขึ้น จะต้องแบ่งซอยหน้าที่ความรับผิดชอบออกเป็นฝ่ายต่าง ๆ และเพิ่มมากขึ้น ประจวบกับลัทธิล่า อาณาณิคมโดยประเทศมหาอำนาจที่สามารถปรับระบบราชการแบบแบ่งหน้าที่ให้มากขึ้น จนระบบราชการกลายเป็นสถาบันที่ก่อความ เจริญให้แก่ประเทศอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะประเทศที่อยู่ในแถบตะวันตก เช่น ประเทศฝรั่งเศส หรืออังกฤษ เป็นต้น ดังนั้น ประเทศไทยเพื่อความอยู่รอดและสามารถยึดโยงสถาบันทางสังคมที่คล้ายคลึงกับประเทศมหาอำนาจ เพื่อช่วยค้ำจุนให้สังคมเข้มแข็ง ขึ้นจากที่เคยเป็นสภาพชุมชนเมือง อยู่กระจัดกระจายมีความสัมพันธ์กับเมืองหลวง แค่ส่งบรรณาการไพร่พลเข้าช่วย เมื่อเกิดสงคราม ก็เกิดเป็นความสัมพันธ์กันทางกฎหมาย ส่วนกลางส่งข้าราชการที่มีความรู้ปกครองประเทศมีอำนาจออกกฎระเบียบให้สอดคล้องกับรัฐ ใช้กฎหมายและตีความกฎหมายประชาชนในยุคนี้จะมีความเชื่อมั่นว่าข้าราชการคือ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายการกระทำผิดต่อข้าราชการ อาจได้รับโทษทัณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนข้าราชการก็ถือว่าเป็นบุคลากรของประเทศที่มีความรู้ความชำนาญทางกฎหมายสามารถ เอาผิดกับประชาชนได้ถ้าให้เสียการปกครอง และผิดระเบียบที่วางไว้ในยุคนี้จึงเป็นยุคกระบวนทัศน์แบบผู้พิทักษ์ที่มีผู้ปกครองกับ ผู้ใต้ปกครอง โดยอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายมากยิ่งขึ้น ภาคเอกชนเริ่มปรากฏตัวในวงแคบๆภายใต้การควบคุมของรัฐโดยเฉพาะ การค้าข้าว
3. กระบวนทัศน์ผู้ชี้นำการพัฒนา
ในช่วงประมาณปี พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา สหประชาชาติได้ส่งเสริมการ พัฒนาประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนา โดยมีธนาคารโลกเป็นองค์กรสนับสนุน ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่เข้าร่วม กระบวนการพัฒนาประเทศที่ทันสมัย ในปี 2504 ประเทศไทยมีแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับแรกเพื่อเป็นกรอบการพัฒนาด้านเศรษกิจ ของประเทศ โดยทั้งนี้ ระบบราชการได้เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เพราะระบบราชการ มีทั้งบุคลากรที่มีคุณภาพ มีเครื่องไม้เครื่องมือที่พร้อมจนอาจกล่าวได้ว่าพร้อมกว่าองค์กรใดๆ ในสังคมแม้แต่ภาคธุรกิจเอกชนจะต้อง อิงบุคลากรภาครัฐ เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการรณรงค์เพื่อการพัฒนาประเทศได้ทำให้รายได้ของประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 8 -10 ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่น แม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพิ่มขึ้นถึงเพียงร้อยละ 2 เท่านั้น อย่างไรก็ตามกระบวนทัศน์ของข้าราชการจะเกิดการผสมผสานระหว่างผู้ปกครอง และยุคของผู้ใต้ ปกครองกับกระบวนทัศน์ ถือว่าตนคือผู้นำการพัฒนาแต่เพียงสถาบันเดียวในสังคมก็ยังทำงานใต้กรอบดังกล่าวโดยถือว่ากฎหมาย ได้ระบุหน้าที่อะไรในหน่วยงานทำก็ทำงานหน้าที่นั้น ไม่ได้คำนึงถึงการผนึกกำลังตัวใครตัวมัน หรือบางทีเป็นปฎิปักษ์ต่อกันระหว่าง ผู้ที่ทำงานอยู่ในเรื่องเดียวกัน เกิดงานซ้ำซ้อน ผลก็คือบางครั้งโครงการสำคัญไม่ประสบความสำเร็จและปัญหาเพิ่มความสลับซ้ำซ้อน ยากต่อการแก้ไขมากขึ้น โดยได้มีผู้ให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าประชาชนไม่ได้รับผลประโยชน์เท่าที่ควรทั้งๆ ที่โครงการต่างๆ อย่างดีมีข้าราชการที่มีความเชี่ยวชาญ ( Expert ) เข้าไปดูปัญหา ศึกษาความเป็นไป เสนอโครงการจัดทำแผนดำเนินการ ฯลฯ อย่างละเอียดและเป็นระบบ ครั้นพอดำเนินการตามโครงการไปแล้วมาประเมินดู ก็มักจะพบโครงการประสบผลตามแผนแต่ประชาชน กลับได้รับผลประโยชน์น้อยทั้งนี้เกิดจากข้าราชการที่ถือว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเข้าไปดูปัญหาแล้ว เป็นผู้บอกวิธีแก้ปัญหาและทำการแก้ไข ปัญหาเองโดยประชาชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วม จึงทำให้การพัฒนาไม่สำเร็จจากกระบวนทัศน์ในยุคนี้ทำให้ข้าราชการกับประชาชนเกิด ความขัดแย้งทางด้านความคิดปฎิบัติ เพราะข้าราชการจะมองประชาชนว่าเปลี่ยนแปลงยาก ในขณะที่มองข้าราชการว่าเสนอแนะวิชาการ ซึ่งทำได้ยากในทางปฎิบัติ ส่วนภาคเอกชนได้รับผลพวงจากการพัฒนาเต็มที่ และกลายเป็นอีกภาคหนึ่งที่มีพลังทางสังคม
4. กระบวนทัศน์ยุคใหม่
การพัฒนาประเทศซึ่งข้าราชการยังเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Change agent) จะต้องเปิดโอกาสให้กลุ่มต่าง ๆ ในสังคมเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาและการบริหาร เพราะการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นการเปลี่ยนแปลง หลายด้านภาคราชการอย่างเดียวจะไม่เพียงพอที่จะนำในการพัฒนาประเทศได้สำเร็จ ทั้งนี้เนื่องจากการพัฒนาในปัจจุบันเป็นเรื่อง ที่ละเอียดอ่อนสลับซับซ้อนจึงจำเป็นจะต้องพัฒนาโดยอาศัยการผนึกกำลังจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ฝ่ายข้าราชการเอง องค์กร พัฒนาเอกชน ธุรกิจ ฯลฯ ดังนั้นข้าราชการในยุคปัจจุบันจึงต้องมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่ส่งเสริมให้ทุกฝ่ายเข้าทำงานร่วมกัน ใช้ความ พยายามร่วมกันและไม่เป็นปฎิปักษ์ต่อกันโดยการปฎิบัติอย่างจริงจัง (Interactive Learning Through Action) ในขณะเดียวกัน หน่วยราชการจะต้องปรับเปลี่ยนความคิดและทัศนคติในการทำงานให้มีความรวดเร็ว มีคุณภาพทันสมัย และสร้างความพึงพอใจ ให้เกิดกับประชาชน ตลอดจนความรวดเร็ว มีคุณภาพทันสมัย และสร้างความพึงพอใจให้เกิดกับประชาชนตลอดจนส่งเสริม สนับสนุนให้ภาคเอกชนมีความแข็งแกร่ง สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้

กระบวนทัศน์เก่าที่ต้องเปลี่ยนแปลง
การให้บริการหรือบริหารงานของหน่วยราชการมี ทั้งที่ยึดติดอยู่กับกระบวนทัศน์เก่า ตกทอดมาจากอดีต โดยไม่สร้าง กระแสคลื่นใหม่ใดๆ ให้สะเทือนสถานภาพเดิม พยายามเลี่ยงความผิด โดยยึดระเบียบกฎหมายเป็นที่ตั้ง ไม่แกว่งเท้าหาเสี้ยนหรือ อย่าให้ปัญหามาหยุดบนที่โต๊ะปัดไปให้คนอื่นให้เร็วที่สุดซึ่งขัดกับสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

กระบวนทัศน์เก่า ๆ ของหน่วยงานราชการที่สำคัญ คือ

1. เจ้าขุนมูลนาย
มองประชาชนคือผู้อยู่ใต้ปกครองซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ ที่ตกทอดมาแต่โบราณ ทำให้นำไปสู่การมองว่าการให้บริการประชาชน คือสิ่งที่ข้าราชการบริจาคให้
2. การดำเนินงานล่าช้า
มีขั้นตอนมากมาย เพื่อป้องกันการทุจริต จึงต้องมีขั้นตอน ของการตรวจสอบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
3. มุ่งรักษาสถานภาพ
มองว่างานใดหากยังไม่มีปัญหาก็ปล่อยไปก่อน อย่าไป เปลี่ยนแปลงจะต้องกระทบกับคนอื่นหรืองานอื่นที่ไม่จำเป็น ก่อให้เกิดความคิดที่ไม่อยากสร้างสรรค์ใหม่ๆ
4. ยึดกฎระเบียบตายตัว
การปฎิบัติงานจะต้องยึดระเบียบกฎหมายตายตัวและในบางครั้ง สร้างกฎเกณฑ์เพิ่มขึ้นจากที่เคยมีอยู่เพื่อเป็นเกราะป้องกันตัวทำให้การทำงานไม่ยืดหยุ่น
5. แบ่งงานกันทำชัดเจนเกินไป
การแบ่งงานกันทำอย่างชัดเจน ทำให้แต่ละคนมุ่งทำงานที่ รับผิดชอบจนเกินไปไม่สามารถเวียนรอบข้างได้ทำให้งานบางงานมีคนว่างงาน ในขณะที่บางงานมีคนมากเกินไป
6. สายการบังคับบัญชา (Hierachy)
หน่วยราชการยังมีขั้นตอนการปฏิบัติงานยาว เนื่องจาก เป็นระบบรวมอำนาจขั้นตอนจากหน่วยปฏิบัติถึงหน่วยนโยบายจึงยาวมาก
7. เน้นการควบคุม
การทำงานมีการควบคุมอย่างใกล้ชิดทุกขั้นตอน เนื่องจากไม่ไว้วางใจ บางหน่วยงานจะรวมศูนย์อยู่ที่หัวหน้าหน่วยงานเพื่อสร้างความสำคัญให้กับตนเอง
8. ทำงานตามสายงานอย่างเข้มงวด
แต่ละสายงานแข่งขันกันมากเกินไปและปัดความรับผิดชอบ ปัญหาที่ไม่ตรงสายงานก่อให้เกิดปัญหาการปัดความรับผิดชอบ
9. ไม่มีมาตรฐานงาน
การปฎิบัติงานจึงไม่มีประสิทธิภาพ ใช้ทรัพยากรในการปฎิบัติงานมาก แต่ได้ ผลงานน้อยและคุณภาพของงานไม่ดี
10. เช้าชาม - เย็นชาม
พฤติกรรมการทำงานของข้าราชการบางคนไม่อุทิศตัวให้กับราชการ รับราชการ เป็นงานอดิเรก ให้เสร็จไปวัน ๆ หรือแบบ "เช้าชาม - เย็นชาม" รวมทั้งใช้เวลาราชการในการแสวงการรายได้พิเศษส่วนตัว
11. ไม่ใช้เทคโนโลยี
หากเปรียบเทียบกับภาคเอกชน ระบบราชการไม่ค่อยสนใจที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ ในการปฎิบัติงานเน้นแต่การใช้แรงงานหรือบุคคลมาก การไม่ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้เกิดปัญหาเรื่องงานล่าช้าและไร้ประสิทธิภาพ

ผลกระทบต่อหน่วยงานราชการ
การติดยึดกระบวนทัศน์เก่าที่กล่าวมาแล้วได้ก่อให้เกิดผลกระทบต่อหน่วยงานราชการที่สำคัญ คือ
· ประชาชนเกิดวิกฤตศรัทธา
· การบริหารและบริการล่าช้า
· การปฎิบัติงานขาดความยืดหยุ่น
· หน่วยราชการปรับเปลี่ยนไม่ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคม
· ขาดการเกื้อหนุนในการทำงาน
· ข้าราชการเกิดความเบื่อหน่าย และนำไปสู่ความท้อถอยในการทำงาน

กระบวนทัศน์ยุคใหม่
การรื้อปรับระบบเริ่มต้นด้วยการทบทวนความคิดใหม่ (Rethinking) ซึ่งเป็นการปรับกระบวนทัศน์ ซึ่งเป็นการคิดที่เปลี่ยนแปลงแตกต่าง จากเดิมอย่างสิ้นเชิงโดยกระบวนทัศน์ที่สำคัญประกอบด้วย
· มองประชาชนเป็นลูกค้าที่ต้องมาเป็นลำดับแรก
· หน่วยงานที่มีโครงสร้างแบนราบ (Flat Organsiztion)
· ทำงานด้วยความรวดเร็ว
· การทำงานเป็นทีม
· ทำงานมุ่งผลสัมฤทธิ์
· สร้างสรรค์งานอย่างต่อเนื่อง
· มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลง
· การทำงานที่ยึดกระบวนการที่ยืดหยุ่น
· มีการวัดผลงาน
· ประหยัดและไม่พึ่งงบประมาณของรัฐแต่เพียงอย่างเดียว
· แสวงหาทรัพยากรทั้งนอกงบประมาณและทรัพยากรอย่างอื่น ทั้งในและต่างประเทศ
· นำเทคโนโลยีมาใช้ในการทำงาน




*****************






ข้อมูลอ้างอิง
เอกสารคำบรรยายของกรมการปกครอง www.dopa.go.th/layout/handb3.html

มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด

มาจัดระเบียบตำรวจกันเถิด

30 มิถุนายน 2545

เมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เราขยันจัดระเบียบสังคมกัน แล้วเราก็หยุดขยันสักพัก เพื่อรอเวลาขยันใหม่ ไม่ใช่เรื่องแปลก ที่น่าแปลกคือ ที่เรามองเห็นว่า มท.1 จัดระเบียบสถานบันเทิงนั้น นอกจากเร่งรัดการบังคับใช้กฏหมายที่ตำรวจ(แกล้ง)ลืมแล้ว ความจริง ท่านจัดระเบียบตำรวจไปด้วย แต่ไม่มีใครเรียกว่า “ จัดระเบียบตำรวจ ”

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องต่อไปนี้ ร่วมมือกันผลักดัน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจ ให้ตำรวจมีความพร้อมปฏิบัติงาน คือ
1. ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย
2. ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรม
3. สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผล
4. ภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ตลอดจนผู้ประกอบการทั้งหลาย

ภารกิจตำรวจนั้น นับวันก็จะเริ่มจะเจาะจงเฉพาะงานตำรวจแท้ๆ ที่ต้องใช้ฝีมือตำรวจ ไม่ใช่ทำงานจับฉ่าย แบบครอบจักรวาลอีกต่อไป ตั้งแต่แยกงานหนังสือเดินทางออกไป แยกงานทะเบียนรถยนต์ออกไป และอะไรๆอื่นๆที่อาจจะแยกไปอีก ก็จะเหลือภารกิจสำคัญของตำรวจซึ่งก็คือ ต่อสู้อาชญากรรม และรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่รับแจ้งเหตุ ..ไปจนถึงจัดระเบียบจราจร และงานที่ต้องใช้ความสามารถพิเศษ เช่น สืบสวน ตามล่าคนร้าย ปราบจลาจล ควบคุมฝูงชน งานประเภทหลังนี้ค่อนข้างเสี่ยงชีวิตกว่าประเภทแรก

นโยบายรัฐบาลทักษิณด้าน “ความปลอดภัยของประชาชน” แถลงไว้เมื่อต้นปี 2544 ว่า

(๑) ดูแลให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยมุ่งเน้นมาตรการทั้งการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท พร้อมทั้งจัด ระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที
(๒) สนับสนุนให้ ประชาชนมีส่วนร่วม ในการป้องกันอาชญากรรมและสาธารณภัยใน ชุมชนและท้องถิ่นของตนเอง

ตำรวจกับวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ในบรรดาหน่วยงานต่างๆ ในกระบวนการยุติธรรม ตำรวจจะอยู่ใกล้ชิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมากกว่าหน่วยอื่น (ไม่ว่าจะเป็น ฝ่ายนิติบัญญัติ อัยการ ศาล ราชทัณฑ์ หรือทนาย) แต่ปรากฏว่า กลับใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเฉพาะในคดีอุกฉกรรจ์ แต่มองข้ามการใช้วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในงานพื้นฐาน โดยเฉพาะงานบริการประชาชน

ตำรวจไทยจัดตั้งระบบรับแจ้งเหตุหมายเลข 199 และ 191 มากว่า 20 ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ระบบรับแจ้งเหตุฉุกเฉินก็ยังกระจุกอยู่แต่ในกรุงเทพฯ ขยายไปต่างจังหวัดไม่ค่อยสำเร็จ แต่กลับมีบริการทางหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินแจ้งเกิดอีกหลายเบอร์ จัดเบอร์ฉุกเฉินให้ประชาชนจำหลายๆ เบอร์จนสับสนไปหมดจนไม่รู้จะโทรเบอร์ไหน ดีไม่ดีโทรไปแล้วอารมณ์เสีย ทะเลาะกันไปอีก ไม่มีประเทศไหนเขาปล่อยเบอร์ฉุกเฉนออกมาเยอะแยะจนเปรอะอย่างนี้

เบอร์โทรศัพท์ 191 ของตำรวจในต่างจังหวัดแทบทั้งหมด ยุ่งเหยิงและวุ่นวาย ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้เลย เพราะโทรไม่ติดบ้าง โทรติดแล้วก็ไม่มีผู้รับสาย ตำรวจยกหูไว้เฉยๆไม่ยอมรับสาย หรือบางคนโชคดีโทรติดแต่ปรากฏว่าไม่ใช่ท้องที่รับผิดชอบของโรงพักนั้น ฯลฯ สารพันปัญหา ว่างั้นเถอะครับ

ไม่ใช่แค่นี้ เชื่อไหมครับว่า ตำรวจเริ่มมีทั้งคอมพิวเตอร์และทั้งวิทยุสื่อสารมาก่อนหน่วยงานอื่นในประเทศไทย (ตั้งแต่ต้นทศวรรษ พ.ศ.2510) แต่ก็ยังไม่ได้พัฒนาไปถึงไหน มันน่าศึกษาวิจัยจริงๆ ว่าอะไรเป็นจุดอ่อน.....the weakest link? ทำไมเทคโนโลยีกับตำรวจจึงไปด้วยกันไม่ค่อยได้ เชื่อว่าท่านนายกฯ ของเรามีคำตอบอยู่ในใจแน่นอน พันเปอร์เซนต์ เพราะท่านเคยเป็นตำรวจในสายเทคโนโลยีนี้

ยิ่งมีผลการสำรวจของบริษัทที่ปรึกษาความเสี่ยงทางการเมืองและเศรษฐกิจ หรือเพิร์ค (PERC) รายงานเรื่องตำรวจและยุติธรรมของไทย พบว่าไทยอยู่รองบ๊วยในเอเชีย ตำรวจไทยความรู้น้อย รายได้ก็น้อย แถมความรู้ทางด้านนิติวิทยาศาสตร์ของตำรวจไทยแทบไม่มีเลย !! …….เหลือเชื่อ!! ทั้งๆที่ตั้งกองพิสูจน์หลักฐานมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2475 เป็นเวลา 70 ปี!! แล้วครับ

ความจริง ตำรวจก็ได้พัฒนางานบริการประชาชน โดยเฉพาะสถานีตำรวจมาอย่างต่อเนื่อง เริ่ม พ.ศ.2537 จาก “โรงพักของเรา ” มาเป็น “โรงพักเพื่อประชาชน” ในปัจจุบัน ซึ่งนับว่าประสบผลสำเร็จพอสมควรในมุมมองของตำรวจ แต่ถามว่าในมุมมองของประชาชนเป็นอย่างไร ยังตอบไม่ได้ คงต้องรอดูผลการประเมินความเห็นของประชาชน

ลองหันไปฟังเสวนาที่สำนักวิจัยเอแบคโพลล์จัด เรื่อง “ตำรวจไทยยุค 2001 : ทิศทางที่ควรจะไปเพื่อประชาชน” เมื่อ 5 เม.ย.2544 ท่านวิทยากรบางท่านชี้ว่า ตำรวจในสายตาประชาชนมีภาพเป็นลบ ใช้กฏหมายเพื่อแสวงประโยชน์ให้ตนเอง ใช้อำนาจกลั่นแกล้งประชาชน...... บางท่านก็กล่าวว่าตำรวจมีเงินเดือนน้อย ด้อยสวัสดิการ ......ฯลฯ วิทยากรอาจจะมีทัศนะแตกต่างกันไปบ้าง แต่ทั้งหมดก็ต้องการให้ไปในทิศทางเพื่อประชาชน

จะจัดระเบียบตำรวจอย่างไร

ที่สหรัฐอเมริกา ก็มีปัญหาเหมือนกันครับ กว่าจะมาเป็นสุดยอดของโลกทุกวันนี้ ลองดูปัญหาของตำรวจสหรัฐสักหน่อย ในปี ค.ศ.1964 ได้มีการยกปัญหาอาชญากรรมขึ้นมาเป็นประเด็นหาเสียงในการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดี

สถานภาพอาชญากรรมของสหรัฐอเมริกาขณะนั้น คือเพิ่ม 2 เท่าจากปี ค.ศ.1940 ถึง 1965 ดูเหมือนว่าจะไม่มาก แต่มันเพิ่มเร็วกว่าอัตราเพิ่มประชากรถึง 5 เท่า!! เฉพาะปี ค.ศ.1964 ปีเดียว อัตราเพิ่มอาชญากรรมราว 13 % หลังจากที่ได้รับเลือก ในปี ค.ศ.1967 ประธานาธิบดีจอห์นสัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการระดับชาติเรียกว่า คณะกรรมการด้านตำรวจและบริหารงานยุติธรรม (President’s Crime Commission on Law Enforcement andAdministration of Justice) เพื่อศึกษาปัญหานี้

คณะกรรมการชุดนี้ ได้รายงานว่า วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศมีความทันสมัย (คือช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น) มีผลกระทบต่อสังคมอย่างมาก แต่กลับมีผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมเพียงเล็กน้อยจนน่าประหลาดใจ เหตุผลที่เขาพบก็คือ คนที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมกับคนที่อยู่ในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ห่างเหินต่อกันไม่มีความร่วมมือกัน ผลก็คือ การประยุกต์เทคโนโลยีมาใช้ในกิจการตำรวจเป็นไปได้ช้าเกินไป

ในรายงานของคณะกรรมการชุดนี้ ยังบอกด้วยว่า “ ....แม้ตำรวจ ซึ่งมีห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ (Crime Laboratories) และเครือข่ายวิทยุสื่อสาร (Radio Networks) จะได้นำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ก็จริง แต่ก็น่าจะได้มีใช้มาก่อนหน้านี้สัก 30-40 ปีเสียด้วยซ้ำ...... ”

ในยุคนั้น มีตำรวจคนหนึ่งพูดประชดไว้น่าฟังว่าอย่างนี้ “ ศูนย์ควบคุมที่ฐานยิงจรวดพูดกับนักบินอวกาศบนดวงจันทร์ได้ แต่ผมเรียกเพื่อนตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ห่างแค่บล็อกถนนถัดไปไม่ได้ ” แปลว่า มีเทคโนโลยีอยู่แล้ว แต่มีปัญหาในการปรับใช้ในกิจการตำรวจ

ในรายงานนี้ได้มีข้อเสนอแนะอยู่ 12 ข้อ ในจำนวนนี้มี 5 ข้อที่เกี่ยวข้องกับวิทยุสื่อสาร อีก 7 ข้อ นอกนั้นเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านลายพิมพ์นิ้วมือ ด้านการจัดสรรกำลังตำรวจ (manpower allocation) การติดตั้งตู้โทรศัพท์แจ้งเหตุ (police callboxes) การศึกษาเปรียบเทียบด้านอาชญากรรม การจับกุม และการสืบสวนในท้องที่

ในบรรดาข้อเสนอแนะทั้งหมดนี้ มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ต่อมาได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่างกว้างขวาง(เพราะเป็นบริการพื้นฐานที่สุดที่ตำรวจมอบให้สังคม) สิ่งนั้นคือ ระบบรับแจ้งเหตุ 911 ร่วมกับการใช้คอมพิวเตอร์ (911 dispatch and computerization)

การเปลี่ยนแปลงในเรื่อง ระบบรับแจ้งเหตุ 911 และส่งตำรวจออกปฏิบัติ (911 dispatch) ในปี ค.ศ.1968 ครั้งนั้น เท่ากับเป็นการปฏิวัติงานบริการของตำรวจอย่างขนานใหญ่ การพัฒนางานบริการของตำรวจเกิดขึ้นทั้งประเทศอย่างต่อเนื่อง เพียงไม่กี่ปีก็ครอบคลุมเมืองใหญ่ทุกเมืองในสหรัฐอเมริกา ยิ่งในปัจจุบันนำระบบ 911 ไปเชื่อมกับคอมพิวเตอร์ด้วย ยิ่งทำให้ตำรวจค้นข้อมูลได้รวดเร็ว

และเดี๋ยวนี้เขายกระดับไปเป็น E911 (enhanced 911) แล้ว เขาสามารถรู้ทั้งเบอร์โทรศัพท์ ไม่ว่าจะเป็นเบอร์โทรศัพท์บ้านหรือมือถือ ทั้งตำแหน่งที่อยู่ แทบจะรู้ชื่อเจ้าของเบอร์ด้วยซ้ำ

ตอนแรกๆที่เอาระบบ 911 มาใช้ งานรับแจ้งเหตุเป็นภาระที่แสนโหด เพราะไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่จิ๊บจ๊อยแค่ไหน ก็ต้องบริการทั้งนั้น มิฉะนั้น สังคมและสื่อต่างๆจะร้องเรียนและรุมประณาม ไม่เพียงเท่านั้น ภาระของตำรวจสายตรวจที่ลาดตระเวนในพื้นที่ก็เพิ่มตามไปด้วย เคยทำงานสบายๆอยู่ดีๆ ก็เริ่มเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เพราะต้องถูกส่งออกไปให้วิ่งรอกจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง

ตอนขึ้นต้นเป็นการนำระบบ 911 มาช่วยงานบริการประชาชน แต่พอใช้ไปเรื่อยๆ กลับกลายเป็นระบบที่บังคับตำรวจให้ทำงานอย่างมีคุณภาพ ผลที่สุดประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็ตกอยู่กับทั้งตำรวจผู้ให้บริการ และประชาชนผู้รับบริการ เดี๋ยวนี้สหรัฐอเมริกาขาดระบบ 911 ไม่ได้เพราะกลายเป็นสิ่งจำเป็นเสียแล้ว

นาย ลี พี บราวน์ (Lee P. Brown) ซึ่งอดีตเคยเป็นหัวหน้าตำรวจในหลายเมืองในสหรัฐอเมริกา เขียนไว้ในปี ค.ศ.1989 ว่า “….. ยากที่จะให้ตำรวจบริการที่มีคุณภาพ (the level and quality of services the community deserves) แก่ประชาชนได้ โดยปราศจากการใช้เทคโนโลยี ตัวอย่างเช่นการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการส่งตำรวจออกปฏิบัติในพื้นที่ (computer-aided dispatch) คอมพิวเตอร์ในรถสายตรวจ ระบบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ ระบบรายงานการทำผิดกฏหมายโดยคอมพิวเตอร์ เป็นต้น....... ”

การพัฒนาเทคโนโลยีตำรวจที่น่าสนใจ


(ตาราง)

ความร่วมมือ

นโยบายรัฐบาลด้านความปลอดภัยของประชาชนข้อ 1 ยังไม่มีใครเร่งรัดดำเนินการ “จัดระบบป้องกันสาธารณภัยและอุบัติภัยอย่างมีประสิทธิภาพ ทั่วถึงและทันท่วงที” แล้วเราจะทำอย่างไรดีครับ ประเทศไทยเราก็ยังไม่มีคณะกรรมการระดับชาติมาดูแลเรื่องอาชญากรรม ในระดับผู้บริหารประเทศก็ยังแบ่งสรรอำนาจในกระบวนการยุติธรรมไม่ลงตัว ยังไม่มีใครยกเรื่องประโยชน์ของบริการรับแจ้งเหตุทางโทรศัพท์ 191 ขึ้นมาพิจารณา คงต้องให้ประชาชนโทรไป รายการวิทยุ “ร่วมด้วยช่วยกัน”หรือ “จส.100” หรือ “สวพ.91” แล้ว ทางรายการค่อยแจ้งขอความช่วยเหลือตำรวจอีกทอดหนึ่ง

คนไทยเรารักกัน เอื้อเฟื้อต่อกัน ช่วยเหลือกันยามเดือดร้อน ก็ช่วยกันเองไปก่อน หน้าที่อย่างนี้ต้องเป็นงานของตำรวจ ทำใจเย็นๆรอดูไปก่อนดีไหม ให้อำนาจไปแล้ว ถ้ายังไม่ทำอะไร เดี๋ยวมีคนเอาอำนาจไปให้หน่วยอื่น ตำรวจจะเสียเวลาไปตามเอาคืนมาเปล่าๆ

หรือว่าในระหว่างรอ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ขอให้ตำรวจท้องที่ และตำรวจผู้กำหนดนโยบาย ที่มองเห็นประโยชน์ ประชาชนผู้ที่ประสบความเดือดร้อนจากอาชญากรรมช่วยเรียกร้องให้ยกระดับคุณภาพบริการจากตำรวจ แล้วก็สื่อต่างๆ และนักวิชาการที่ปรารถนาให้ตำรวจทำงานอย่างมีประสิทธิผลตลอดจนภาคธุรกิจ นักวิชาชีพในสาขาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และผู้ประกอบการทั้งหลาย ช่วยกันนำเสนอเทคโนโลยีหรือจัดหาระบบที่ว่านี้มาใช้บริการประชาชน ช่วยกันจัดระเบียบตำรวจกันหน่อยเถิดครับ


****************

ที่มาข้อมูล:

1. นโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณฯ แถลงต่อรัฐสภา เมื่อ 26 ก.พ.2544
2. เดลินิวส์ 3-4 มิ.ย.2545 หัวข้อข่าวหน้าหนึ่ง “ ตีแสกหน้าไทย ตร.-ยุติธรรม รองบ๊วยเอเชีย ” และ “ รับตำรวจเรียนน้อยเลยทุจริต ”
3. The Evolution and Development of Police Technology: National Institute of Justice 1998.
4. http://www.ipoll.th.org/article/police2001/police2001.htm
5. http://ems.fire2rescue.com/articles1.html

ตำรวจไทยกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

ตำรวจไทยกับอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

12 ต.ค. 2550

นับตั้งแต่ พรบ.ว่าด้วยการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์ 2550 ประกาศราชกิจจาฯ เมื่อ 18 มิ.ย. 2550 และให้มีผลบังคับใช้หลังจากนั้น 30 วัน ก็เกิดความตื่นตระหนกกันอยู่พักหนึ่งเป็นธรรมดา โดยเฉพาะผู้ประกอบการและประชาชนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายฉบับนี้ เพราะยังไม่รู้ชัดเจนว่าถูกกระทบอะไร ต้องทำอะไรบ้าง ก็ย่อมเกรงกลัวว่าจะได้รับโทษตามกฎหมาย

ภาครัฐก็มีความโกลาหลพอสมควร เพราะต้องสร้างความชัดเจน ในส่วนที่ต้องปฏิบัติเพื่อบังคับใช้กฎหมาย 30 มาตรานี้ ทราบมาว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้ตรวจแก้ไขกันหลายรอบ สัก 4-5 ปี กว่าจะผ่านมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ เพราะการทำกฏหมายเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมีความยุ่งยากมาก

ตั้งศูนย์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ตำรวจได้จัดตั้งหน่วยงานพิเศษขึ้นเป็น ศูนย์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี ตั้งแต่ปี 2547 ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า HIGH-TECH CRIME CENTER ขณะนั้นมีเจ้าหน้าที่อยู่เพียง 4-5 คน เพื่อรองรับอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดทางเทคโนโลยี สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายคอมพิวเตอร์ การดำเนินคดีต่างๆจึงอาศัยกฎหมายที่มีอยู่บังคับใช้ ซึ่งมีอุปสรรคในการทำงานพอสมควร เนื่องจากการกระทำหรือละเมิดบางอย่าง กฎหมายไม่ได้บัญญัติไว้ว่าเป็นการกระทำผิด

ต่อมา 30 มิ.ย. 2548 ตำรวจจึงได้จัดตั้ง ศูนย์ตรวจสอบและวิเคราะห์การกระทำผิดทางเทคโนโลยี ขึ้น เพื่อให้เป็นกลไกหลักขับเคลื่อนให้ตำรวจที่เป็นหน่วยปฏิบัติสามารถดำเนินคดีที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสนับสนุนด้านเทคนิค ในการสืบสวน ตรวจพิสูจน์พยานหลักฐาน ฯลฯ และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ

แนวโน้มการกระทำผิดทางคอมพิวเตอร์สูงขึ้น

อธิบายอย่างง่าย ๆ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หมายถึงการใช้เทคโนโลยีหรืออุปกรณ์เทคโนโลยีในการกระทำผิด อุปกรณ์เทคโนโลยีที่ใช้กันมากในประเทศไทยเรา มีอยู่ 2 อย่างคือคอมพิวเตอร์ และโทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นที่พบบ่อย ได้แก่ไอพอด กล้องวงจรปิด เครื่องบันทึกเสียง กล้องบันทึกภาพวิดิโอ อุปกรณ์รูดบัตรเครดิต ฯลฯ ในอนาคตอาจจะมีอุปกรณ์เทคโนโลยีอื่นอีก ในยุคดิจิตอลนี้ อุปกรณ์เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์ระบบดิจิตอล เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ได้แทบทั้งหมด

อาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ (โดยเฉพาะทางอินเตอร์เน็ต) และทางโทรศัพท์มือถือ มีแนวโน้มที่จะเกิดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะความยากในการระบุตัวคนที่ทำผิด อย่างไรก็ดี แม้เราจะไม่รู้ตัว ไม่เห็นหน้าคนร้ายในขณะกระทำผิด แต่ก็ยังใช้เทคนิคการสืบสวนทางคอมพิวเตอร์ พอติดตามคนร้ายได้

ในบทความนี้ จะขอกล่าวเฉพาะอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์เป็นหลัก เนื่องจากมีปริมาณมากและกระทบสังคมกว้างขวางกว่า สำหรับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีอื่น จะขอยกไปในโอกาสต่อไป

ข่าวสารบนเว็บ

ในบรรดาสื่อทั้งหลาย อินเตอร์เน็ตนับเป็นสื่อสาธารณะใหม่ที่สุด (สื่อโบราณที่สุด คือหนังสือพิมพ์) ข้อมูลข่าวสารบนเว็บนั้นมีทุกอย่าง บางคนเรียกว่าเป็นห้องสมุดโลก

การท่องอินเตอร์เน็ต ก็คือการเข้าไปอ่านข้อมูลข่าวสาร แต่ไม่เหมือนอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ เพราะข่าวสารบนเว็บเป็นข่าวสารที่ไม่มีระบบการตรวจสอบว่าจริงหรือเท็จ ส่วนใหญ่ไม่มี บ.ก.ไม่มีระบุแหล่งข่าว ไม่มีอ้างอิง จึงไม่มีผู้รับผิดชอบในการนำเสนอข่าวสาร แม้จะมีกฎหมายคอยควบคุมเพื่อให้มีผู้รับผิดชอบต่อข่าวสารนั้น แต่ส่วนมากจะไม่ค่อยทันการ เนื่องจากข่าวแพร่กระจายไวเหลือเกิน

เพราะในยุคนี้ข้อมูลข่าวสารมีอำนาจมาก พลังของมันสามารถทำสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ข้อมูลข่าวสารที่เปิดเผยบางอย่างก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมาก นอกจากนี้เคยมีการตรวจพบว่าขบวนการก่อการร้ายติดต่อสื่อสารกัน เพื่อวางแผนในเหตุการณ์ 9/11 ทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้วิธีซ่อนข้อมูลไว้ในแฟ้มภาพ (steganography)

นอกจากเสนอข่าวสารบนเว็บแล้ว ยังมีการเสนอสินค้าและบริการ จึงมีการทำธุรกิจบนเว็บด้วย ธุรกิจต่างๆบนเว็บมีทั้งสีขาว สีดำและสีเทา ปะปนกันอยู่

รู้ทันสื่อ (Media Literacy)

ทุกวันนี้ มนุษย์เราเสพสื่อกันจนสำลักข้อมูลข่าวสารกันแล้ว สำหรับประเทศไทยเรา สื่อก็แข่งขันกันอย่างหนัก ผู้เขียนสงสัยอยู่เหมือนกันว่า ทำไมสื่อจึงแข่งขันกันเสนอแต่ “ ข่าวร้าย ” มากกว่า “ ข่าวดี ”

อิทธิพลของสื่อนั้นมีมากจริงๆ สื่อจะเป็นผลดีหรือผลร้ายต่อสังคม ไม่ใช่อยู่ที่คนทำสื่อเท่านั้น คนบริโภคสื่อก็ต้องฉลาดบริโภคด้วย เรื่องการรู้ทันสื่อนี้ต้องสั่งสอนอบรมกันตั้งแต่ยังเด็กๆ คงต้องสอนกันใหม่เลย เพราะคนไทยที่เชื่ออะไรง่ายๆคงลืมหลักกาลามสูตร ของพุทธศาสนากันไปแล้ว

การที่ประชาชนสามารถรู้ทันสื่อได้ แสดงว่าคิดเป็น วิเคราะห์เป็น ฉะนั้นการสอนให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันสื่อได้ ย่อมเป็นการส่งเสริมให้มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น (freedom of expression) ต่อๆไปการเซ็นเซอร์ข่าวสารก็มีความจำเป็นน้อยลง อีกทั้งการประนาม หรือบอยคอตต์ก็จะลดลงด้วย

คดีหมิ่นประมาทบนเว็บ

ปัจจุบัน คดีหมิ่นประมาทบนเว็บ (internet libel) โดยส่งอีเมล หรือโพสท์ข้อความบนเว็บสาธารณะ มีปริมาณเพิ่มขึ้นมากเป็นอันดับหนึ่ง คิดว่าคงเป็นเพราะการกระทำผิดแบบนี้ทำได้ง่าย ไม่ต้องลงทุนมาก และได้ผลพอสมควร ผิดกับการหมิ่นประมาทในสมัยก่อน กว่าจะร่างบัตรสนเท่ห์ พิมพ์ดีด ตรวจแก้เอกสาร พับใส่ซอง ติดแสตมป์ จะมีเวลาคิดไตร่ตรองอยู่นานทีเดียว แต่บนเว็บแค่กดปุ่ม ก็ส่งไปในพริบตา แก้ไขหรือถอนไม่ทันแล้ว

เว็บก็กลายเป็นช่องทางหนึ่งสำหรับระบายความอึดอัดของกลุ่มคนบางกลุ่มที่คิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม คนหมิ่นได้ระบาย ถ้าคนถูกหมิ่นรับได้ก็คงไม่เป็นปัญหา แต่ถ้าจี้จุดสำคัญจนรับไม่ได้ ก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย

ความผิดฐานหมิ่นประมาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับ ไม่เกินสองหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ถ้าเป็นหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรที่ทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือสิ่งบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึกอักษร กระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่า ประกาศด้วยวิธีอื่น( ตามมาตรา 328) ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

บ้านเมืองเรายามนี้ แบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันอย่างชัดเจน ไม่ต้องบอกว่ากลุ่มอะไร ลองอ่านข้อมูลที่ถล่มกัน ก็พอจะเข้าใจได้ว่าใส่ร้ายป้ายสีกันจนเลอะเทอะ ถ้าเป็นการปล่อยข่าวลวงให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ก็จะมีความผิดตามมาตรา 14 ตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ

สื่อลามกบนเว็บ

ข้อมูลในปี 2004-2005 พบว่า มีภาพลามกแพร่ในอินเตอร์เน็ตราว 420 ล้านภาพ ธุรกิจภาพลามกคิดเป็นเงินราว 12 พันล้านเหรียญ ในจำนวนนี้เป็นสื่อทางอินเตอร์เน็ต อยู่ 2.5 พันล้านเหรียญ ในบรรดาผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหมดประมาณพันล้านคน มี 2 ใน 5 คนเคยเข้าเยี่ยมชมเว็บลามก (ผู้เขียนคิดว่าน่าจะมากกว่านี้)

ในโลกนี้ มีหลายประเทศไม่ถือว่าภาพลามกเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ธุรกิจขายความลามกจึงยังไม่เป็นธุรกิจสีดำ แต่เป็นธุรกิจสีเทา หลักเกณฑ์ที่ตัดสินว่าลามกหรือไม่ในแต่ละประเทศก็แตกต่างกัน อย่างไรก็ดี ประเทศส่วนใหญ่แบ่งภาพลามกเป็น 2 แบบคือ
· แบบที่ผิดกฎหมาย (illegal pornography) ได้แก่ภาพที่แสดงความอัปรีย์ต่ำทราม (obscenity) กับภาพละเมิดทางเพศต่อเด็ก (child pornography) และ
· แบบที่ไม่ผิดกฎหมาย (legal pornography) ได้แก่ ภาพโป๊เปลือยต่างๆ หรือภาพที่ลดดีกรีความลามกโดยลบบางส่วนออก

สำหรับประเทศไทยเรา การครอบครองภาพลามกไม่เป็นความผิด แต่การเผยแพร่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และมาตรา 14 (4) และ (5) พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ฉะนั้น เมื่อพบการเผยแพร่ภาพลามกทางอินเตอร์เน็ตมาจากต่างประเทศซึ่งไม่ถือว่าเป็นการทำผิดกฎหมาย ประเทศเราจึงไม่อาจดำเนินคดีได้ เนื่องจากกฎหมายขัดกัน กระทรวงไอซีทีซึ่งกำกับดูแลจึงทำได้เพียงปิดกั้นเว็บไซต์ฯนั้น แต่หากพบว่าการเผยแพร่ภาพลามกมีต้นตออยู่ในประเทศไทย ก็สามารถจับกุมดำเนินคดีได้
น่าสังเกตว่า เว็บไซต์เผยแพร่เหล่านี้ปิดเปิดง่ายและย้ายบ่อย แต่เดิมโทษค่อนข้างน้อย ซึ่งโทษตาม พรบ.คอมพิวเตอร์สูงกว่า แต่ก็ยังไม่มีการฟ้องคดีในมาตรานี้

ความจริง ตัวสื่อลามกเองไม่ร้าย เท่าผลข้างเคียงที่เกิด ธุรกิจสีเทานี้นอกจากจะทำให้ศีลธรรมในสังคมเสื่อมทรามแล้ว ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดอาชญากรรมทางเพศอื่นๆอีกมากมาย และกระทบต่อเด็กและเยาวชนโดยตรง จึงเป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องเอาใจใส่ดูแลบุตรหลานของตนให้ใกล้ชิด อย่ามัวแต่หลงภาคภูมิใจว่าบุตรหลานของตนใช้คอมพิวเตอร์เก่ง

ในสังคมออนไลน์นั้น มีคนร้ายปะปนแอบแฝงอยู่ ไม่ว่าจะมาในรูป chatroom , internet messenger (IM) , เกมออนไลน์ หรืออีเมลต่างๆ หากปล่อยให้เด็ก เยาวชน เข้าผจญภัยในโลกอินเตอร์เน็ตเอง อาจถูกหลอกลวง หรือถูกฆาตกรรมดังที่เคยปรากฏเป็นข่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยเฉพาะพวกตุ๋ยเด็ก (paedophile) นิยมหลอกลวงหาเหยื่อโดยใช้ช่องทางอินเตอร์เน็ตนี่แหละ

คดีฉ้อโกงบนเว็บ

ธุรกิจออนไลน์ก็เช่นเดียวกับการทำธุรกิจทั่วไป แต่เป็นการทำผ่านอินเตอร์เน็ต ซึ่งต้องอาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจกันเพราะไม่เห็นหน้าค่าตากัน กรณีที่ซื้อขายโดยตรง มักมีการฉ้อโกงหลอกลวงกันบ้างในขั้นตอนชำระเงิน และการส่งมอบสินค้า ในกรณีซื้อขายข้ามประเทศ ถ้าเกิดการฉ้อโกงกัน การดำเนินคดีจะยุ่งยากมาก ฉะนั้นจึงควรซื้อขายผ่านองค์กรที่น่าเชื่อถือ

การฉ้อโกงที่เคยเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2549 คือลูกค้าธนาคารออนไลน์หลายราย ถูกหลอกทางอีเมลโดยวิธี phishing หลอกให้เข้าไปป้อนข้อมูลในเว็บไซต์ปลอม ทำให้ข้อมูลส่วนตัวทั้งรหัสผู้ใช้กับรหัสผ่าน ถูกแอบนำไปใช้ ในการทำรายการโอนเงินออกไปหมด ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระวังการทำรายการทางการเงินต่างๆ ทางอินเตอร์เน็ต ต้องมั่นใจว่าข้อมูลสำคัญทั้งรหัสผู้ใช้ (username) กับรหัสผ่าน (password) ไม่ถูกดักรับจากคนร้าย แม้จะมีคนแอบอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรมาขอตรวจสอบข้อมูล one-time password ก็อย่าหลงเชื่อ เราควรเป็นผู้โทรกลับไปหาธนาคารเอง

ธุรกรรมเกี่ยวกับเงินอื่นๆที่กระทำทางอินเตอร์เน็ต เช่น ซื้อขายหุ้น (e-trading) ก็ควรระวังเพราะอาจถูกดักรับรหัสผู้ใช้กับรหัสผ่านได้ ปีที่แล้วเคยมีคดีฉ้อโกงโบรกเกอร์ในต่างประเทศโดยคนร้ายต่างชาติจากประเทศไทย

การฉ้อโกงอีกแบบหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงเพราะคนไทยเราโดนตุ๋นกันมาก คือ แก๊งไนจีเรีย 419 (419 fraud) ใช้วิธีส่งอีเมลแต่งเรื่องให้เหยื่อหลงอ่านจนเกิดความโลภ เช่นหลอกว่าถูกรางวัล (lottery scam) แล้วหลอกให้เหยื่อโอนเงินค่าธรรมเนียมทีละน้อยๆ ก่อนที่จะรับเงินรางวัลก้อนโต บางทีเรียกว่าการฉ้อโกงแบบ advance fee fraud เรื่องที่แต่งให้เราอ่านมีหลายรูปแบบ อ่านเผินๆแล้วโลภก็จะหลงเชื่อตกเป็นเหยื่อได้ เช่นได้รับเงินคอรัปชั่นมาต้องการโอนเงินออกนอกประเทศ ได้รับมรดกมาแต่ใกล้ตายแล้วอยากบริจาค เป็นต้น

คดีอื่นๆ บนเว็บ

การกระทำผิดโดยใช้เว็บไซต์มีหลายรูปแบบ การหลอกลวงที่พบ ได้แก่การเปิดเว็บเพื่อให้คนต่างประเทศรับจองโรงแรมในไทย เปิดเว็บการกุศลรับบริจาคเงิน เปิดเว็บให้บริการจัดหาคู่แต่งงาน เป็นต้น พวกนี้จะหลอกให้เหยื่อชำระเงินแต่ไม่มีให้บริการจริงตามนั้น

นอกจากนี้ยังมีการลักลอบขายสินค้าหรือบริการที่ผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม เช่นขายยาเสพติด ยาที่ต้องได้รับอนุญาต ขายอาวุธ วัตถุยั่วยุทางเพศ สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ ขายบริการทางเพศ การพนัน ฯลฯ

อาชญากรรมต่อคอมพิวเตอร์

คดีที่กล่าวมาในหัวข้อก่อนนี้เป็นการกระทำผิดคดีอาญาแบบดั้งเดิมซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่ในหัวข้อนี้จะเป็นการกระทำผิดต่อคอมพิวเตอร์โดยตรง ซึ่งก่อนประกาศ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 นั้น การกระทำผิดในลักษณะดังกล่าวยังไม่เป็นความผิด

ในประเทศไทย ความผิดประเภทเจาะระบบเข้าไปทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อมูลก่อนที่พรบ.คอมพิวเตอร์ฯ บังคับใช้ มีอยู่พอสมควร ที่ปรากฏเป็นข่าวดังก็เห็นจะเป็นแฮกเกอร์เจาะระบบบัตรเติมเงินของบริษัทมือถือซึ่งโดนเจาะไป 2 ราย นอกนั้นเป็นข่าวเล็กๆบ้างหรือไม่เป็นข่าวเลย เช่นแอบลบข้อมูล แล้วเรียกค่าไถ่ข้อมูล, แอบขโมยข้อมูลอีเมล, ลักลอบใช้อีเมลของผู้อื่น

โดยปกติ คดีที่เกิดแก่ธนาคารและสถาบันการเงิน ผู้เสียหายมักจะไม่แจ้งความ เนื่องจากเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ชื่อเสียงและทำให้ลูกค้าไม่เชื่อมั่น

การขโมยโดเมนเนมก็มีพบอยู่หลายราย สร้างความเสียหายต่อธุรกิจพอสมควร และเมื่อเร็วๆนี้ เว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีโดนแฮกเปลี่ยนหน้าเว็บหลัก (web defacement) หลังประกาศ พรบ.คอมฯ วันเดียว (19 ก.ค.2550) นับว่าท้าทายพอสมควร แต่ความจริงก็ไม่ใช่แปลกอะไร หน้าเว็บตำรวจและเว็บอื่นก็เคยโดนมาแล้วหลายครั้ง

ปกติเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขององค์กรนั้นมักจะมีระบบความปลอดภัยอยู่เพียบพร้อม แต่เหตุใดแฮกเกอร์จึงเจาะเข้าระบบได้ ในคดีที่ผ่านๆมา ข้อผิดพลาดเป็นช่องโหว่สำคัญที่พบ ก็คือ พนักงานเก่าหรือผู้ดูแลระบบคนเก่าที่ได้ลาออกไป และการเปิดช่องทางให้เชื่อมต่อระยะไกลโดยไม่ผ่านระบบความปลอดภัยขององค์กร

ภัยต่อระบบคอมพิวเตอร์ขององค์กรมิได้มีเพียงที่กล่าวมาข้างต้นเท่านั้น แต่ยังมีภัยอื่นๆได้แก่ ไวรัส เวิร์ม สปายแวร์ สแปมเมล์ การโจมตีโดย DoS หรือ DDoS โดย botnet ฯลฯ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีการฝึกอบรมให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์เข้าใจและตระหนักถึงความปลอดภัยของขัอมูล (information security awareness) นอกจากนี้ ผู้บริหารระบบไอทีขององค์กรจึงควรศึกษามาตรฐานสากลว่าด้วยความปลอดภัยของระบบไอทีเพื่อกำหนดขั้นตอนความปลอดภัย (security procedure) ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ นอกจากนี้ในฐานะที่เป็นผู้ให้บริการสารสนเทศ จะต้องปฏิบัติตาม มาตรา 26 พรบ.คอมฯ และตามประกาศของกระทรวงไอซีที เช่น การเก็บ log ต่างๆ ด้วย

บทสรุป

แม้อินเตอร์เน็ตจะไม่ได้ทำร้ายบุคคลโดยตรง แต่ผลการใช้อย่างไม่ระมัดระวัง ไม่ตระหนักถึงภัย ก็อาจนำความเสียหายมาสู่ตนได้ และแม้ว่า พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 จะมีผลบังคับใช้ แล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า ภัยทางอินเตอร์เน็ตจะลดลง ในทางตรงข้าม เมื่อจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น ปริมาณคดีอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ก็ย่อมมากขึ้นตามไปด้วย การที่จะลดภัยทางอินเตอร์เน็ตลงได้ จึงต้องให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อให้ตระหนักถึงอันตรายที่อาจเกิดจากการใช้อินเตอร์เน็ต

ผู้เขียนสังเกตว่า การประกาศใช้ พรบ.คอมพิวเตอร์ 2550 น่าจะมีผลให้คนที่คิดจะทำผิดต่อคอมพิวเตอร์ มีความระวังมากขึ้นเพราะเกรงกลัวความผิด เนื่องจากมีโทษรุนแรง อย่างไรก็ดี จนกระทั่งบัดนี้ (ขณะเขียนบทความนี้) การฟ้องคดีความผิดตาม พรบ.ใหม่นี้ มีเพียงไม่กี่คดี



@@@@@@@@@@@@@@@@@

จัดระเบียบสังคมด้วยกล้องและระบบโทรทัศน์วงจรปิด

จัดระเบียบสังคมด้วยกล้องและระบบโทรทัศน์วงจรปิด

กรกฎาคม 2545

กล่าวนำ

ชั่วระยะเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ มีข่าวคราวในสื่อมวลชนเกี่ยวกับกล้องอยู่หลายเรื่อง เช่น
· กล้องตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้าได้ กล้องแอบถ่ายในห้องน้ำผู้หญิง ในห้องลองเสื้อในห้างดัง แอบถ่ายในโรงแรมม่านรูด ลานจอดรถ
· กล้องดักถ่ายภาพของนักข่าวไอทีวี กรณีส่วยทางด่วน แอบถ่ายบ่อนพนัน แอบถ่ายค่าเดินเอกสารของหน่วยราชการหน่วยไหนจำไม่ได้ ที่มีพิธีรีตองพวกเอกสารมากมายจนน่ารำคาญ
· กล้องจับภาพของห้าง กรณีหญิงแอบกินซาลาเปา
· กล้องแอบถ่ายนักการเมืองอินเดีย รับเงินสินบนจากบริษัทค้าอาวุธ
· กล้องแอบถ่ายข้าราชการไทยจำไม่ได้ว่าหน่วยใด รับเงินอะไรก็ไม่รู้ ออกอากาศทาง ไอทีวี
· กล้องบันทึกภาพคุณหมอ (ที่โดนข้อหาฆ่าภรรยาตัวเอง) เดินคู่กันหน้าห้าง ก่อนที่ภรรยาจะหายตัวไป
· ร้านขายทองจับภาพขณะที่คนร้ายต่อสู้กับตำรวจ
· ฯลฯ
เห็นหรือยังว่า กล้องถ่ายวิดิโอมีอานุภาพขนาดไหน ถ้าไม่ดักถ่าย คนทั้งประเทศจะมีบุญวาสนาได้เห็นแบ๊งก์ยี่สิบปลิวว่อนบนทางด่วนได้อย่างไร และถ้าไม่แอบถ่ายให้เห็นว่ากำลังแทงพนันกัน ใครจะไปเชื่อว่าว่ามีบ่อนอยู่กลางเมือง และ ฯลฯ ถ้าไม่มีภาพถ่ายวิดิโอมายืนยันกันจะจะ อย่างนี้ หัวหน้าหน่วยรับผิดชอบก็จะต้องเฉไฉ ปฏิเสธกันตามระเบียบ แล้วสังคมเราก็จะเป็นสังคมไร้ระเบียบ เป็นสังคม double standard
กล้องถ่ายวิดิโอนั้น นอกจากจะใช้งานในด้านบันเทิง หรือด้านสัปดนแล้ว เอามาใช้ในทางสร้างสรรค์ก็ได้ ใช้วิธี “ฟ้องด้วยภาพ” อย่างนี้นี่แหละคือประโยชน์ของกล้องถ่ายวิดิโอที่เหมาะกับสังคมไทย เลิกโต้เถียง บ่ายเบี่ยง แกล้งโง่ แกล้งเซ่อกันเสียที เราสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มหาศาล เห็นหรือยัง นี่แหละคือเครื่องมืออันทรงพลังที่สามารถนำไปใช้ในการจัดระเบียบสังคม
ก่อนที่จะได้ภาพมาฟ้องกันได้ ต้องมีกล้องวิดิโอเสียก่อน จากนั้นก็ต้องมีการบันทึกภาพ บางสภาวะ เราถือกล้องถ่ายได้ตามใจเลย แต่บางสถานที่ เจ้าของเขาจะสงวนสิทธิ์ไม่ยอมให้ถ่าย เว้นแต่จะได้รับอนุญาต และยังมีบางสถานที่ที่เจ้าของไม่ยอมให้ถ่ายเด็ดขาด ถ้าฝ่าฝืน อาจ...?..ได้ สถานที่แบบนี้ เราต้องใช้เทคนิคฝีมือในการแอบถ่าย จับภาพสำคัญ ๆ โดยซ่อนกล้องไว้ แล้วต่อสัญญาณมาเข้าเครื่องบันทึกไว้ เทคนิคอย่างนี้ต้องใช้มืออาชีพ ก็รู้สึกว่าเทคนิคแอบถ่ายที่ว่านี้ เห็นมีออกอากาศอยู่ช่องเดียว น่าสงสัยจริงๆว่าทำไมโทรทัศน์ 6 ช่องที่เราดูฟรีกันทุกวัน มีทำเป็นอยู่ช่องเดียวได้ยังไง ช่องอื่นตั้งมาก่อนเขาไม่คิดทำหรือว่าทำไม่เป็น มันน่าแปลก!!
ปกติ สถานที่สาธารณะทั่วไป เจ้าของสามารถติดตั้งกล้องไว้หลายๆแห่ง โดยทำเป็นระบบโทรทัศน์วงจรปิด บันทึกภาพไว้เพื่อประโยชน์ของตนตามที่ต้องการ

โทรทัศน์วงจรปิดคืออะไร

โทรทัศน์วงจรปิด ภาษาอังกฤษเรียกชื่อว่า Closed Circuit Television ย่อว่า CCTV เป็นระบบที่เอากล้องไปติดตั้งตามสถานที่ต่างๆ ที่ต้องการถ่ายภาพไว้ แล้วต่อสายนำภาพเหล่านั้นมาให้เรามองเห็นได้อย่างสะดวก และส่วนมากก็บันทึกภาพนั้นๆไว้ด้วย สำหรับคำว่า “ วงจรปิด ” หมายถึง การที่ต่อสายเชื่อมระหว่างกล้องและโทรทัศน์เป็นแบบต่อกันตรงๆ เลย
ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ที่ว่านี้ก็มิได้เป็นระบบแปลกใหม่ทันสมัยเท่าไรนัก แต่ที่มาเป็นข่าวกันอยู่บ่อยขึ้นก็เพราะว่า เดี๋ยวนี้กล้องมีราคาถูกลง ขนาดเล็กลง จะใช้เล่นหรือใช้งานก็สะดวกกว่าเดิม อีกหน่อยเอามาใส่ในโทรศัพท์มือถือหรือใส่นาฬิกา ปากกาให้เราใช้พกพาได้ คงทำให้สังคมและชีวิตความเป็นอยู่ของเรา มีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง
เพื่อเป็นพื้นฐาน ผู้เขียนได้แยกอธิบายส่วนประกอบต่างๆ ในระบบโทรทัศน์วงจรปิดอย่างง่ายๆไว้ในบทความนี้

ประโยชน์ทั่วไปของระบบโทรทัศน์วงจรปิด

ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด มีมากมายมหาศาล เขียนตัวอย่างใช้งานได้เป็นร้อยๆ ตัวอย่าง จะลองยกตัวอย่างมาให้เห็นพอสังเขป ได้แก่
· เฝ้าดูการจราจรบนทางแยก , สะพาน , ทางด่วน ฯลฯ
· บันทึกภาพในเตาอบเพื่อวิเคราะห์สาเหตุบางอย่างในเตา
· ถ่ายทอดภาพการแข่งขันกีฬาออกมานอกสนาม
· ติดกล้องไว้ท้ายรถบางรุ่นเพื่อสะดวกในการถอยรถ
· ติดไว้ในลิฟท์เพื่อป้องกันเหตุร้าย
· ถ่ายภาพชีวิตสัตว์ป่าซาฟารีโดยติดกล้องไว้บนเฮลิคอปเตอร์วิทยุบังคับ
· ถ่ายภาพทางอากาศโดยติดกล้องบนบอลลูน
· ควบคุมการทำงานใน บริษัท หรือ โรงงาน
· รักษาความปลอดภัยสถานที่ต่างๆ
· ถ่ายภาพหมีแพนด้าหรือลิงอูรังอูตังคลอดลูกในสวนสัตว์
· สำรวจปริมาณการไหลของจราจรเพื่อเป็นข้อมูลในการก่อสร้างเส้นทาง
· ศึกษาวิจัยการมองเห็นแสงอินฟราเรดของปลาเงินปลาทอง
· ฯลฯ

ตัวอย่างการใช้มีอีกมากมาย แล้วแต่ความคิดในการสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ใช้ แต่ในที่นี้ จะขอกล่าวเฉพาะด้าน เฝ้าระวัง รักษาความปลอดภัยและควบคุมอาชญากรรม ข้อดีของระบบโทรทัศน์วงจรปิด เป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไป เช่น
· ในงานรักษาความปลอดภัย ช่วยให้ประหยัด และมีประสิทธิผลดีกว่า
· เฝ้าระวังได้ต่อเนื่อง ตลอด 24 ชั่วโมง สะดวกในการปฏิบัติงาน
· ช่วยให้สภาพแวดล้อมมีความปลอดภัย ป้องกันผู้บุกรุก ป้องกันอุบัติเหตุหรือ ไฟไหม้
· ป้องปรามโจรภัย เพราะเมื่อโจรมองเห็นกล้อง ก็มักจะเปลี่ยนใจไปที่อื่น
· เป็นเครื่องมือในการบริหารงาน เพราะผู้ควบคุมสามารถเห็นภาพรวมได้ทั้งหมด
· ช่วยเพิ่มผลิตภาพ ป้องกันการทุจริต อู้งาน ฯลฯ

ทุกวันนี้ แทบจะเรียกได้ว่า ประเทศอังกฤษ เป็นผู้นำในการใช้ประโยชน์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ในด้านการเฝ้าระวัง และควบคุมอาชญากรรม ในทศวรรษที่ผ่านมา มีการลงทุนในกิจการดังกล่าวประมาณ 150-300 ล้านปอนด์ มีการติดตั้งกล้องราวๆ มากกว่า 3 แสนกล้อง (มีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 15 - 20 ต่อปี) ครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ เช่น ศูนย์การค้า ย่านพักอาศัย อาคารที่จอดรถ ตลอดจนย่านธุรกิจ กับสถานที่สาธารณะที่สำคัญมากมาย ที่นี่เขาใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐเพื่อควบคุมอาชญากรรม และจัดระเบียบสังคม เนื่องจากสภาพแวดล้อมของประเทศ มีความเสี่ยงต่อการก่อการร้ายสูง
สำหรับสถานที่เอกชน ก็ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ทั้งย่านคนรวยและย่านคนจนพักอาศัย เข้าใจว่าทีแรก ตั้งใจติดกล้องไว้เพื่อป้องปรามขโมย การดักทำร้าย และโจรกรรมรถยนต์ ปรากฏว่าได้ผลดี ต่อมา ก็เลยขยายผลนำมาใช้ในการจัดระเบียบสังคมด้วย เช่นรณรงค์ พฤติกรรมการทิ้งขยะไม่เลือกที่ ละเมิดกฏจราจร ปัสสาวะในที่สาธารณะ การทะเลาะวิวาท เมาสุรา การทำลายสิ่งของสาธารณะ ฯลฯ

ลดอาชญากรรมด้วยโทรทัศน์วงจรปิด

คงจำกันได้ว่า เมื่อ 2-3 ปีก่อน มีบทความหนึ่งชื่อ “ จดหมายถึงนาย ” ซึ่งโด่งดังมาก ในเว็บ meechaithailand.com เสนอมุมมองของนาย “ ยามวิกาล ” เกี่ยวกับสังคมไทย ขอคัดลงมาให้อ่านอีกครั้ง

“ จดหมายถึงนาย ……
ภาพรวมของประเทศไทย: ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศกำลังพัฒนา ที่ค่อนข้างยากจน สังคมไทยโดยพื้นฐาน มีลักษณะไร้ระเบียบกฎเกณฑ์ ซึ่งเป็นอุปนิสัยประจำตัวของคนชาตินี้ …….
……………..
ความไร้ระเบียบทางศีลธรรม-จริยธรรม ท่านจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ แต่มีการค้าประเวณี และยาเสพติด อย่างเปิดเผยทั่วไป มีการฆาตกรรมกันมาก การฉ้อราษฎร์บังหลวงมีอยู่ทั่วหัวระแหง ไม่เว้นแม้แต่ในโรงเรียน มีครูโกงเด็กนักเรียนตัวเล็ก ๆ ในวัดซึ่งพระโกงชาวบ้าน หรือราชการหลอกพระ และพุทธศาสนิกชน หรือที่สื่อมวลชนทำกับเยาวชน ตำรวจเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม
……………. ”

อ่านแล้ว อย่าเพิ่งท้อแท้สิ้นหวัง ไม่ต้องไปเถียง และไม่ต้องไปยอมรับ แม้ปัจจุบัน บ้านเมืองของเราเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ตามที เพราะต่อๆไป เราก็จะมีระเบียบกฏเกณฑ์กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นโชคของบ้านเมืองที่เราได้ ผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ มาช่วยจัดระเบียบสังคมแล้ว ต่อไปสังคมไทยก็จะเป็น double standard น้อยลงๆ ถ้าไม่เชื่อ ลองอ่านบทความ “ คำตอบจากนาย ” ซึ่งเป็นภาคต่อมาของ“ จดหมายถึงนาย ” ขอคัดมาให้อ่านอีกที และช่วยกันภาวนาให้ท่านผู้นำท่านนี้เป็นตัวจริง และเป็นของแท้ ได้โอกาสอยู่ทำงานนี้นานๆ จนสำเร็จ

“ คำตอบจากนาย ……
เราชาวต่างประเทศ พึงระวังย่างก้าวของเรา 5 ประการ คือ (1) ระวังอย่าให้เมืองไทยมีผู้นำที่เข้มแข็งและเสียสละ (2) เราควรเร่งให้คนไทยเข้าใจผิดว่าปัญหาเศรษฐกิจได้รับการแก้ไขแล้ว (3) อย่าให้คนไทยสงสัยในผลของโลกาภิวัฒน์ (4) ระวังอย่าวิพากย์วิจารณ์ระบบราชการไทย ปล่อยให้เป็นเครื่องกัดกร่อนสังคมไทยไปเรื่อยๆ และ (5) พึงทดสอบความไม่อนาทรร้อนใจของผู้นำและคนไทยทั่วๆ ไป เกี่ยวกับเจตนาแอบแฝงของเราชาวต่างชาติ
……………. ”

เพราะว่า ภาพๆ หนึ่ง มีความหมาย รายละเอียดที่สามารถอธิบายได้นับพันคำ ( A picture is worth a thousand words.) เมื่อภาพถูกบันทึกไว้ย่อมใช้เป็นหลักฐานได้ ลองพิจารณาตัวอย่างปัญหาต่อไปนี้
1. มีการก่ออาชญากรรมในสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะเพิ่มมากขึ้น เช่นการก่อวินาศกรรมห้างร้าน สถานที่ราชการ, การโจรกรรมในที่จอดรถ, การจี้ ปล้นร้านค้า ธนาคาร, เหตุทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เป็นต้น เมื่อเกิดเหตุแล้วไม่มีประจักษ์พยานทำให้เพิ่มภาระการสืบสวนสอบสวน
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ ภาระการสอบสวนก็จะน้อยลง ไม่ต้องสอบพยานหลายปาก
2. มีการกระทำผิดบางอย่างเกิดขึ้น แต่ไม่มีเจ้าหน้าที่เพียงพอเพื่อป้องปรามหรือ ตรวจตราอย่างเข้มงวด ทำให้การบังคับใช้กฏหมายไม่เป็นผล เช่น การฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง การแซงในที่คับขัน
สมมติ ถ้าระดมเจ้าหน้าที่มาคอยนั่งเฝ้าแต่ละจุด ทุกๆจุด วันหนึ่งๆ ก็สิ้นเปลืองเกินเหตุ แต่ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยตรวจจับ หรือโดยหวังผลเพื่อเป็นการป้องปราม ก็เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
3. การเปิดประเทศให้เป็นศูนย์การท่องเที่ยว ทำให้ประเทศไทยเป็นแหล่งซ่องสุมอาชญากร และคนร้ายข้ามชาติ มีโอกาสที่จะก่ออาชญากรรมหรือในอนาคตอาจจะนำไปสู่การก่อการร้ายได้ อย่างไรก็ดี ยังมีปัญหาเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เพียงพอในการเฝ้าระวังสถานที่สาธารณะและกึ่งสาธารณะ
สมมติ ถ้าใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง ร่วมด้วย ก็จะช่วยประหยัดกำลังเจ้าหน้าที่
4. คดีส่วนใหญ่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ หลักฐานทางวิทยาศาสตร์เปลี่ยนแปลงได้ยาก และไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึงชั้นศาล แต่ประจักษ์พยานกลับคำให้การได้ ถ้าหากถูกอิทธิพลครอบงำ
สมมติ ถ้ามีการบันทึกภาพไว้ พยานหลักฐานทางคดีเช่นนี้ เปลี่ยนแปลงได้ยาก ไม่เหมือนพยานบุคคล ซึ่งต้องการการคุ้มครอง และบางครั้งกลับคำให้การเพราะกลัวอิทธิพล หรือกลัวเงิน (กลัวได้น้อยหรือกลัวไม่ได้?) นอกจากนี้ ยังตัดปัญหาการจับแพะ หรือปั้นพยานเท็จ
5. ในวงการรักษาความปลอดภัย (รปภ.) ถ้าลองไปถามเจ้าหน้าที่ รปภ.หรือผู้จัดการฝ่าย รปภ.ว่าอยากได้เครื่องมืออะไรไว้ใช้งาน รปภ. เราจะได้คำตอบเดียวกันคือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ไม่ใช่ปืน วิทยุรับส่ง รถจักรยานยนต์ ) เหตุผล ก็คือ ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยให้สามารถทำงานสะดวก มองเห็นภาพรวมของสถานการณ์จากห้องควบคุม สภาพแวดล้อมปลอดภัย ตรวจตราได้ทั่วถึง ป้องกันเหตุไฟไหม้และภัยอื่นๆ มีประสิทธิภาพในการบริหาร ลดการจ้างแรงงานยาม ฯลฯ
สมมติ ถ้าเป็นสถานที่ที่มีโอกาสเกิดอาชญากรรม แล้วไม่ใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดคอยเฝ้าระวัง จะต้องจัดกำลังเจ้าหน้าที่ไปนั่งเฝ้าแบบเฝ้าหน้าร้านทองสักกี่คน จึงจะพอ
6. เรื่อง รปภ.อีกที คดีทะเลาะวิวาทในสถานบันเทิง เกิดอยู่บ่อยๆ เมื่อเกิดเหตุขึ้นไม่รู้ใครเป็นใคร ทุกคนว่าตัวเองถูกทั้งนั้น นอกจากเหตุชุลมุนจะเป็นความยากในการสอบสวนแล้ว ยิ่งบางคดีมีผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาให้สัมภาษณ์ (แถมถือหาง) ฝ่ายตนด้วย ยิ่งไปกันใหญ่ ไปๆมาๆ ก็จะเลยเถิดให้กลายเป็นประเด็นการเมือง กลายเป็นศึกศักดิ์ศรีสถาบัน
สมมติ ถ้ามีระเบียบให้ รปภ.ในสถานบันเทิงบางประเภทมีการบันทึกภาพวิดิโอไว้ การโต้เถียง ขัดแย้ง ก็จะน้อยลง เพราะภาพมันจะฟ้องตัวเองได้ ผู้ยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ก็ไม่กล้าให้สัมภาษณ์ (ตามที่ลูกน้องมาฟ้อง)

ประสพการณ์ของระบบโทรทัศน์วงจรปิดในคดีต่างๆ

คดีลักทรัพย์ในห้าง เกิดขึ้นบ่อยมาก เกิดทุกประเทศ ถ้ามีกล้องคอยดักจับภาพคนขโมย แทบทุกรายจะยอมจำนน รับสารภาพ ไม่กล้าโต้เถียง เมื่อเห็นภาพของตัวเองกำลังขโมย จะเห็นว่า กรณีอย่างนี้ ภาพวิดิโอและของที่ขโมยใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินคดี ช่วยลดภาระของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้คดีจบลงเร็ว
พยานหลักฐานที่ชัดเจนอย่างภาพวิดิโอนี้ เป็นผลดีต่อทั้งฝ่ายลูกค้า และฝ่ายห้าง เพราะสามารถเชิญมาดูภาพวิดิโอได้ เป็นวิธีการที่นุ่มนวล ละมุนละม่อม ช่วยมิให้ต้องโต้เถียงกันในที่สาธารณะ ปรากฏเป็นข่าวในหนังสือพิมพ์หรือสื่ออื่นๆ โดยเฉพาะช่วยคนที่ขโมยของไม่ให้อับอายต่อผู้พบเห็น สำหรับฝ่ายห้างก็มีสิทธิ์ที่จะเลือกว่าจะส่งไปให้ตำรวจดำเนินคดี หรือว่ากล่าวตักเตือน อบรมสั่งสอน ภาพพจน์ของห้างนั้นก็จะไม่เสียหาย เพราะสังคมอาจเห็นว่าห้างไม่มีมนุษยธรรม ในกรณีที่คนขโมยเป็นคนที่น่าสงสารขโมยเพื่อประทังชีวิตตนและครอบครัว
ความจริง ภาพวิดิโอที่บันทึกไว้ไม่เพียงแต่จะแสดงภาพของอาชญากรเท่านั้น แต่ยังบันทึกสภาพเหตุการณ์ ณ เวลาที่เกิดเหตุด้วย เราสามารถย้อนกลับมาเมื่อใดก็ได้ ดูกี่ครั้งก็ได้ ยิ่งกว่านั้น ภาพวิดิโอยังช่วยให้ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เกิดอารมณ์ และระลึก ทบทวนความจำของเหตการณ์ ได้
มีสถิติที่น่าสนใจของต่างประเทศ จากการสำรวจห้างร้านทั้งเล็กใหญ่ จำนวน 54,000 ร้าน พบว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิด ช่วยลดการขโมยของในห้างลงไปถึงร้อยละ 90 คิดดูแล้ว ราคาของระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็นับว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับมูลค่าสินค้าที่ถูกขโมยที่ลดลง
ในหลายประเทศ ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องมือปราบและปรามอาชญากรรมที่มีประสิทธิผลมาก (effective tool for crime detection and deterence) ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการสืบสวน สอบสวน และเป็นแนวทางในการดำเนินคดี
ในด้านการจัดระเบียบจราจร ที่ประเทศอังกฤษและออสเตรเลีย เขาติดตั้งกล้องตรวจจับคนขับรถเร็วไว้บนจุดสำคัญๆที่มักมีอุบัติเหตุ มีทั้งซ่อนไว้ ทั้งเปิดเผย วัตถุประสงค์มิใช่เพื่อจับกุมคนขับรถเร็ว แต่เพื่อปรับพฤติกรรมให้ขับรถช้าลงเพื่อลดอุบัติเหตุ ปรากฏว่า สถิติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจากอุบัติเหตุลดลงไปมาก แต่ก่อนเขาใช้กล้องแบบฟิล์มธรรมดา เกิดปัญหา คือพอฟิล์มหมด นักขับก็เหยียบกันสนั่น เดี๋ยวนี้เปลี่ยนไปใช้กล้องแบบดิจิตอล ให้ส่งภาพมาทางสายโทรศัพท์ ทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินคดีได้ทันที ไม่ต้องรอล้างหรือใส่ฟิล์ม สถิติจากกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว ที่อังกฤษ ในปี 1996 ประมาณ 2.6 แสนคดี จากจำนวนกล้องทั้งหมดประมาณ 1500 กล้อง มีรายงานขั้นต้นบอกว่าสถิติคนตายและบาดเจ็บสาหัสเพราะอุบัติเหตุในบริเวณที่ติดตั้งกล้องไว้ลดลงไปราวร้อยละ 47 ภายใน 3 ปีนับตั้งแต่ติดตั้งใช้งาน และรายงานเดียวกันนั้นยังบอกด้วยว่า คนขับรถส่วนใหญ่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปคือลดความเร็วลง นอกจากนี้ เงินค่าปรับที่ได้ก็มากเกินพอที่จะใช้จ่ายดูแลบำรุงรักษาระบบกล้องตรวจจับคนขับรถเร็ว
ในประเทศอังกฤษ ภาครัฐ (โดยตำรวจ) ได้นำระบบโทรทัศน์วงจรปิด มาใช้ติดตั้งเฝ้าระวังในที่สาธารณะหลายแห่ง โดยสามารถสอดส่าย ก้มเงย ซูมและถ่ายในที่มืดได้ แม้กระทั่งในย่านพักอาศัยและย่านโคมแดง (red light area) นอกจากนี้ ในภาคเอกชน ก็ได้มีการนำระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาติดตั้งในที่สาธารณะ เพื่อเฝ้าระวังทรัพย์สินของตนด้วย เช่น ตู้โทรศัพท์ ตู้เอทีเอ็มกดเงิน ในรถเมล์ รถโดยสาร รถไฟ แท็กซี่ ทางเข้าออก ฯลฯ บางแห่ง บางกรณี ตำรวจก็แนะนำให้เหยื่อเคราะห์ร้าย เช่นเด็กรับใช้ ที่ถูกทารุณหรือโดนทุบตี (victims of domestic violence) ซ่อนกล้องเพื่อแอบถ่ายในบ้านพักอาศัยของตน
ความจริงแล้วทีแรก เขาตั้งใจเอาระบบโทรทัศน์วงจรปิดมาใช้ขู่ไล่ (deter) ขโมย โจร คนร้าย แต่ต่อมาได้ขยายผลไปใช้ปราบพฤติกรรมฝ่าฝืนระเบียบ (anti-social behavior) เช่น ทิ้งขยะไม่เลือกที่ (littering) ปัสสาวะในที่สาธารณะ ฝ่าฝืนกฏจราจร เมาสุราอาละวาด หลีกเลี่ยงไม่เสียค่าจอดรถ (evading meters in town parking lots) ฯลฯ
ผลที่ได้รับหลังจากติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด ก็คือ ที่เมืองหนึ่งในสก๊อตแลนด์ อาชญากรรมลดลงไป ร้อยละ 75 สำหรับบางเมือง อาชญากรรมในย่านอุตสาหกรรม ลดลงเล็กน้อย แต่อาชญากรรมในอาคารจอดรถลดลงถึงร้อยละ 90 ในรายงานบอกว่า ไม่เพียงแต่ประชาชนส่วนใหญ่จะชอบ เพราะไปไหนมาไหนได้ รู้สึกปลอดภัย แม้แต่คนร้ายก็ยังชอบ เพราะว่าตนสามารถอ้างพยานหลักฐานที่อยู่ของตนจากกล้องว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธ์
ความจริงแล้ว ระบบโทรทัศน์วงจรปิดช่วยป้องปราม (deter) อาชญากรรมประเภทที่ต้องรอโอกาส กระทำผิด (opportunistic crime) ฉะนั้น ถ้าเราปิดโอกาสที่จะกระทำผิดได้ง่ายๆเสียให้หมด จำนวนคนที่จะกลายเป็นอาชญากรก็จะลดลง
ทั้งๆที่มีข้อมูลสถิติและตรรกะ มากมายขนาดนี้ ก็ยังมีนักวิชาการหลายคนไม่เห็นด้วย เหตุผลก็คือ ข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ และการถ่ายภาพถือว่าละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วย นอกจากนี้ ยังเคยมีรายงานที่ดิสเครดิตว่ากล้องไร้ประสิทธิผลอีกด้วย คือที่ติดตั้งไว้ส่วนมากใช้งานไม่ได้ผล อาชญากรรมไม่ได้ลดลงจริง แต่ย้ายไปที่อื่น ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจน ก็คือ ย่านธุรกิจ ย่านคนมีเงิน มักจะมีระบบโทรทัศน์วงจรปิดติดตั้งเฝ้าระวัง แต่ย่านคนจน ย่านสลัม ไม่มี ก็เลยสรุปได้ว่า อาชญากรรมถูกผลักดันจากย่านคนเงินมากไปยังย่านคนเงินน้อย เขาเถียงอย่างนี้ คือ “เขาไม่เชื่อว่าถ้าคุณติดกล้องไว้ทั้งเมืองละก็ โจรจะเลิกประกอบอาชญากรรมแล้วไปหางานทำ ” แปลว่า โจรเลิกอาชีพจริงหรือย้ายที่ทำกิน กันแน่ ? แนวคิดนี้น่าสนใจเหมือนกัน เพราะปรากฏว่าบริษัทประกันยินดีลดเบี้ยประกันภัยให้ร้อยละ 30 ถ้าเจ้าของบ้านยอมลงทุนติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด แปลว่า เจ้าของบ้านจ่ายเงินเพื่อให้โจรไปหากินไกลๆบ้าน ?

ความร่วมมือ

มีข้อมูลสถิติ มากมายชี้ให้เห็นว่า ตั้งกล้องไว้ที่ไหน อาชญากรรมลดลงที่นั่น ไม่มีใครโง่ทำผิดต่อหน้ากล้องให้ถูกบันทึกไว้ สรุปได้ว่า ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นระบบที่ดีที่สุดเพื่อการป้องปราม และตรวจสอบ หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ถ้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาอาชญากรรม โดยแบ่งเบาภาระบางส่วน คือ แทนที่จะต้องพึ่งพาเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมด ก็หันไปใช้ระบบโทรทัศน์วงจรปิดเป็นเครื่องทุ่นแรง ดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้น การเกิดอาชญากรรมจะลดลง หรือเมื่อเกิดแล้วการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี จะง่ายขึ้น
ถ้าจะจัดระเบียบสังคม ต้องใช้ตำรวจเป็นเครื่องมือจัดระเบียบ และเครื่องมือนี้เป็นเครื่องมือที่สะอาด ปลอดเชื้อ และทรงประสิทธิภาพ แหลมคม ใช้ผ่าตัดสังคม อย่างได้ผล ถ้าเครื่องมือนี้ ยังสกปรกติดเชื้อ สังคมจะยิ่งเละเทะหนักขึ้นไปอีก
ขออย่าปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นปัญหาสาเหตุสำคัญของปัญหาสังคม (อย่างที่นายยามวิกาลว่าไว้) เลย เรามาช่วยกันคนละไม้คนละมือ จัดระเบียบสังคมให้น่าอยู่ เพราะถ้าขืนปล่อยให้ตำรวจทำอยู่ฝ่ายเดียว ก็จะปล่อยให้อยู่สังคมเดิมๆที่ไร้ระเบียบอย่างนี้แหละ แล้วอย่ามาบ่นให้ได้ยินกัน


***********************

ที่มาข้อมูล
http://www.cctv-information.co.uk
http://www.telegraph.co.uk/
http://www.privacyinternational.org/issues/cctv/cctv_faq.html